สัมภาษณ์พิเศษ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ กรณีรัฐถอน GMOs

ยังไม่ทันที่นโยบาย การทดลองปลูกพันธุ์พืชผิดธรรมชาติ จีเอ็มโอ ของรัฐบาลจะไปถึงไหน หากแผนพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของไทยเพื่อทัดเทียมต่างประเทศ โดย คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ที่มีท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน ส่งสัญญาณว่า "เรา พร้อมแล้วสำหรับการทดลองปลูกในระดับไร่นา" 20 สิงหาคม 2547 นับแต่นั้น เป็นต้นมา เกิดกระแสคัดค้านในทุกระดับสังคม

น่าสนใจที่ว่าเพียง 10 วัน หลังจากนั้น 31 สิงหาคม 2547 รัฐบาลยอมถอนวาระพิจารณาการทดลองปลูกพืช จีเอ็มโอ ในระดับไร่นาออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อะไร คือ สาเหตุของท่าทีที่เปลี่ยนไป สำหรับเรื่องนี้ คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ (http://www.biothai.net) ให้ความเห็นเอาไว้อย่างสนใจ

คิดอย่างไรที่รัฐบาล ยอมถอย

ผมคิดว่ารัฐบาลกำลังถอยเพื่อตั้งหลักมากกว่า หมายความว่า หากกระแสคัดค้านอ่อนแรง เรื่องนี้อาจจะถูกผลักดันเข้ามาอีก รัฐบาลไม่อยากเปิดศึกหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครฯและตอนนี้ก็ใกล้การเลือกตั้งครั้งใหญ่

เราไม่รู้ว่า ท่านนายกเองไปรับปากอะไรไว้กับรัฐบาลสหรัฐซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับ เอฟทีเอ ถ้าหากตอนแรกท่านไม่ปฏิเสธว่า รู้จักและจำวุฒิสมาชิกจากสหรัฐได้ ผมก็คิดว่า การตัดสินใจเรื่องนี้ของรัฐบาลอาจไม่เกี่ยวกับ เอฟทีเอ ท่านปฏิเสธ หลังจากนั้นพวกเรากลับพบหลักฐานในภายหลังว่า ท่านยกย่องวุฒิสมาชิก คิท บอนด์ ว่า เป็นเพื่อนที่ดีของประเทศ เป็น เฟรนด์ ออฟ ไทยแลนด์ ผมจึงคิดว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะธรรมดาๆ

ที่แน่ ๆ การผลักดันเรื่องนี้ ไม่ได้เกิดจากนายกคนเดียว แต่เกิดจาก นักวิจัยจีเอ็มโอที่ร่วมอยู่ในคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติด้วย คนเหล่านี้ วิจัยเกี่ยวกับจีเอ็มโอและหลายคนสนิทสนม ได้รับความช่วยเหลือกับบรรษัทข้ามชาติไม่น้อย นี่เป็นเหตุผลสำคัญอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดการผลักดันให้มีการเปิดเสรีพืชจีเอ็มโอ

ใช่หรือเปล่าว่า สังคมไทยยังขาดข้อมูลและความเข้าใจทั้งในชุดเหตุผลของรัฐบาลหรือฟากของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเสมือนว่า กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนตกเป็นกลุ่มต่อต้าน กีดกั้นเทคโนโลยี หรือGMOs–NGOs บนเส้นขนาน มองสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร

อย่าว่าแต่ สังคมไทยเลยครับที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ดีนัก นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ตัดสินใจเรื่องนี้ก็มีข้อมูลไม่เพียงพอ เช่นเดียวกัน นายกรัฐมนตรีถึงกับตำหนิคนในคณะรัฐมนตรี ว่า ได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าอธิบายเหตุผลหรืออภิปรายเรื่องดังกล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรี

ในความเห็นของผม คนที่เกี่ยวข้องในคณะรัฐบาลที่รู้เรื่องนี้ดี ก็คือ คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์แต่ท่านนายกเลือกที่จะเอาคุณประพัฒน์ออกจากครม.เสียเอง แล้วเลือก คุณเนวิน ชิดชอบ คุณสุวิทย์ คุณกิตติ เข้ามาแทน จะว่าไปแล้ว ก็ต้องโทษนายกนั่นเองที่ปล่อยให้คณะรัฐมนตรี เออออไปกับ เรื่อง จีเอ็มโอ ขาดคนให้ข้อมูลความจริงอย่างรอบด้าน

ผมไม่อยากใช้คำพูดว่า สังคมไทยขาดข้อมูลเรื่องจีเอ็มโอ ปัญหาของเรื่องจีเอ็มโอ เกิดขึ้นจากการที่สื่อต่าง ๆ ของรัฐและบรรษัทข้ามชาติพยายามโหมประโคม ข้อดี ของจีเอ็มโอมากกว่า ตัวอย่างเช่น กรณี ข้าวจีเอ็มโอ ตัดต่อยีนสร้างวิตามินเอที่โฆษณาว่า เป็นข้าววิเศษ ช่วยเด็กยากจนในประเทศโลกที่สามเนื่องจากการขาดวิตามินเอ เป็นเพียงเรื่องหลอกลวงระดับโลก

กอร์ดอน คอนเวย์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ถึงกับออกมาสารภาพว่าเรื่องนี้มีการพูดและโฆษณาเกินจริง จนบัดนี้ จีเอ็มโอ ที่ผลิตออกมาในโลกก็หาได้ทำให้การใช้สารเคมีลดลงโดยสุทธิไม่ มิหนำซ้ำ สิ่งที่อ้างว่า ทำให้เกิดผลผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่าการผลิตแบบเดิม ก็ยังไม่ชัดเจนแต่อย่างใด

จริง ๆ แล้วไม่ได้มีแต่ เอ็นจีโอ เท่านั้น ที่คัดค้านการนำเอา จีเอ็มโอ มาปลูกในระบบเปิดหรือในสภาพไร่นา แต่คนในประเทศที่ได้รับข้อมูลทั้งสองด้าน กว่า 80% คัดค้าน เช่นเดียวกัน

ถ้าอ่านข่าวอย่างใกล้ชิด เราจะเห็นว่า คนที่คัดค้านมีตั้งแต่นักธุรกิจ เกษตรกร ผู้บริโภค และคนชั้นกลางโดยทั่วไป ส่วนจุดยืนของ เอ็นจีโอ นั้น ผมคิดว่า ส่วนใหญ่ไม่ถึงกับค้านแบบหัวชนฝาแต่ค้านโดยบอกว่าไม่ควรเอามาปลูกทดสอบในระบบเปิดถ้าใครอยากทดลองก็ขอเชิญทำในห้องปฏิบัติการหรือโรงเรือนปิดไปก็แล้วกัน และต้องทำอย่างรอบคอบ-ระมัดระวังด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายซึ่งคอยกำกับการทดลองของบรรดานักวิจัย และบรรษัทข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ด้วย

องค์กรพัฒนาเอกชนมองว่า พืชตัดแต่งพันธุกรรม จะทำให้เกิดการผูกขาดระบบและยาโดยบรรษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ ได้อย่างไร

เรื่องนี้น่ากลัวมากครับ เพราะว่า 80% ของพันธุ์พืชจีเอ็มโอ อยู่ในมือของบริษัทมอนซานโต้บริษัทเดียว ที่เหลือก็อยู่ในมือบริษัทข้ามชาติอีกสองบริษัท คือ ซินเจนต้ากับดูปองท์ การตัดสินใจปลูกจีเอ็มโอ ก็คือ การเอาอนาคตของระบบการเกษตรและอาหารของชาติไปอยู่ภายใต้การควบคุมของบรรษัทข้ามชาติบริษัทเดียวนั่นเอง

พวกนักวิจัย จีเอ็มโอ อธิบายว่า การอนุญาตให้ปลูกพืช จีเอ็มโอ เป็นการทำให้สังคมมี “ทางเลือก“ ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งตรงกันข้ามเพราะเมื่อไรที่เราเลือก จีเอ็มโอ เราก็จะหมดทางเลือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะ พืช จีเอ็มโอ จะปลิวมาผสมข้ามกับพืชพื้นบ้านของเรา พืชพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมก็จะกลายเป็น จีเอ็มโอ

หรือ การยอมรับเมล็ดพันธุ์ จีเอ็มโอ เท่ากับว่า เรา ต้องยอมรับการใช้สารเคมีและระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่ถูกผนวกรวมเข้ามาด้วย ดังที่เราทราบกันทั่วไปว่าประมาณสามในสี่ของพืช จีเอ็มโอ นั้นเป็นพืชจีเอ็มโอที่จะต้องฉีดสารเคมีปราบวัชพืชของบรรษัทข้ามชาติไป พร้อม ๆ กันด้วย แม้แต่ พืชจีเอ็มโอ ซึ่งนักวิจัย จีเอ็มโอไทย บอกว่า เป็นผลิตผลของการวิจัยในประเทศก็เป็นเรื่องหลอกลวง เพราะมะละกอปลูกทดลองที่ขอนแก่นนั้นเป็นการวิจัย ที่อยู่ภายใต้สัญญาของต่างชาติ

ดร.เดนนิส กอนซาลเวส ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำมะละกอจีเอ็มโอที่ฮาวายก็ต้องมีสัญญาผูกพันกับบริษัทมอนซานโต้ ผมบอกได้ว่า มะละกอจีเอ็มโอทุกต้น ที่มาจากสถานีวิจัยพืชสวนที่ขอนแก่น หรือที่มาจากแปลงทดลองของม.เกษตรศาสตร์ที่กำแพงแสน ล้วนมีสิทธิบัตรของบรรษัทข้ามชาติกำกับอยู่

พืชเหล่านี้ขายในราคาสูงมากกว่าพืชที่เราปลูกมาก โดยมีราคาสูงกว่าตั้งแต่ 30% จนถึง 400% และถ้าหากพันธุ์พืชพื้นบ้านต้องสูญสลายไปจากการปนเปื้อน บรรษัทค้าเมล็ดพันธุ์จะขึ้นราคาเมล็ดพันธุ์ไปอีกเท่าไหร่ก็ได้

เราคงไม่อาจจะยับยั้งการทดลองหรือหยุดยั้งการทำวิจัยเรื่องการตัดแต่งยีน จะมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร

ตอนนี้ เรา คัดค้านการนำเอา จีเอ็มโอ ออกมาปลูกในระดับไร่นา โดยคำว่า ไร่นา หรือ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Field Trial คำ ๆ นี้ หมายถึง แปลงทดลองในสถานีทดลองการเกษตรของราชการ ผมคิดว่า เรา ต้องพยายามยับยั้งให้การทดลองจีเอ็มโอไม่ล้ำเส้น ดังกล่าวออกมา

อย่างไรก็ตาม การคัดค้านการทดลองจีเอ็มโอโดยสิ้นเชิงก็จะทำให้เกิดการเผชิญหน้ากับนักวิจัยบางกลุ่มมากเกินไป ผมคิดว่า เรา ไม่ได้ต่อต้านการวิจัยที่ทำในห้องปฏิบัติการหรือโรงเรือนปิดหากการวิจัยดังกล่าวก็ต้องระวัง และมีกฎหมายที่เข้มงวด-รัดกุมออกมาควบคุม อย่างเคร่งครัดด้วย

ผมคิดว่า สิ่งที่ควรทำในกรณีเกี่ยวกับการวิจัย ก็คือ การย้อนกลับไปตั้งคำถามกับนักวิจัยและการวิจัยทางการเกษตรว่า เรา ต้องการงานวิจัยที่มุ่งหน้าไปสู่ทิศทางใดกันแน่ การนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้อย่างเหมาะสมกับสังคมไทย ควรเป็นอย่างไร ครอบคลุมอะไรบ้าง ในแง่นี้ การวิจัย เรื่องจีเอ็มโอ ก็จะเป็นแค่เพียงเรื่องเล็ก ๆ เรื่องหนึ่งของการวิจัยเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพ นั่นเอง

ระบบเกษตรกรรมไทยควรจะเดินไปบนเส้นทางใด

จะตอบคำถามนี้ได้ดีต้องย้อนไปมองบทเรียนหรือปัญหาจากการปฏิวัติเขียว ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณสี่ทศวรรษที่แล้ว การเกษตรแบบปฏิวัติเขียว ซึ่งผลักดันโดยแนวความคิดและกลุ่มผลประโยชน์จากตะวันตกทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการเกษตรแบบเดิมมาเป็นเกษตรกรรมแบบเคมี

ตลอดสามสิบสี่สิบปี ที่ผ่านมา เราเพิ่มผลผลิตข้าวได้เพียง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่เราได้ทำลายปลาพืชผักพื้นบ้านและความหลากหลายทางชีวภาพลง อย่างยับเยิน

นี่ยังไม่คิดต้นทุนที่เราต้องซื้อปุ๋ยและสารเคมีการเกษตรปีละมหาศาล ไม่นับต้นทุนการสร้างเขื่อนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการผลิตแบบเชิงเดี่ยว การเอา จีเอ็มโอ มาใช้ในการเกษตรก็ไม่แตกต่างใด ๆ กับการเกษตรแบบปฏิวัติเขียว ตัวละครที่ผลักดัน เรื่องจีเอ็มโอ ล้วนเป็นตัวละครกลุ่มเดิมที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรในประเทศ เมื่อสี่ทศวรรษที่แล้ว

สองทศวรรษ ที่แล้ว ชาวบ้านและขบวนการองค์กรพัฒนาเอกชนได้บุกเบิกแนวทางเกษตรกรรมที่เรียกว่า “เกษตรกรรมทางเลือก” หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า“เกษตรกรรมแบบยั่งยืน”ในปัจจุบัน ขบวนการนี้ได้รับการสนับสนุนมากขึ้นจากข้าราชการ รวมทั้ง กลุ่มนักธุรกิจที่ต้องการมีส่วนร่วมในระบบการค้าการเกษตรที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมากขึ้น ผมคิดว่า นี่คือ ทางออกที่สมบูรณ์แบบเมื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่การเกษตรที่อาศัยพันธุวิศวกรรมเป็นเครื่องนำทาง

เกษตรยั่งยืนได้รับการพิสูจน์แล้วโดยชาวบ้าน สถาบันวิชาการ และบางหน่วยงานของรัฐว่าสามารถทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่าการเกษตรแบบเดิมตั้งแต่ 30% ขึ้นไป ระบบการผลิตเช่นนี้ ตอบสนองต่อความต้องการ อาหารในครอบครัว ความหลากหลายทางชีวภาพและยืนอยู่บนเทคโนโลยีที่เราสามารถพึ่งพาตนเองได้

ที่สำคัญ คือ แนวโน้มของโลกและความต้องการของผู้บริโภคล้วนต้องการอาหารที่มาจากธรรมชาติและระบบการผลิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ เช่นนี้ มากขึ้น ๆ เป็นลำดับ

เมื่อเปรียบเทียบกับอนาคตที่มืดมนของการเกษตรแบบ จีเอ็มโอ ผมเห็นว่าเกษตรกรรมยั่งยืนนี่แหละ คือ ทางออก ระบบเกษตรกรรมเช่นนี้เองที่เป็นฐานรากของระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซึ่งผมเชื่อว่า เป็นสัมมาเศรษฐกิจที่นำพามนุษยชาติไปสู่ความสุขได้มากกว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุน


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

7 สิงหาคม 2547