คาราวาน
รถอีแต็ก เคลื่อนขบวนออกจากวัดบ้านม่วงชุม อ. เชียงของ
จ.เชียงราย หลังอาหารเที่ยง แดดยามบ่ายปลายฝนต้นฤดูหนาวเข้มข้นทำให้ผืนป่าชุมชนเบื้องหน้าเขียวเข้มยิ่งขึ้น
น้ำอิง เส้นเลือดสายหลักของหมู่บ้านไหลลัดเลาะผ่านขุนเขามุ่งขึ้นเหนือลงโขงที่สบอิง
คาราวาน อีแต็ก หยุดลงตรงตลิ่งสูงริมฝั่งน้ำชายป่าชุมชนอันเป็นจุดแรกของการพูดคุย
ฝั่งตรงข้าม เรา มองเห็นยอใหญ่ที่เรียกกันว่า จ๋ำหลวง
ชาวบ้านคนหนึ่งพายเรือเข้าเทียบตลิ่ง ตะโกนบอกให้เราข้ามฝั่ง
ใครอยากไปบ้าง..จะได้ช่วยกันยกยอ ตลิ่งสูงฝั่งตรงข้ามเหนือขึ้นไปบนแผ่นดินมองเห็นดอกหญ้าสูงท่วมหัว
ดอกสีขาวลำต้นสีเขียวตัดกับแดดอุ่นระยิบระยับงดงาม จ๋ำหลวง
ถูกยกลอยขึ้นจากน้ำ ปลากดใหญ่น้อยกระโดดโผงผาง แผ่นน้ำอิงที่เคยสงบแตกกระจายเป็นฟองขาว
พวกเรา กระชับกล้องในมือลั่นชัตเตอร์กดเก็บภาพความอุดมสมบูรณ์นั้นเอาไว้
บ้านม่วงชุม ห่างจากอำเภอเชียงของราว 10 กิโลเมตร
ชาวบ้านที่นี่มีอาชีพหลัก คือ ปลูกข้าวและทำประมง ความอุดมสมบูรณ์ของน้ำอิงและป่าชุมชนเป็นหลักประกันถึงความคิดเชิงอนุรักษ์ของชาวบ้านม่วงชุม
พวกเราคิดเห็นไปในทางเดียวกันหลังจากแบ่งกลุ่มลงศึกษาป่าชุมชนว่า
ท้องฟ้าที่นี่สวยและอากาศใส แตกต่างจากกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ที่เราจากมา
พวกเราเดินลุยเข้าไปในป่าชุมชนผืนใหญ่ อากาศเริ่มเย็นลงพร้อม
ๆ กับเสียงบรรยายทำความเข้าใจประกอบการสัมผัสผืนป่าจากน้อง ๆ
นักอนุรักษ์น้อยบ้านม่วงชุม น้องต้อม หนึ่งในกลุ่มนักอนุรักษ์น้อย
บอกพวกเราว่า แผ่นดิน แผ่นฟ้า แผ่นน้ำ คือ เรื่องเดียวกัน มนุษย์เราไม่ว่าจะอยู่ตรงส่วนไหน
เราต้องช่วยกันรักษาดูแล แบ่งปันกันกิน แบ่งปันกันอยู่ น้องต้อมเป็นหนึ่งในเยาวชนที่ให้ความสำคัญกับการรักษาทรัพยากรท้องถิ่น
ผมเข้าร่วมกลุ่มอนุรักษ์บ้านม่วงชุมตั้งแต่สมัยเรียนประถมเรื่อยมา
จนถึงวันนี้ เกือบสิบปีแล้ว ผมคิดว่าจะทำงานอนุรักษ์ต่อไปและไม่เฉพาะท้องถิ่นของผมเท่านั้นผมจะขยายความคิดเรื่องการอนุรักษ์ออกไป
ทั่วประเทศ
ยืดเส้นยืดสายผ่านป่าชุมชน มามากกว่าหนึ่งชั่วโมง
ใครคนหนึ่งบอกให้หยุด เมื่อขบวนของเราไปถึงหนองน้ำที่มีสภาพกึ่งโคลนเลนซึ่งหากมองเพียงผาด
ๆ เรา ชาวเมืองจะไม่มีทางรู้ว่าภายใต้โคลนเลน คือ แหล่งอาหารของชาวบ้านม่วงชุม
ชาวบ้านที่ไปด้วยกันกับเราเตรียมพร้อม ลุยเลน สาธิตวิธีการจับปลา
บางคนใช้ตาข่าย บางคนใช้สุ่ม เดินเป็นแนวขนานเรียงหน้ากระดาน
โคลนเลนจมแข้งไปกว่าครึ่ง ปลากด กบ ปู ใหญ่น้อยถูกเก็บใส่ข้อง
เรียกว่า เป็นภาพประทับใจที่สร้างความสนุกสนานแก่พวกเราซึ่งทำได้เพียงเฝ้ามองและรอ
ลุ้น อยู่บนฝั่ง
หากเป็นฤดูน้ำหลากพื้นที่บริเวณนี้จะจมอยู่ใต้น้ำ
พี่อบต.ประจำบ้านม่วงชุมเล่าให้เราฟัง พร้อมทั้งเสริมว่า
ชาวบ้านมีข้อตกลงว่าจะไม่หาปลาช่วงน้ำหลากซึ่งเป็นช่วงที่ปลาฟักไข่และเจริญเติบโตผ่านเดือนสิงหาคมและกันยายนน้ำถึงจะลดชาวบ้านถึงจะออกหาปลาอีกครั้ง
สลับกันไปเดือนละสองหนอง
กองไฟถูกก่อขึ้นอย่างชำนิชำนาญปลาหลายตัวทยอย ปิ้งและย่าง
ให้เราได้ลิ้มชิมรสถึงแม้จะมีน้ำปลาเป็นเครื่องปรุงเพียงชนิดเดียวแต่พวกเราทุกคนต่างอร่อยลิ้นไปกับ
อาหารป่า แกล้ม เหล้าป่า รสร้อนแรงเครื่องแก้หนาวในป่าชุมชนบ้านม่วงชุม
2
ทั่วโลกต่างมอง
น้ำโขงหรือน้ำของ ในมุมที่แตกต่างกันออกไปภายใต้ระบบวัฒนธรรม
เศรษฐกิจและการเมืองของแต่ละที่น้ำของจึงเป็นแม่น้ำนานาชาติสายสำคัญระดับโลกสำหรับบุคคลหลาย
ๆ กลุ่ม หากสำหรับ ครูตี๋ หรือ นิวัติ ร้อยแก้ว กลุ่มรักษ์เชียงของ
และชาวเชียงของแล้ว สายน้ำของ คือ ชีวิต
เราคิดถึงน้ำของอย่างไร โลกต่างรู้จักน้ำของแตกต่างกันไป
สำหรับผมและคนที่อยู่ที่นี่ น้ำของ คือ ลำน้ำแห่งชีวิตที่คนสอง
ฝั่งได้พึ่งพาอาศัย ความอุดมสมบูรณ์ของข้าวปลาอาหาร แต่สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลออกไป
ลำของ กลับกลายสนามการค้าในนามของการพัฒนา
แต่กระนั้นก็ตาม ครูตี๋บอกพวกเราว่า ธรรมชาติได้สร้างให้น้ำของเป็นป้อมปราการ
แห่งอุปสรรคด้วยตลอดลำน้ำเต็มไปด้วยเกาะแก่ง ประกอบกับสายน้ำเชี่ยวกรากรุนแรง
หากในมุมตรงกันข้ามอุปสรรคเหล่านี้กลับเป็นแรงท้าทายต่อผู้ที่มุ่งมั่นจะเอาชนะธรรมชาติ
โครงการพัฒนาสี่เหลี่ยมเขตเศรษฐกิจ
อนุภาคลุ่มน้ำโขง คือ การพัฒนาเส้นทางขนส่งการเดินเรือพาณิชย์อันเป็นความมุ่งหมายร่วมจากสี่กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง
ได้แก่ จีน พม่า ไทย ลาว เซ็นสัญญาร่วมปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือ
หมายถึง การระเบิดเกาะแก่งดอนทรายกลาง ลำน้ำของ จำนวน 21 จุด
รวมระยะทางกว่า 331 กิโลเมตร แต่สำหรับชาวประมงที่นี่ ครูตี๋
บอกว่า เกาะแก่งที่เห็นไม่ได้เป็นเพียงก้อนหินธรรมดา หากเป็นต้นกำเนิดของแหล่งอาหารเพราะเป็นสถานอนุบาลปลาน้อยก่อนจะเจริญวัยให้ชาวประมงสองฝั่งของได้มีชีวิตมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ
น้ำของ
เป็นแหล่งอารยธรรม และประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลาย
อีกทั้งเป็นเส้นทางคมนาคม โบราณที่สมควรทำการศึกษา อย่างไม่อาจจะให้ใครมาทำร้ายการมีอยู่ของมัน
ครูตี๋ ย้ำว่า เพราะแผ่นดินนี้ไม่มีใครเป็นเจ้า ของทุกชีวิตจึงต้องร่วมกัน
รักษาสมดุลธรรมชาติอย่างไม่อาจแบ่งแยก
ทางด้าน สมเกีรยติ เขื่อนเชียงสา นักวิชาการซึ่งทำงานกับกลุ่มรักษ์เชียงของมายาวนาน
กล่าวถึง ความสำคัญของน้ำของบริเวณชายแดนไทย-ลาวว่าเป็นจุดหนึ่งที่อุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยความหลากหลายของระบบนิเวศ
น้ำของ ไหลผ่านหลายประเทศครึ่งหนึ่งอยู่ในประเทศจีนที่เหลือไหลผ่าน
พม่า ไทย และลาว ซึ่งจุดชายแดนไทยและลาวเป็นอีกหนึ่งจุดที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วย
พันธุ์ปลา พันธุ์พืช
ระบบนิเวศที่ซับซ้อนทำให้น้ำของเกิดความหลากหลายในทางชีวภาพซึ่งจากการสำรวจของกลุ่มรักษ์เชียงของความหลากหลายซับซ้อนของน้ำของติดอันดับสามโลก
รองจาก ...แม่น้ำอแมซอนในอเมริกาใต้และแม่น้ำแซร์ในทวีปแอฟริกา
นับจากการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ การสำรวจน้ำของเพื่อประโยชน์ในการพาณิชย์จึงเริ่มต้นซึ่งมีการบันทึกเอาไว้ตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคม
เมื่อฝรั่งเศสนักล่าอาณานิคมเดินทางเข้ามาถึง ดินแดนลุ่มน้ำของที่เคยสงบเงียบต้องตกอยู่ภายใต้เงื้อมงำของการเก็บเกี่ยวเอาประโยชน์จากทรัพยากรโดยคนต่างถิ่น
โลกเดินทางมาถึงยุค ของการเข่นฆ่ากันด้วยกองกำลังตลาดการเงินระบบเศรษฐกิจโลกทำให้เกิดการทะลักเข้ามาของวัตถุนิยมบริโภค
การสร้างสาธารณูปโภค ถนน ไฟฟ้า รองรับระบบการค้า หรือโครงการ
เขื่อนกว่า 300 เขื่อนที่ได้รับการเสนอเพื่อเก็บกักน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้าสนองโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ
นับจากนั้นเป็นต้นมา น้ำของ ตลอดสายเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ไร้พรมแดน
โครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ และโครงการสร้างเขื่อนในจีนจึงกลายเป็นโครงการที่มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไม่อาจจะทำความเข้าใจเป็นเรื่องอื่นได้
แม้ว่าจะไม่มีการทำรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเขื่อนทั้ง 300
เขื่อน ก่อผลกระทบอย่างไร หากสายตาของชาวประมงชราแห่งลำน้ำพวกเขาสัมผัสได้ถึงการไหลและระดับการขึ้น-ลงของสายน้ำที่เปลี่ยนแปลง
เขื่อน ทำให้การไหลและระดับการขึ้น-ลงของระดับน้ำใน
น้ำของ ไม่ปกติ ส่งผลให้ระบบนิเวศผิดเพี้ยนซึ่งกระทบต่อการขึ้นมา
อาศัย หาอาหาร ผสมพันธุ์และวางไข่ของปลาหรือพันธุ์พืชบางชนิด
อย่างเช่น ไก สาหร่ายแห่งลำน้ำของ ซึ่งตะกอนจากการระเบิดแก่งทำให้น้ำของขุ่น
แสงอาทิตย์ส่องลงไปไม่ถึง นอกจากนั้น หาดทรายเมื่อถูกทับถมและเต็มไปด้วยตะกอน
ไก จะไม่สามารถเติบโตได้ บริเวณเดียวที่เหลืออยู่เวลานี้อยู่ที่หาดไคร้
อ.เชียงของเพียงที่เดียวเท่านั้น พี่สมเกียรติสรุป
