|
อาชีวะ ผ้าขาวบนรอยด่างสังคม...

หลังเหตุการณ์ คอนเสิร์ตทรัพย์สินทางปัญญา สวนลุมพินี กรณีนักเรียนอาชีวะก่อเหตุทะเลาะวิวาทย่อมส่งผลต่อจิตใจคนทุกระดับชั้น
ทำให้คนที่มองนักเรียนอาชีวะด้วยสายตาเชิงลบอยู่แล้วยิ่งแน่ใจในความคิดตนมากขึ้น
ส่วน คนที่มองด้วยจิตใจที่เป็นกลางหรือมีจิตใจเชิงบวกความเชื่อย่อมสั่นคลอน..จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น..
หลังเหตุการณ์นี้ผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคนทนไม่ไหวออกมาบริภาษกลุ่มเด็กว่ายิ่งกว่า
..ด้วยว่า ความโกรธที่คอนเสิร์ตล่มหรือเพราะอะไรกันแน่ก็เหลือจะคาดเดา
เพียงผ่านไปไม่เท่าไร ผู้เกี่ยวข้องซีกรัฐบาลก็ออกมาตรการ เชิงรุก..ว่าด้วยการกำหนดมาตรการเร่งด่วน..อย่างนี้..
-คัดรายชื่อหัวโจกที่ก่อเรื่องเพื่อส่งไปสถานพินิจ
-ขึ้นบัญชีรายชื่อนักเรียน โรงเรียน กลุ่มที่ก่อความรุนแรงย้อนหลังสามปี
-สร้างฐานข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงในเด็ก
-ให้ผู้บริหารปรับปรุงมาตรฐานการศึกษา
-สื่อมวลชนต้องเสนอข่าวสารที่เสริมคุณธรรม จริยธรรม..เพิ่มขึ้น..
-ให้สำนักงานลูกเสือและยุวกาชาดจัดการประชุมเชิงปฎิบัติการ จัดระบบการป้องกันร่วมกับกรมสุขภาพจิต
-โครงการสานสายใยครูและศิษย์ให้เด็กและครูมีกิจกรรมร่วมกัน โดยการผันงบ
40 ล้าน ลงไปในแต่ละโรงเรียนเพื่อมอบรางวัลแก่ครู เด็กนักเรียน
และสถานศึกษาที่ไม่มีปัญหาเรื่องการวิวาท
-กำหนดให้มีการสร้างมาตรฐานส่งเสริมหยุดพฤติกรรมก้าวร้าวที่ก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรง
-สร้างมาตรฐานพฤติกรรมเด็ก..
-ปรับเวลาเรียนให้ไม่ตรงกัน
-เพิ่มโครงการที่จะเสริมภาพลักษณ์แก่ นักเรียนอาชีวะในแง่การบำเพ็ญประโยชน์
-ประชาชนที่พบเห็นนักเรียนอาชีวะประพฤติตนไม่เหมาะสมรีบแจ้ง
191
-ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมในการดูแลบุตรหลานให้มากขึ้น
-สร้างอาสาสมัครเชิงป้องกัน เช่น ผู้ปกครอง คนขับรถแท็กซี่ ครู
ช่วยกันทำงานเสริมกับสารวัตรนักเรียนที่มีจำนวนน้อย
-สุดท้ายหากเกิดการจัดคอนเสริ์ตให้แจ้งเพื่อให้ ผู้ปกครอง สารวัตรนักเรียนและตำรวจเข้าไปอยู่ในบริเวณงาน
จากมาตรการที่เกิดขึ้น ทำให้การเสวนาเรื่อง
พื้นที่ทางสังคมกับปัญหาความรุนแรงเด็ก ณ. ห้องประชุม
1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สกว. เพื่อนำเสนอทางเลือกเพิ่มเติมในการแก้ปัญหา
และร่วมถอดบทเรียนปัญหาความรุนแรงในเด็ก ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไข
พร้อมกับชี้ให้เห็นว่า ..เพราะพื้นที่ในสังคมไทยในทางสร้างสรรค์มีน้อยเกินไป..
สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนโยงเด็กเข้าสู่สภาวะความรุนแรง
.
คุณ สุดใจ สุขขะ นักวิจัยโครงการวิจัยเพื่อปฏิบัติการเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในการจัดการปัญหาความรุนแรงในกลุ่มนักเรียนอาชีวะ
ชี้ว่า
หากมองย้อนกลับไป ปัญหาเด็กนักเรียนอาชีวะทะเลาะวิวาทมีมูลเหตุมาจากการแข่งกีฬา
การกระทบกระทั่งกันระหว่างสถาบันอาชีวะ และเกิดมายาวนานจนก่อรูปเป็นวัฒนธรรม..ในแต่ละกลุ่ม
ที่มีการรวมตัวกันค่อนข้างเหนียวแน่น ..หากจะพูดกันจริง ๆ แล้วในมหาวิทยาลัยเองก็มีการใช้ระบบซีเนียร์
และมีการทะเลาะวิวาทกันบ้างโดยเฉพาะบางคณะที่มีผู้ชายเรียนเยอะ
..ซึ่งต่อมาค่อยมีการคลี่คลายไปตามยุคสมัย
ผลจากการศึกษาในโครงการวิจัยพบว่า
กว่า 30 ปี บนวัฒนธรรมที่เรียกว่า ยุคสายลมแสงแดด ก็มีเหตุการณ์วิวาทอยู่บ้าง
จนกระทั่งผันผ่านมาถึงยุคของการศึกษาแสวงหาอันเป็นการต่อสู้กันทางความคิดและการรับใช้สังคม
วัฒนธรรมของนักศึกษาเปลี่ยนไป การวิวาทก็หายไป แม้จะหลงเหลือเค้าโครงของระบบซีเนียร์บ้าง..แต่ไม่มีอะไรที่เป็นชนวนของความรุนแรงเพียงพอในส่วนนักเรียนสายศิลปะ
มีกิจกรรม ทดแทนเป็น พื้นที่สร้างสรรค์ซึ่ง ก่อร่างเป็นภาพของความภาคภูมิสำหรับการรังสรรค์งานศิลปะขึ้นมา
..เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องทะเลาะจึงเบาบาง..และคุณสุดใจกล่าวถึงกลุ่มอาชีวะว่า
สำหรับ เด็กอาชีวะรูปแบบยังคงตกค้างและไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจัง
การถ่ายทอดทัศนะคติระหว่างรุ่นพี่-รุ่นน้องเรื่องการแสดงอัตตา
ศักดิ์ศรี ประกาศศักดาในกลุ่มตัวเอง จุดนี้โรงเรียนหลาย แห่งที่ร่วมอยู่ในโครงการ
วิจัย ได้มีความพยายามลดทัศนะคติเหล่านี้ลง เช่น เคยจัดงานวันสถาปนา
เคยรับน้องด้วยระบบซีเนียร์ ก็ให้หยุดลง เพียงแต่ว่าเศษส่วนความคิดที่หลงเหลืออยู่ทำให้เด็ก
ๆ แอบจัด แอบทำ ชี้ได้ว่า เด็กอาชีวะเป็นผู้ถูกกระทำ ส่วนพฤติกรรม
เป็นเพียงภาพภาพหนึ่งของความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในจิตใจอย่างที่เด็ก
ๆ กลุ่มหนึ่งจะแสดงออกมาได้ อย่าลืมว่า เด็กอาชีวะที่ดูตัวโต
ๆ เขาเป็นเพียงแค่เด็กที่เลื่อนชั้นขึ้นมา จากเด็กมัธยมต้นเท่านั้นเอง
เหตุการณ์ความรุนแรงเป็นเพียงผลสะท้อนความอ่อนไหวในจิตใจของเด็กเท่านั้น
คุณสุดใจชี้ให้เห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมต้องสร้างพื้นที่เชิงบวกขึ้นมาเพื่อพัฒนาวัยวุฒิ
และสภาวะทางอารมณ์ จะให้เด็ก ๆ เกิดการยับยั้งชั่งใจอย่างผู้ใหญ่ยังไม่ใช่
และไม่มีประโยชน์อะไรที่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาทีหนึ่งแล้วไปประณามว่าเด็กมีปัญญาเท่านั้นเท่านี้
เหมือน
อะไรสักอย่างที่ไร้ค่าในสังคม ให้สังคมมองเห็นในความด้อยค่า
ซ้ำเติม เพราะหากทำความ เข้าใจเด็กอาชีวะจริง ๆ จะพบว่า เด็กอาชีวะส่วนใหญ่ต่างรู้สึกว่า
สังคมที่เขาอยู่ ณ. เวลานี้ต่างมุ่งมองมาที่เขาด้วยสายตาหวั่นระแวง
เกิดเรื่องที่ไม่ดีขึ้นก็มาลงที่เขา ทำดีขนาดไหนสังคมก็มองเขาว่าทำไม่ดีอยู่ดี
..นี่เป็นความรู้สึกของเด็ก ๆ ..ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัย
ความคิดที่ว่า เด็กอาชีวะสามารถแยกแยะ ยับยั้งอารมณ์ความรู้สึกได้แล้วนั้น
คิดว่า ความคิดนี้เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เพราะหากจะดูพฤติกรรมที่ไม่เอาไหนของเด็ก
ๆ แล้วมันสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของผู้ใหญ่ แต่เมื่อเกิด
เรื่องกลุ่มที่ถูกจัดการ คือ เด็ก ๆ" ..แล้วอะไรที่ทำให้เกิดปัญหา
ต่อกรณีนี้คุณสุดใจชี้ให้เห็นว่า ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากระบบโครงสร้างในการจัดการ
การศึกษาสายอาชีวะ พบว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบ เรื่องานอาชีวะกระจัดกระจายกันอยู่หลายหน่วยงาน
โรงเรียนในภาครัฐ จะอยู่ในส่วนรับผิดชอบของกรมอาชีวะ
(เปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานกรมอาชีวะศึกษา) ส่วนของเอกชนอยู่ในส่วนของสำนักงานการศึกษาของเอกชน
การแยกหน่วยงานรับผิดชอบออกมาอย่างนี้เมื่อเกิดปัญหา มันไม่ได้แยกว่า
โรงเรียนรัฐทะเลาะกับโรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชนทะเลาะกับโรงเรียนเอกชน
..มันชุลมุนเมื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาทำให้ต้องอาศัยการประสานงานกัน
ซึ่งคุณสุดใจชี้ว่า การแก้ปัญหาของหน่วยงานที่กระจัดกระจาย
ไม่สามารถควบคุมสถานะการณ์ได้ทำให้เกิดความรุนแรงที่รุนแรงกว่าในครั้งต่อ
ๆ ไป..หมายความว่า จะเกิดการแก้แค้นเอาคืน และเด็กต้องป้องกันตัวด้วยการพกพาอาวุธ
อันนี้เป็นสาเหตุหนึ่ง..
อีกเรื่องหนึ่งคือว่า หากจะดูการขยายตัวของโรงเรียนอาชีวะของรัฐในยุคนี้
พบว่า จะมีการขยายตัวมากกว่าของเอกชน ด้วยกำลังและงบประมาณที่จำกัดทำให้การจัดกิจกรรมภายในสถานศึกษาของรัฐทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร
..เด็กซึ่งมีเวลา ต่อคาบว่างมาก ไม่มีกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์
..อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการเรียนการสอนที่มีเฉพาะภายในห้องเรียน..โอกาสที่จะออกมาเรียนรู้สภาพสังคม
ชีวิตมีน้อยกว่าเด็ก ๆ ในสายสามัญ ทำให้เครียดและ ไม่ได้รับโอกาสการพัฒนาทางความคิดได้อย่างเป็นจริง
..
นอกจากนั้น
เมื่อเกิดปัญหา โรงเรียนมักแก้ปัญหาด้วยวิธีการจัดตารางเวลาเลิกเรียนให้เหลื่อมกัน
เพื่อไม่ให้เด็กมาเจอกันในเส้นทางครูจะมีหน้าที่ควบคุมนักเรียนถึงท่ารถ
กลายเป็นกรอบบังคับให้เด็กกลับบ้าน..ที่ไม่ได้หมายความว่า ละสายตา
ครูผู้คุมแล้วเด็กจะไม่ไปต่อกันที่อื่น ๆ ..จุดเหล่านี้ล้วนแล้วเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง..
บนทัศนะของตัวเด็กเองที่อยู่ในสถานะการณ์ความรุนแรงมากว่า
3-4 ทศวรรษ เด็กเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า ขณะนี้ตัวเองอยู่ในสถานะการณ์ที่ไม่ปลอดภัย
เขาจะมีทัศนะคติต่อการใช้กำลังในเชิงบวก.. เพราะเป็นเรื่องถูกต้องที่จะป้องกันตัว
จนกระทั่งเราไม่สามารถหาต้นสายปลายเหตุของความรุนแรงเจอและการแก้ปัญหาเชิงกายภาพเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอ
ต้องแก้ไขจากภายในและสร้างทัศนะเชิงบวกแก่สังคม
ร่วมกับตัวนักเรียนและให้โอกาสโรงเรียน
แต่ละแห่งกำหนด บทบาทการแก้ปัญหาเอง..และจากเหตุการณ์ครั้งนี้
คุณสุดใจพูดถึงมาตรการการแก้ปัญหาว่า
มาตรการบางอย่างที่เป็นมาตรการเชิงลบที่ออกมา ต้องเอาออก อย่าให้เป็นนโยบายระดับชาติ
อย่างเช่น การควานหาตัวเด็กที่เป็นหัวโจกเข้าสู่สถานพินิจ ปัญหาสำคัญคือว่ารู้ได้อย่างไรว่า
..ใครคือเด็กหัวโจกหรือการประกาศแบล็กลิสต์ โรงเรียนกลุ่มเสี่ยง
8 แห่งก็ไม่ได้มีการบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงมาตรฐานในการบ่งชี้ถึงตัวโรงเรียนเหล่านั้น
เช่น ดอนบอสโก หรือ เทคนิคมีนบุรี
..บนทัศนะคติของความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของวัฒนธรรมเชิงกลุ่มที่ชี้ได้ไม่ชัดว่า
ใครกันแน่เป็นหัวโจก หรืออะไรคือมาตรฐาน
เพราะฉะนั้นมาตรการ
เหล่านี้จำเป็นต้อง เอาออกเพราะเป็น มาตรการเชิงลบ ที่ก่อความรุนแรงให้เกิดขึ้นมากกว่า..คุณสุดใจ
กล่าวย้ำ
ทางด้าน ดร. อมรวิชช์ นาครทรรพ โครงการวิจัย
child watch กล่าวว่า หากมองดูสถานะการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเด็กวัยรุ่นทั่วโลก
พบว่าประเทศไทยไม่ใช่เป็นประเทศเดียวเท่านั้นที่เกิดปัญหาเช่นนี้
..ซึ่งในการเสวนาครั้งนี้ ดร.อมรวิชช์ ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อมูลความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเด็กทั่วโลก
โตเกียว
ญี่ปุ่นเดือนพฤศจิกายน 2543 แก๊งส์วัยรุ่น 30 คน รุมแทง มอเตอร์ไซด์ที่ขับขี่ผ่านเข้ามาในเส้นทางเสียชีวิตไปถึง
4 คน
ในโรงเรียนของประเทศเยอรมัน เดือนเมษายน 2545 เด็กอายุ 19 ปีที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียน
กลับเข้าไปกราดยิงครูเสียชีวิต 15 คน เด็กนักเรียนเสียชีวิต
2 คน
9 กุมภาพันธุ์ 2545 มณฑลกวางสี ประเทศจีน มีการปะทะกันระหว่างแก๊งส์นักเรียนมัธยมต้น
ขว้างระเบิดที่ทำจากสารเคมี ทำให้เด็กเสียชีวิต 6 บาดเจ็บ 8
..
สหรัฐอเมริกา ..นิวออลีนส์ 4 เมษายน 2546 เด็กคนหนึ่งใช้อาร์ก้า
ยิงอริต่างโรงเรียนกว่า 30 นัด
โรงเรียนแห่งหนึ่งในประเทศ ฟิลลิปปินส์ เกิดการปะทะกันระหว่างแก๊งส์นักเรียน
ที่มีถึง 15 แก๊งส์ และมีการปะทะกันตลอดปี ตั้งแต่ วิธีการชกต่อยถึงวางยาพิษ
ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 60 ศพ ในรอบปี
แก๊งส์นักเรียน 2 โรงเรียน ในประเทศอังกฤษ 2 ยกพวกตีกัน เสียชีวิต
1 บาดเจ็บ 4..และล่าสุดที่ซิดนีย์แก๊งส์ผิวสีและผิวขาว ตีกันด้วยฟุตเหล็ก
พลองและมีดบาดเจ็บสาหัส 6 คน..
จากข้อมูลข้างต้นดร.อมรวิชช์พยายามชี้ให้เห็นว่าปัญหาทะเลาะวิวาทระหว่างเด็กนักเรียนเป็นปัญหาที่หนักหน่วงไม่เฉพาะในเมืองไทยบนกระบวนการแก้ไขปัญหาในต่างประเทศที่ใช้มาตรการเด็ดขาดเข้าจัดการแต่ไม่สามารถทำให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นลดลงแต่อย่างใด
มีการสุ่มตรวจจับโลหะที่มีอยู่ในตัวเด็กนักเรียน..โดยติดตั้งเครื่องตรวจจับกันอย่างถาวรและในสถานศึกษาแต่ละแห่งจะมีตำรวจเข้ามาคอยตรวจ..กำหนดหลักสูตรป้องกันความรุนแรงและมีความพยายามจัดการปัญหาด้วยความเด็ดขาดมากขึ้น
แต่ผลที่เกิดขึ้นพบว่า ปัญหายังคงดำรงอยู่และดูเหมือนว่าจะรุนแรงยิ่งกว่าเดิม..
ดร. อมรวิชช์ ยังชี้ให้เห็นว่า การต้องโยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาเรียนในเมืองหลวง
หรือตัวเมืองใหญ่ทำให้จิตใจของเด็กอยู่ในสภาวะที่อ่อนไหวต่อการใช้ความรุนแรง
งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผมให้นักศึกษาลงทำสำรวจกับนิสิตจุฬากลุ่มหนึ่งที่เป็นเด็กต่างจังหวัด
ฐานะไม่ดีมากนัก สภาพที่เกิดขึ้นจากการวิจัยสรุปว่า ฐานะทางสังคม
ส่งผลให้ตัวเด็กไม่สามารถปรับตัว.. เข้ากลุ่มเพื่อนได้ ก็อย่างที่รู้ว่านิสิตจุฬาส่วนใหญ่ค่อนข้างมีฐานะทางครอบครัวตั้งแต่ปานกลางถึงระดับสูง
ทำให้เด็กกลุ่มนี้เครียด ทำให้รูปแบบ ทางพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่รุนแรงได้
ระบบการเรียนการสอนที่เน้นไปที่ผลของเกรดก็เป็นเรื่องที่ผลักให้เด็กที่มีความสามารถในเรื่องอื่น
ๆ รู้สึกถึงความด้อยค่าในตนเอง ระบบที่เน้นเพียงมาตรฐานการสอบ
คั้นเพียงหัวกะทิ ทำให้เด็กส่วนหนึ่งถูกกันออกไปและนำเข้าสู่พฤติกรรมที่ก้าวร้าว..
ครู กลับเป็นบุคคลที่ก่อความรู้สึกแก่เด็กจากการเลือกปฏิบัติ
เอาใจเฉพาะเด็กเรียนดีหรือเรียบร้อยเป็นการจุดประกายความรุนแรงได้เช่นกัน
จากจุดนี้ ดร.อมรวิชช์ ชี้ถึงแนวทางของโรงเรียนสีขาว
ที่จะเป็นส่วนในการขจัดปัญหาความรุนแรงว่า
-ผู้บริหารและกรรมการโรงเรียนสามารถเข้าถึงกลุ่มเด็กทุกกลุ่ม
ระบบการสอนที่ได้มาตรฐานโดยการเน้นคุณค่าความเป็นคนมากกว่ามาตรฐานการสอบ..
-การออกระเบียบต้องใช้อย่างเท่าเทียมสร้างกระบวนการร้องทุกข์ที่ใช้กับทุกคน
-สมาคมครูผู้ปกครองโรงเรียนสามารถประสานกันได้เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา
-โรงเรียนมีแนบแน่นกับชุมชนอาศัยกำลังจากคนในชุมชนคอยสอดส่องดูแลร่วมกับครู
-สภาวะแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็กส่งผลในแง่จิตวิทยาเด็ก
ใช่ว่าเด็กไทยไม่ดี
แต่เด็กไทยไม่มีอะไรที่ดีทำเด็ก ๆ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วย
คลับ คาราโอเกะ เวปไซด์-ซีดีโป๊ แล้วจะไปหวังอะไร จะให้เขาคิดอย่างไร
เหมือนกับว่าเราพยายามรักษาคนไข้แต่ทว่า เรากลับเอาคนไข้ไปตากแดดตากลมแล้วไข้จะฟื้นขึ้นได้อย่างไร..
ปัญหาคือว่าผู้ใหญ่กลับยื่นสังคมห่วย ๆ ให้เด็กแล้ว บอกว่าเด็กไม่ดีไม่ได้..ต้องทำความเข้าใจปัญหาว่าเด็กยุคนี้เขาเป็นทุกข์กันเรื่องอะไร..จะได้ไม่โทษเด็กฝ่ายเดียว..ดร.อมรวิชช์ย้ำ
ทางด้าน คุณศรีศักดิ์
ไทยอารีย์ ผู้อำนวยการสภาองค์กรพัฒนาเด็กและเยาวชน กล่าวปิดท้ายงานเสวนาในครั้งนี้ด้วยการย้ำให้เห็นว่า
ปัญหาการแก้ไขเด็กนักเรียนทะเลาะวิวาท จะไม่ประสบผล โดยการให้ประชาชน
เข้าเป็นส่วน ในการแก้ไขปัญหา เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องแก้ไขในเรื่องทัศนะคติของผู้ใหญ่ที่อยู่ในรัฐบาลด้วย
ต้องแก้ไขที่ทัศนะคติของประชาชนว่ามีมุมมองอย่างไรในพฤติกรรมของนักเรียนอาชีวะด้วย
พลังในวัยรุ่นมีมากแต่เขาไม่สามารถใช้พลังไปในทางสร้างสรรค์
หากเด็กมีทางเลือก ที่สร้างสรรค์ คิดว่า ปัญหาทะเลาะวิวาทคงไม่รุนแรงอย่างนี้
ภาพงานคอนเสิร์ตเป็นเรื่องยั่วยุเกินกว่าจะควบคุมได้และมาตรการที่ออกมาไม่ได้เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาที่ดี
สิ่งที่ชวนให้ขบคิดกันมากกว่า..ต้องอยู่ที่อคติ ทัศนคติ ที่ต้องเปลี่ยนมาจากข้างใน
การให้คำปรึกษากับพ่อแม่ของเด็กก็สำคัญ เรื่องนี้ต้องคิดกันให้มาก
ใช่ว่าจะมาป้องกันเพียงเฉพาะเด็กที่มีปัญหา ใครจะเป็นคนช่วยในจุดนี้..
พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็ก ย่อมสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของผู้ใหญ่ในความอ่อนแอของสังคมไทย
เด็กไม่ควรเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวที่ต้องถูกแก้ไข สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ
สังคมกำลังเผชิญกับปัญหาความรุนแรงอย่างใหม่ในกลุ่มวัยรุ่น ก่อนที่อะไรต่อ
มิอะไรจะสายเกินกว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะทำความเข้าใจได้ ก็อย่าให้ความโกรธเข้ามาครอบครองมโนจริต
การดุด่าว่าเด็ก เป็นเงื่อนไขของการใช้ความรุนแรงแก้ไขความรุนแรง
ที่ก่อความรุนแรงยิ่งกว่า เพราะใช่หรือไม่ว่า กรณีเด็กก่อ ความรุนแรงขึ้น
เพราะ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ ในโลกใบนี้ ใช้วิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมด้วยความวิธีการของความรุนแรง
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
8 กันยายน 2546
|