พินิจชีวิตคนหาปลา เรารักป่า เรารักน้ำ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 46 ให้สิทธิ์แก่ ’บุคคล’ ซึ่งเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมว่า…พวกเขาสามารถปกป้อง บำรุงรักษา อนุรักษ์ ฟื้นฟู จารีตประเพณีและระบบภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างมีส่วนในการจัดการใช้ประโยชน์ได้โดยตรงจากทรัพยากรในท้องถิ่นของตน อย่างสมดุลยั่งยืน

ทริปส์ เพ่งพินิจ ชีวิต คนหาปลา 23-25 ตุลา นำเที่ยวโดยไกด์หัวเห็ด ‘ชุมชนคนรักป่า’ นำเราลงพื้นที่ศึกษาระบบชีวิตและภูมิปัญญาของคนริมน้ำบ้านม่วงชุมและฟังเรื่องเล่าจากสายน้ำโขงโครงการสี่เหลี่ยมเขตเศรษฐกิจที่จะต้องระเบิดแก่งดอนทรายตลอดลำโขง เพื่อประโยชน์ในการเดินเรือพาณิชย์โดยกลุ่มรักษ์เชียงของ ริมผาใด อ.เชียงของ กลางสายหมอกอุ่นต้นฤดูหนาว…

1.

คาราวาน ‘รถอีแต็ก’ เคลื่อนขบวนออกจากวัดบ้านม่วงชุม อ. เชียงของ จ.เชียงราย หลังอาหารเที่ยง แดดยามบ่ายปลายฝนต้นฤดูหนาวเข้มข้นทำให้ผืนป่าชุมชนเบื้องหน้าเขียวเข้มยิ่งขึ้น น้ำอิง เส้นเลือดสายหลักของหมู่บ้านไหลลัดเลาะผ่านขุนเขามุ่งขึ้นเหนือลงโขงที่สบอิง คาราวาน ‘อีแต็ก’ หยุดลงตรงตลิ่งสูงริมฝั่งน้ำชายป่าชุมชนอันเป็นจุดแรกของการพูดคุย ฝั่งตรงข้าม เรา มองเห็นยอใหญ่ที่เรียกกันว่า ‘จ๋ำหลวง’

ชาวบ้านคนหนึ่งพายเรือเข้าเทียบตลิ่ง ตะโกนบอกให้เราข้ามฝั่ง ‘ใครอยากไปบ้าง..จะได้ช่วยกันยกยอ’ ตลิ่งสูงฝั่งตรงข้ามเหนือขึ้นไปบนแผ่นดินมองเห็นดอกหญ้าสูงท่วมหัว ดอกสีขาวลำต้นสีเขียวตัดกับแดดอุ่นระยิบระยับงดงาม ’จ๋ำหลวง’ ถูกยกลอยขึ้นจากน้ำ ปลากดใหญ่น้อยกระโดดโผงผาง แผ่นน้ำอิงที่เคยสงบแตกกระจายเป็นฟองขาว พวกเรา กระชับกล้องในมือลั่นชัตเตอร์กดเก็บภาพความอุดมสมบูรณ์นั้นเอาไว้

บ้านม่วงชุม ห่างจากอำเภอเชียงของราว 10 กิโลเมตร ชาวบ้านที่นี่มีอาชีพหลัก คือ ปลูกข้าวและทำประมง ความอุดมสมบูรณ์ของน้ำอิงและป่าชุมชนเป็นหลักประกันถึงความคิดเชิงอนุรักษ์ของชาวบ้านม่วงชุม พวกเราคิดเห็นไปในทางเดียวกันหลังจากแบ่งกลุ่มลงศึกษาป่าชุมชนว่า ‘ท้องฟ้าที่นี่สวยและอากาศใส แตกต่างจากกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ที่เราจากมา’

พวกเราเดินลุยเข้าไปในป่าชุมชนผืนใหญ่ อากาศเริ่มเย็นลงพร้อม ๆ กับเสียงบรรยายทำความเข้าใจประกอบการสัมผัสผืนป่าจากน้อง ๆ ‘นักอนุรักษ์น้อยบ้านม่วงชุม’ น้องต้อม หนึ่งในกลุ่มนักอนุรักษ์น้อย บอกพวกเราว่า ‘แผ่นดิน แผ่นฟ้า แผ่นน้ำ คือ เรื่องเดียวกัน มนุษย์เราไม่ว่าจะอยู่ตรงส่วนไหน เราต้องช่วยกันรักษาดูแล แบ่งปันกันกิน แบ่งปันกันอยู่’ น้องต้อมเป็นหนึ่งในเยาวชนที่ให้ความสำคัญกับการรักษาทรัพยากรท้องถิ่น ‘ผมเข้าร่วมกลุ่มอนุรักษ์บ้านม่วงชุมตั้งแต่สมัยเรียนประถมเรื่อยมา จนถึงวันนี้ เกือบสิบปีแล้ว ผมคิดว่าจะทำงานอนุรักษ์ต่อไปและไม่เฉพาะท้องถิ่นของผมเท่านั้นผมจะขยายความคิดเรื่องการอนุรักษ์ออกไป ทั่วประเทศ’

ยืดเส้นยืดสายผ่านป่าชุมชน มามากกว่าหนึ่งชั่วโมง ใครคนหนึ่งบอกให้หยุด เมื่อขบวนของเราไปถึงหนองน้ำที่มีสภาพกึ่งโคลนเลนซึ่งหากมองเพียงผาด ๆ เรา ชาวเมืองจะไม่มีทางรู้ว่าภายใต้โคลนเลน คือ แหล่งอาหารของชาวบ้านม่วงชุม ชาวบ้านที่ไปด้วยกันกับเราเตรียมพร้อม ‘ลุยเลน’ สาธิตวิธีการจับปลา บางคนใช้ตาข่าย บางคนใช้สุ่ม เดินเป็นแนวขนานเรียงหน้ากระดาน โคลนเลนจมแข้งไปกว่าครึ่ง ปลากด กบ ปู ใหญ่น้อยถูกเก็บใส่ข้อง เรียกว่า เป็นภาพประทับใจที่สร้างความสนุกสนานแก่พวกเราซึ่งทำได้เพียงเฝ้ามองและรอ ‘ลุ้น’ อยู่บนฝั่ง

‘หากเป็นฤดูน้ำหลากพื้นที่บริเวณนี้จะจมอยู่ใต้น้ำ’ พี่อบต.ประจำบ้านม่วงชุมเล่าให้เราฟัง พร้อมทั้งเสริมว่า ‘ชาวบ้านมีข้อตกลงว่าจะไม่หาปลาช่วงน้ำหลากซึ่งเป็นช่วงที่ปลาฟักไข่และเจริญเติบโตผ่านเดือนสิงหาคมและกันยายนน้ำถึงจะลดชาวบ้านถึงจะออกหาปลาอีกครั้ง สลับกันไปเดือนละสองหนอง’

กองไฟถูกก่อขึ้นอย่างชำนิชำนาญปลาหลายตัวทยอย ‘ปิ้งและย่าง’ ให้เราได้ลิ้มชิมรสถึงแม้จะมีน้ำปลาเป็นเครื่องปรุงเพียงชนิดเดียวแต่พวกเราทุกคนต่างอร่อยลิ้นไปกับ ’อาหารป่า’ แกล้ม ‘เหล้าป่า’ รสร้อนแรงเครื่องแก้หนาวในป่าชุมชนบ้านม่วงชุม

2

ทั่วโลกต่างมอง ‘น้ำโขงหรือน้ำของ’ ในมุมที่แตกต่างกันออกไปภายใต้ระบบวัฒนธรรม

เศรษฐกิจและการเมืองของแต่ละที่น้ำของจึงเป็นแม่น้ำนานาชาติสายสำคัญระดับโลกสำหรับบุคคลหลาย ๆ กลุ่ม หากสำหรับ ครูตี๋ หรือ นิวัติ ร้อยแก้ว กลุ่มรักษ์เชียงของ และชาวเชียงของแล้ว สายน้ำของ คือ ชีวิต

‘เราคิดถึงน้ำของอย่างไร โลกต่างรู้จักน้ำของแตกต่างกันไป สำหรับผมและคนที่อยู่ที่นี่ ‘น้ำของ’ คือ ลำน้ำแห่งชีวิตที่คนสอง ฝั่งได้พึ่งพาอาศัย ความอุดมสมบูรณ์ของข้าวปลาอาหาร แต่สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลออกไป ‘ลำของ’ กลับกลายสนามการค้าในนามของการพัฒนา’ แต่กระนั้นก็ตาม ครูตี๋บอกพวกเราว่า ธรรมชาติได้สร้างให้น้ำของเป็นป้อมปราการ แห่งอุปสรรคด้วยตลอดลำน้ำเต็มไปด้วยเกาะแก่ง ประกอบกับสายน้ำเชี่ยวกรากรุนแรง หากในมุมตรงกันข้ามอุปสรรคเหล่านี้กลับเป็นแรงท้าทายต่อผู้ที่มุ่งมั่นจะเอาชนะธรรมชาติ

โครงการพัฒนาสี่เหลี่ยมเขตเศรษฐกิจ อนุภาคลุ่มน้ำโขง คือ การพัฒนาเส้นทางขนส่งการเดินเรือพาณิชย์อันเป็นความมุ่งหมายร่วมจากสี่กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ได้แก่ จีน พม่า ไทย ลาว เซ็นสัญญาร่วมปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือ หมายถึง การระเบิดเกาะแก่งดอนทรายกลาง ‘ลำน้ำของ’ จำนวน 21 จุด รวมระยะทางกว่า 331 กิโลเมตร แต่สำหรับชาวประมงที่นี่ ครูตี๋ บอกว่า ‘เกาะแก่งที่เห็นไม่ได้เป็นเพียงก้อนหินธรรมดา หากเป็นต้นกำเนิดของแหล่งอาหารเพราะเป็นสถานอนุบาลปลาน้อยก่อนจะเจริญวัยให้ชาวประมงสองฝั่งของได้มีชีวิตมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ’

‘น้ำของ…เป็นแหล่งอารยธรรม และประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลาย อีกทั้งเป็นเส้นทางคมนาคม โบราณที่สมควรทำการศึกษา อย่างไม่อาจจะให้ใครมาทำร้ายการมีอยู่ของมัน’ ครูตี๋ ย้ำว่า ‘เพราะแผ่นดินนี้ไม่มีใครเป็นเจ้า ของทุกชีวิตจึงต้องร่วมกัน รักษาสมดุลธรรมชาติอย่างไม่อาจแบ่งแยก’

ทางด้าน สมเกีรยติ เขื่อนเชียงสา นักวิชาการซึ่งทำงานกับกลุ่มรักษ์เชียงของมายาวนาน กล่าวถึง ความสำคัญของน้ำของบริเวณชายแดนไทย-ลาวว่าเป็นจุดหนึ่งที่อุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยความหลากหลายของระบบนิเวศ ‘น้ำของ ไหลผ่านหลายประเทศครึ่งหนึ่งอยู่ในประเทศจีนที่เหลือไหลผ่าน พม่า ไทย และลาว ซึ่งจุดชายแดนไทยและลาวเป็นอีกหนึ่งจุดที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วย พันธุ์ปลา พันธุ์พืช’

‘ระบบนิเวศที่ซับซ้อนทำให้น้ำของเกิดความหลากหลายในทางชีวภาพซึ่งจากการสำรวจของกลุ่มรักษ์เชียงของความหลากหลายซับซ้อนของน้ำของติดอันดับสามโลก รองจาก ...แม่น้ำอแมซอนในอเมริกาใต้และแม่น้ำแซร์ในทวีปแอฟริกา นับจากการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ การสำรวจน้ำของเพื่อประโยชน์ในการพาณิชย์จึงเริ่มต้นซึ่งมีการบันทึกเอาไว้ตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคม เมื่อฝรั่งเศสนักล่าอาณานิคมเดินทางเข้ามาถึง ดินแดนลุ่มน้ำของที่เคยสงบเงียบต้องตกอยู่ภายใต้เงื้อมงำของการเก็บเกี่ยวเอาประโยชน์จากทรัพยากรโดยคนต่างถิ่น’

‘โลกเดินทางมาถึงยุค ของการเข่นฆ่ากันด้วยกองกำลังตลาดการเงินระบบเศรษฐกิจโลกทำให้เกิดการทะลักเข้ามาของวัตถุนิยมบริโภค การสร้างสาธารณูปโภค ถนน ไฟฟ้า รองรับระบบการค้า หรือโครงการ เขื่อนกว่า 300 เขื่อนที่ได้รับการเสนอเพื่อเก็บกักน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้าสนองโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ นับจากนั้นเป็นต้นมา น้ำของ ตลอดสายเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ไร้พรมแดน’

โครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ และโครงการสร้างเขื่อนในจีนจึงกลายเป็นโครงการที่มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไม่อาจจะทำความเข้าใจเป็นเรื่องอื่นได้ แม้ว่าจะไม่มีการทำรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเขื่อนทั้ง 300 เขื่อน ก่อผลกระทบอย่างไร หากสายตาของชาวประมงชราแห่งลำน้ำพวกเขาสัมผัสได้ถึงการไหลและระดับการขึ้น-ลงของสายน้ำที่เปลี่ยนแปลง

‘เขื่อน ทำให้การไหลและระดับการขึ้น-ลงของระดับน้ำใน ‘น้ำของ’ ไม่ปกติ ส่งผลให้ระบบนิเวศผิดเพี้ยนซึ่งกระทบต่อการขึ้นมา อาศัย หาอาหาร ผสมพันธุ์และวางไข่ของปลาหรือพันธุ์พืชบางชนิด อย่างเช่น ไก สาหร่ายแห่งลำน้ำของ ซึ่งตะกอนจากการระเบิดแก่งทำให้น้ำของขุ่น แสงอาทิตย์ส่องลงไปไม่ถึง นอกจากนั้น หาดทรายเมื่อถูกทับถมและเต็มไปด้วยตะกอน ไก จะไม่สามารถเติบโตได้ บริเวณเดียวที่เหลืออยู่เวลานี้อยู่ที่หาดไคร้ อ.เชียงของเพียงที่เดียวเท่านั้น’ พี่สมเกียรติสรุป

3

จากบ้านม่วงชุมริมน้ำอิงถึงผาใดริมน้ำของ ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและชีวิตเชื่อมโยงถึงกันอย่างไม่อาจแยกออก โครงการระเบิดแก่งส่งผลต่อน้ำอิงอย่างไร ….ชาวม่วงชุมทราบและตระหนักรู้ถึงผลกระทบอันนั้นได้เป็นอย่างดี …เมื่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในโลกนั้นมีเพียงพอแก่คนทุกคนบนโลก ภายใต้การจัดสรรอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น แต่จะมีไม่เพียงพอสำหรับ ‘คนโลภ’ เพียงคนเดียว… มหาตามา คานธี กล่าวเอาไว้เช่นนั้น

.........................

ทริปส์ต่อไปของไกด์หัวเห็ด ชุมชนคนรักป่า
ศุกร์ที่ 12 - อาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน 2547
เลียบภูสันดอยยาวไปเก็บลูกต๋าวในป่า
บ้านสันเจริญ จ.น่าน
……………………….
ศุกร์ที่ 10 – อาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม 2547
ล่องสาละวิน เก็บผักบนหาดทรายและหาปลาที่สบเมย
จ.แม่ฮ่องสอน

ติดต่อชุมชนคนรักป่า 77-1 หมู่ 5 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
053-810-402,0-4004-7844 (มาลัย สัญกาย)
email:community_forest@hotmail.com

 

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

พฤศจิกายน 2547