10 คนทำหนัง 'ชวนเด็กดูหนัง'

ภาพยนตร์สั้น ศิลปะทางเลือกของคนยุคนี้ที่มาแรงเสียจนใคร ๆ หลายคนเกิดอาการคันไม้คันมืออยากได้ชื่อว่าเป็น "คนทำหนังสั้น" กับเขาบ้างสักเรื่องจะเป็นเพราะเครื่องไม้-เครื่องมือการตัดต่อ หรือเทคโนโลยีที่หาซื้อกันได้ในตลาด หรือจะเหตุผลอื่นใดก็ตามแต่ การทำหนังวันนี้ไม่ได้ถูกจำกัดวงเฉพาะคนสร้างภาพยนตร์ นักเรียนภาพยนตร์และนักลงทุนอีกต่อไปและข้อดีประการหนึ่ง คือ หนังสั้นสามารถให้คนทำใส่ความเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด

ภาพยนตร์เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่รวบรวมศิลปะแขนงต่าง ๆ เอาไว้ตั้งแต่ถ่ายภาพ แสดง จัดฉาก บท เสียง ดนตรี ตัดต่อ การทำหนังสั้นจึงเป็นทางเลือกแรกให้คนที่สนใจได้แสดงออกเพราะประหยัดและง่าย

โครงการชวนเด็กดูหนัง โดย10 นักทำหนังเป็นหนึ่งในโครงการที่ใช้ความน่าสนใจของศิลปะแขนงนี้มาเป็นจุดขายในการทำงานสื่อสารกับเด็กใน โครงการยุทธศาสตร์สื่อเด็ก มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ผ่านการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สร้างแบบอย่าง ชักชวนและนำเสนอภาพยนตร์ดีดีเพื่อเด็ก

ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร รองผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดลและเจ้าของรายการรักลูกให้ถูกทางพูดถึงความสำคัญและแบบการทำหนังเพื่อเด็ก "หนังที่ได้รับรางวัล หลายเรื่องทำความเข้าใจ 'เนื้อสาร' ยาก แม้แต่ผู้ใหญ่เอง" คำถาม คือ ทำไม? คนทำหนังที่ต้องการทำหนังเพื่อเด็กน่าจะทำความเข้าใจโจทย์นี้

หนังดีดีเพื่อเด็กเป็นโจทย์ที่ท้าทาย "ประเด็นหนึ่งที่คนทำหนังต้องคิด คือ ความแตกต่างเรื่องการรับรู้ระหว่างเด็กในเมืองกับเด็กในชนบท อะไรที่พวกเค้าเข้าใจได้ง่าย หนังเพื่อเด็กน่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เลยไม่ต้องตีความมากจนคลาดเคลื่อน" ดร.สายฤดี ย้ำว่าในส่วนคนทำหนังอาจจะคิดหวังว่าหนังของเราจะต้องได้รางวัล "คงเป็นเรื่องที่คิดได้เพียงแต่ว่าอย่าให้ตัวรางวัลกลายเป็นกรอบบีบรัดการทำงานจนทำให้เนื้อสารในหนังยากสำหรับเด็ก"

"สิ่งดีดีจากเนื้อสารในหนังจะตัดทอนเวลาส่วนที่เด็ก ๆ จะเอาไปใช้ทำเรื่องราวอื่น ๆ เรียนรู้-ทดลองยาเสพติด เหล้า บุหรี่ จนเกินความพอดี เราน่าจะทำให้เค้ามองเห็นถึงคุณค่าของชีวิต เด็กหนึ่งคนกับสมองหนึ่งก้อน เราควรจะเป็นส่วนหนึ่งของการจุดประกายความมุ่งมั่น ความหวังดี ทัศนะที่ดีงามต่อชีวิต"


พฤติกรรมของเด็กสะท้อนถึงสภาวะทางสังคม ในหลาย ๆ กรณี แรงกดดันจากสังคมรุนแรงถึงขั้นทำให้เด็กตัดสินใจฆ่าตัวตาย ขณะสังคมไม่มีทางออกว่าต้องทำอย่างไร ดร.สายฤดี เปิดเผยว่า "เนื้องานอันหนึ่งของ สสส. ใน จ.เชียงใหม่ เปิดกรณีศึกษาเด็กในโรงเรียนซึ่งถูกรังแกจากเพื่อนที่ตัวโตกว่าทั้งทางกาย วาจาหรือการไม่ให้เข้ากลุ่ม ทำร้ายร่างกาย ขู่เข็ญเอาเงินลักษณะเช่นนี้เข้าข่ายรังแกจนเกิดเป็นแรงกดดัน"

"การถูกรังแกจากเด็กที่ตัวโตกว่าในโรงเรียนเป็นภาพซ้ำ ๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้วทุกยุคสมัยและเกิดขึ้นกับเด็กทุก ๆ ลักษณะ เช่น บางกรณีกับเด็กตัวโตกว่ามาก ๆ จะเจอกับคำว่า "ไอ้ยักษ์" เด็กเรียนดีจะเจอกับคำว่า "ไอ้เก่ง" "หนอนหนังสือ"หรือ “ไอ้แว่น" เด็กที่มีพ่อแม่มารับมาส่งหรือมีฐานะร่ำรวยจะเจอกับคำว่า "คุณหนู" หรือมีแฟนหรืออื่น ๆ แตกต่างกันไป เหล่านี้จะแปรเป็นความกดดันอันอึดอัด ถมทับ จนกลายเป็นปมด้อย" ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่ต้องช่วยเหลือแปรความรู้สึกให้เป็นเรื่องราวทางบวก"
ดร.สายฤดีสรุป

ไม่ว่าจะอย่างไร "สมัยก่อนเด็ก ๆ จะอยู่กับพ่อแม่ เมื่อ 'กลับเข้าบ้าน' พ่อแม่จะชดเชยความรู้สึกที่โรงเรียนด้วยขนมแต่เด็กสมัยนี้ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ด้วยเงื่อนไขในหลาย ๆ ด้าน พบว่า มีเพียง 50% ของเด็กต่างจังหวัดที่อยู่กับพ่อแม่ ใคร คือ ผู้ดูแลจิตใจเด็ก ๆ เหล่านี้ ? ต้นปี 2545 เด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกเพื่อน ๆ ล้อว่า "อีทึ่ม" เพียงเพราะเธอเป็นคนขี้อาย อย่างไม่มีใครคาดฝัน เธอแขวนคอตาย อย่างนี้เป็นความรุนแรงที่ปฎิเสธไม่ได้" ดร.สายฤดี ยกตัวอย่าง

ทัตเทพ ทองทาบ จาก www.thaishortfilm.com เจ้าของโครงการชวนเด็กดูหนังบอกว่าโจทย์หลักของโครงการ คือ ทำหนังเด็กให้เด็กดู "โครงการชวนเด็กดูหนังชักชวน 10 คนทำหนังมือรางวัลมาทำหนังให้เด็กดูผ่านมุมมองของผู้ใหญ่ ปกติคนทำหนังต้องทำหนังตามใจคนลงทุนซึ่งจะคิดถึงเรื่องการตลาดเป็นหลัก โครงการชวนเด็กดูหนังจะทำให้คนทำหนังไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนและการตลาดจะผลิตได้เต็มความสามารถและกระตุ้นให้สังคมหันกลับมาให้ความสำคัญเรื่องสื่อเพื่อเด็ก อย่างตรงไปตรงมา"

"ซึ่งโดยหลักการแล้วสังคมน่าจะมีการจัดเรตติ้งสื่อทุกชนิด เพราะสื่อแต่ละชนิดไม่ได้เหมาะสมกับคนในแต่ละเพศแต่ละวัย เพื่อจะได้ดูว่าชนิดไหนเหมาะสมกับคนวัยไหน อย่างเช่น โครงการชวนเด็กดูหนัง ผู้กำกับแต่ละคนก็ไม่ได้ทำให้เด็กทุกเพศทุกวัยดู บางเรื่อง อาจจะดูได้ทุกวัย ทุกช่วงอายุ บางเรื่องอาจจะเหมาะกับเด็กอายุ 15-18 ปี อะไรอย่างนี้เพราะอาจจะมีคำหยาบหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม"


ส่วนคนกลุ่มใดจะเข้ามาจัดเรตติ้งรายการ เจ้าของโครงการให้ความเห็นว่า "คงจะมาจากหลาย ๆ ส่วนด้วยกัน จากฝ่ายผู้ผลิตหรือจากฝ่ายรัฐ เช่น กระทรวงวัฒนธรรมฯชมรมผู้ปกครองเหล่านี้คงต้องช่วยกันหาจุดกึ่งกลางสร้างมาตรฐานจากความคิดเห็นของคนทุกฝ่ายเพราะหากจะใช้มาตรฐานจากกระทรวงวัฒนธรรมฯแล้วห้ามพูดกู-พูดมึงมันก็จะหลุดลอยออกไปจากความเป็นจริงในชีวิต"

เขาบอกต่อว่าเรื่องเรตติ้งคงต้องมองจากจุดกึ่งกลาง มองจากมุมของผู้ผลิต รัฐ นักวิชาการ นักจิตวิทยาเด็กซึ่งเป็นส่วนของการศึกษาหรืองานวิจัย "สื่อ มีอิทธิพลกับเด็กแค่ไหนตรงนี้จะช่วยในการตัดสินใจถึงความเหมาะสมเด็กแต่ละวัยสมควรจะต้องรับรู้สิ่งใดบ้างหรือรายการประเภทใดเหมาะสมกับกลุ่มเด็กวัยใด" ในส่วนความคืบหน้าโครงการชวนเด็กดูหนัง หนัง 10 เรื่อง "เหลือเพียงการเก็บเนียน" ส่วนจะจัดฉายเมื่อไรนั้นเขาบอกว่ายังเป็นภาพร่าง ๆ "อาจจะทำเป็นเทศกาล 'ชวนเด็กดูหนัง' หรือทำ โรด-โชว์ เรื่องนี้ทีมงานต้องคุยทำความตกลงกันอีกรอบ"

ทางด้าน อาทิตย์ อัสสรัตน์ เจ้าของหนังสั้น "มอเตอร์ไซค์" รางวัลชนะเลิศจากเทศกาลภาพยนตร์สั้น มูลนิธิหนังไทย ปี 2543 และกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวแนวเรียลลิตี้ในชื่อ "มะหมี่" พร้อมผลงานหนังสั้นอีกหลายเรื่อง ล่าสุด ปี 2548ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการ Rolex Mentor Prot?g? Arts Initiative ไปฝึกอบรมที่อินเดีย เล่าถึงหนังของเขาว่า

“Boy Geniose(ภาคต่อ) เป็นเรื่องราวง่าย ๆ ของตัวละครตัวหนึ่งที่เป็นคนอัดเสียง ครั้งหนึ่ง เขาเข้าไปอัดเสียงในตึกร้างแห่งหนึ่งปรากฏว่ามีเสียงผู้หญิงติดเข้ามาด้วยความแปลกใจเขากับเพื่อนเข้าไปค้นหาที่มาของเสียงพวกเขาเจอ ผี" ผี ของ อาทิตย์ อัสสรัตน์ คือ ความทรงจำจากอดีต "คงต้องติดตามดูเรื่องราว มันจะเฉลยตัวของมันออกมาเอง"

เขากล่าวว่า “5 ปีที่แล้วช่วงที่ผมเริ่มทำหนังใหม่ ๆ ยังไม่มีโครงการหรือการยอมรับสนับสนุนกว้างขวางเท่ากับในปัจจุบัน นอกจาก ความสนใจที่เพิ่มขึ้นแล้วการทำหนังสั้นยังเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ด้านแรกคนดูหนังมีทางเลือกมากขึ้น ด้านที่สองคนทำหนังได้พัฒนาฝีมือ อุปกรณ์ เครื่องไม้-เครื่องมือที่ถูกลงหรือการอบรมทำหนังวิธีการใช้กล้อง-ใช้เครื่องมือ"

"คงต้องยอมรับว่ากระแสการทำหนังสั้นรวมเรื่องของความเท่เข้าไปส่วนหนึ่งซึ่งคงต้องใช้เวลาจะมีคนที่ไม่ทำเพราะเท่ จริง ๆ ถือว่า เป็นเรื่องปกติ วัยหนุ่มวัยสาวอยากลองอยากทำเหมือนกับศิลปะแขนงอื่น ๆ เวลาจะคัดสรรเองเหลือคนทำจริงจัง 2 คน จาก 10 คน เป็นเรื่องธรรมดา"
เขากำลังหาตัวเองคนทำหนังมือรางวัลสรุป

พิมพกา โตวิระ คนทำหนังแนวสตรีนิยม อีกหนึ่งคนทำหนังที่เข้าร่วมโครงการและเป็นที่คุ้นเคยของใครหลายคนเจ้าของผลงาน "แม่นาค" และ "คืนไร้เงา" กับหนังเด็กเรื่องแรกของเธอ "Taxi the Hero” เธอเล่าว่า "เป็นเรื่องราวของแท็กซี่ที่จอดรับผู้โดยสารคนหนึ่งที่มาพร้อมกับเด็กซึ่งเดินทางมาจากภาคใต้คล้ายคนมุสลิม เขาบอกให้แท็กซี่ขับรถไปตามแผนที่ยังสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ช่วงเดินทาง คนขับแท็กซี่รู้สึกถึงความไม่มั่นใจคิดเรื่องราวไปต่าง ๆ นานา ว่า ชายคนนี้กำลังจะให้เด็กทำในสิ่งที่ไม่ดีหรือเปล่า"

"เราตั้งโจทย์ให้คนดูคิดว่า บางครั้งในบางปัญหาผู้ใหญ่เองเป็นคนคิดซับซ้อนมากเกินไปจนก่อความวุ่นวายด้วยประสบการณ์บางชุดเพราะสุดท้ายหนังจบลงอย่างไม่มีอะไรเลย โครงการชวนเด็กดูหนังท้าทายตรงที่เราต้องทำหนังให้เด็กดู เราเชื่อว่า เด็กไม่ได้ซับซ้อนเท่ากับผู้ใหญ่แต่เด็กเค้าจะเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดีเท่ากับผู้ใหญ่แต่ซับซ้อนไม่เท่ากัน เราเลยเล่าเหตุการณ์ของความวุ่นวายอันหนึ่งที่เกิดขึ้นจากความคิดเห็นของผู้ใหญ่"
หนังมันล้อไปกับสภาพสังคมวันนี้ที่คนไม่มีความมั่นใจโดยเฉพาะกับคนกลุ่มหนึ่งจากภาคใต้ เธอสรุป

เธอทิ้งท้ายถึงคนที่ต้องการจะทำหนังสั้นว่าสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง คือ แรงบันดาลใจ "แรงบันดาลใจมาจากไหน เช่น หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะข่าวกรอบเล็ก ๆ กรอบหนึ่งมีคนมุสลิม 2-3 คน ว่าจ้างให้แท็กซี่ขับวนไปรอบ ๆ กรุงเทพฯ จนแท็กซี่เกิดความหวาดกลัวเข้าแจ้งความเพราะคิดว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ปัญหา คือ เราต้องทำเรื่องราวให้ง่ายและเด็ก ๆ สามารถรับรู้ได้" นอกจากนี้เป็นเรื่องทักษะอื่น เช่น การถ่ายภาพ มุมมอง โลเคชั่น

เธอรับรองว่า "หนังเรื่องนี้จะทำให้คนได้เห็นกรุงเทพฯ ในมุมสวยงาม" จากแรงบันดาลใจสู่การถ่ายทอดที่ต้องอาศัยทักษะในการทำงาน คือ ความลงตัวของคนทำหนัง "ควบคุมมันให้ได้ ไม่ใช่ว่า คิดจะใส่อะไรลงไปก็ได้" คือ ความคิดเห็นของเธอ

ดร.สายฤดี ให้ความเห็นสุดท้ายถึงบทสรุปของคนทำหนังเด็กซึ่งมีประสาทรับรู้ไวต่อเรื่องราวและอารมณ์ว่า "รายการทีวีส่วนใหญ่ไม่ได้ทำให้สมองของเด็กถูกพัฒนา สมองในส่วนการมองเห็นอาจจะได้แต่สมองส่วนคิด สมองในส่วนของเหตุผลหรือสมองส่วนที่ควบคุมให้ร่างกายทำงานไม่ได้รับการพัฒนา"

"ถามว่า สังคมวันนี้เอาอะไรใส่เข้าไปในสมองเด็ก แฟนทิ้งก็ฆ่าตัวตาย แม่ไม่ให้เล่นเกมส์ พ่อไม่ให้ไปเที่ยวก็กินยาตาย ด้วยโครงสร้างครอบครัวที่ไม่เข้มแข็ง คนทำหนังต้องสื่อสารออกไปอย่างตรงไปตรงมา เข้าใจได้ง่าย เสพได้ง่าย แสดงให้เห็นถึงพลังใจหรือมีผลต่อจิตใจในเชิงบวก ขับเน้นความเป็นดี ซื่อสัตย์ พูดไปอาจจะคล้ายกับหนังสือธรรมะแต่หากเรามองในมุมของผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะในการเลือกรับ เราต้องเลือกสิ่งที่มีความหมายและสร้างสรรพลัง เด็ก ๆ น่าจะรู้สึกว่าดูหนังของเราแล้วเค้าอยากจะเป็นคนดี มีเหตุผลและปัญญา"

"รายการสำหรับเด็กควรจะได้รับการจัดเรตติ้ง แบ่งหมวดไปตามอายุ เพศ วัย ตามความเชี่ยวชาญของคนแต่ละกลุ่มผ่านการตรวจสอบเนื้อหาภายใต้กรอบกติกา ไม่ใช่ว่า คนผลิตคิดไปทาง นักวิชาการคิดไปทาง พอมีหนังเรื่องใดอ่อนไหวต่อเส้นศีลธรรมก็มาออกแถลงข่าว วิจารณ์ ก่อให้เกิดความขัดแย้งมากกว่าการประสานความคิด ทำหนังออกมาก็กลัวว่าจะโดนใครวิจารณ์ตามหลัง"
ดร.สายฤดี สรุป

ใช่หรือไม่ว่า ทำหนังให้ปลอดภัยทางอารมณ์แต่ไม่น่าเบื่อ นับว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายกว่า ?

รายชื่อ 10 คนทำหนังมือรางวัลร่วมโครงการชวนเด็กดูหนัง

1.พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับภาพยนตร์แนวสตรีนิยม กำกับเรื่อง Taxi the Hero
2.ทวีวัฒน์ วันทา ผู้กำกับภาพยนตร์แนวaction-comedy กำกับเรื่อง ลูกพี่
3.อาทิตย์ อัสสรัตน์ ผู้กำกับภาพยนตร์แนวชีวิตชนบท กำกับเรื่อง Boy Geniose
4.ทัตเทพ ทองทาบ ผู้กำกับภาพยนตร์แนวชีวิตวัยรุ่น กำกับเรื่อง เด็กหลง
5.พัฒนะ จิรวงศ์ ผู้กำกับภาพยนตร์แนวสารคดี กำกับเรื่อง รีโมทคอนโทรล
6.เล็ก มานนท์ ผู้กำกับภาพยนตร์แนวครอบครัว กำกับเรื่อง Cool BKK
7.ทศพร มงคล ผู้กำกับภาพยนตร์แนวสะท้อนสังคม กำกับเรื่อง เจ้าชายน้อย..น้อย
8.มนุสส วรสิงห์ ผู้กำกับภาพยนตร์แนวกระแสนิยม กำกับเรื่อง เพื่อนยาก
9.ศนิพงศ์ สุทธิพันธ์ ผู้กำกับภาพยนตร์สำหรับเด็ก กำกับเรื่อง อนันต์
10.ปริมประภา หวังพิชญสุข ผู้กำกับภาพยนตร์แอนนิเมชั่น กำกับเรื่อง The last sign

ติดตามได้ที่ www.thaishortfilm.com และ www.childmedia.net


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

30 มกราคม 2548