|
ไฮ ขันจันทา ห้วยละห้า
ถึงทำเนียบ
แม่ไฮ ขันจันทา อายุ ๗๓ ปี ชาวบ้านบ้านโนนตาล
กิ่งอ.นาตาล จ.อุบลราชธานี เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า
ทับที่นาจำนวน ๖๒ ไร่ ที่ใช้เลี้ยงลูก ๑๐ คน เมื่อ ๒๗ ปีที่แล้วโดยไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ
แม่ไฮ ขันจันทา กลายสภาพจากคนที่เคยพออยู่พอกิน
(เมื่อเหลือกินก็ยังแจกจ่ายให้คนช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ)
และเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว แม่ไฮ
ต้องเข้าทำงานรับจ้างในกรุงเทพฯและที่ต่างๆ ทั้งที่ตนเองก็อายุเกือบ
๕๐ ปี แม่ไฮ อดทนเลี้ยงลูกกัดก้อนเกลือกินจนลูกๆ
เติบใหญ่ โดยที่ลูกทุกคนก็ต้องไปรับจ้าง ไม่มีโอกาสเข้ารับการศึกษา
จนบัดนี้ แม่ไฮ มีลูกหลาน
เหลน เกือบ ๗๐ คน ที่ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ทุกคนยังต้องออกรับจ้าง
ระเหเร่ร่อน และเช่านาทำทุกปี ตลอดเวลา
๒๗ ปี แม่ไฮ ได้เดินทางเข้าร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ
รวมทั้งทำเนียบรัฐบาล ทางการก็อ้างว่าเขื่อนขนาดเล็กไม่มีระเบียบจ่ายค่าชดเชย
เพราะเป็นเขื่อนที่ชาวบ้านยอมยกที่ดินให้สร้าง
แม่ไฮ ก็โต้แย้งว่า ไม่เคยยินยอมยกที่ดินให้แต่อย่างใด
และคงไม่มีคนปกติคนไหน จะยกที่ดินทั้งหมดที่มีอยู่ให้ทำอ่างเก็บน้ำดังกล่าว
ภายหลังทางการจึงยอมรับว่ามีการปลอมลายเซ็นแม่ไฮ
เพื่อให้เขื่อนดังกล่าว ย้ายจากจุดเดิมมาอยู่ที่ของ
แม่ไฮ และยังยอมรับถึงการจ่ายค่าชดเชยค่าเสียหายและค่าเสียโอกาส
๒๗ ปี รวมทั้งจัดซื้อที่ดินทำกินให้ครบตามจำนวน แต่จนมาถึงปัจจุบันผ่านมา
๒ รัฐบาลก็ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด
เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗ แม่ไฮ ขันจันทา พร้อมด้วยลูกหลาน
เหลนกว่า ๗๐ ชีวิต ได้เข้าไปตั้งเพิงอยู่บนสันเขื่อนห้วยละห้า
ตัวแม่ไฮ ได้ใช้จอบขุดสันเขื่อนทีละเล็กละน้อยตามกำลัง
เพื่อเปิดช่องทางระบายน้ำออกจากอ่าง ให้ที่ดินโผล่พ้นคืนมา โดยไม่ให้ลูกหลานร่วมขุดด้วย
หน่วยราชการต่างๆ ได้รายงานว่า สมัชชาคนจนขุดเขื่อนอาจมีการดำเนินการจับกุม
รวมทั้งการใส่ร้ายป้ายสีแม่ใหญ่ไฮ และลูกหลาน

ขุดเขื่อนห้วยละห้า เอานาคืน บทเรียนเขื่อนขนาดเล็กที่รัฐไม่ควรละเลย
เขื่อนห้วยละห้า เป็นเขื่อนแกนดินเหนียวที่ทางราชการจัดให้อยู่ในประเภทโครงการขนาดเล็ก
ตั้งอยู่ที่บ้านโนนตาล ต.นาตาล กิ่งอ.นาตาล (เดิมคือ อ.เข็มราฐ)
จ.อุบลราชธานี อยู่ในความรับผิดชอบดำเนินการโดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท(รพช.)
กระทรวงมหาดไทย ก่อสร้างเมื่อปี ๒๕๒๐ แล้วเสร็จปี ๒๕๒๑ แม้ว่าจะเป็นโครงการขนาดเล็ก
แต่ก็ได้ส่งผลอย่างร้ายแรงต่อการดำรงชีวิตของครอบครัวชาวนาอย่างน้อย
21 ครอบครัว เนื่องจากเป็นพื้นที่นาที่อุดมสมบูรณ์ของ กิ่ง อ.นาตาลโดยที่ดินบางแปลงเป็น
น.ส.๓ บางแปลงเป็น น.ส.๓ ก และบางแปลงเป็น ส. ค.๑ มากกว่า ๔๐๐
ไร่ และพื้นที่ทั้งหมดไม่มีการจ่ายค่าเวนคืน หรือค่าชดเชยใดๆ
อ้างว่าเป็นเขื่อนเพื่อการชลประทานขนาดเล็ก และเป็นความต้องการ
ของราษฎรและการก่อสร้างได้รับการยินยอมจากเจ้าของที่ดินทั้งหมดแล้ว
ก่อนการก่อสร้างได้มีครอบครัวของ นางไฮ
ขันจันทา นายฟอง ขันจันทา และ นายเสือ
พันคำ ได้ทำการคัดค้านโครงการมาตั้งแต่ต้น ในทุกรูปแบบ
ด้วยเห็นว่าที่นาของตนจะจมอยู่ใต้น้ำเขื่อน และทั้งสามรายยืนยันไม่เคยเซ็นยินยอมยกที่ดินให้ทาง
รพช.สร้างเขื่อน และได้ร้องเรียนต่อทางการตั้งแต่ในระดับหมู่บ้าน
ระดับตำบล ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด จนถึงทำเนียบรัฐบาล ในยุคพลเอกเปรม
ติณสูลานนท์ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ กระทั่งปัจจุบัน นับเป็นระยะเวลากว่า
๒๗ ปี แต่ปัญหาของครอบครัวของแม่ไฮก็ยังถูกเพิกเฉยตลอดมา สิ่งที่ได้ร้องขอหลัง
สร้างเขื่อนคือค่าเสียหายในที่ดินที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งก็เป็นราคาท้องตลาด
รวมถึงค่าเสียโอกาส หรือค่าขาดรายได้จากการไม่ได้ทำกินในที่ดินที่ถูกน้ำท่วมนับตั้งแต่ปี
๒๕๒๑ เป็นต้นมา นับเป็นการเดินทางไกลของการตามหาความเป็นธรรม
กระทั่งล่าสุดในปี 2542 ทั้งสามครอบครัว เข้าร่วมกับสมัชชาคนจน
ที่หมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน
ปี ๒๕๔๓ รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนขึ้น
คณะกรรมการฯได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับเขื่อนห้วยละห้า
และได้ลงมติว่า ควรให้ดำเนินการพิสูจน์สิทธิ์และความเสียหายโดยคณะกรรมการระดับจังหวัด
หากพบว่าเสียหายก็ให้จ่ายค่าชดเชยตามความเป็นจริง แต่แล้วคณะรัฐมนตรีก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ดำเนินการเนื่องจากเห็นว่า
โครงการเขื่อนห้วยละห้าเป็นโครงการชลประทานขนาดเล็ก
จัดสร้างขึ้นตามความต้องการและการเรียกร้องของคนในพื้นที่ เป็นความต้องการและตกลงกันของคนในท้องถิ่น
การก่อสร้างโครงการลักษณะนี้มีมากมายในประเทศทางราชการไม่เคยได้จ่ายค่าชดเชยแต่อย่างใด
หากต้องมีการจ่ายค่าชดเชยให้กับราษฎรเขื่อนห้วยละห้า ก็จะเป็นเหตุให้ต้องพิจารณาถึงโครงการ
ทำนองเดียวกันอีกนับหมื่นโครงการทั่วประเทศซึ่งจะเป็นภาระด้านงบประมาณอย่างยิ่ง
เมื่อมาถึงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ดูเหมือนว่าปัญหาทุกเรื่องจะถูกแก้ไขให้ลุล่วงได้เนื่องจากมีกระบวนการและกลไกต่างๆ
เกิดขึ้นรองรับมากมาย นับตั้งแต่การตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน
มีนายปองพล อดิเรกสาร เป็นประธาน มีการตั้งอนุอนุกรรมการฯ คณะทำงานต่างๆ
และได้มีการปฏิบัติในระดับพื้นที่ไปหลายขั้นตอน กรณีห้วยละห้า
ก็เช่นเดียวกัน ได้ผ่านกระบวนการของการแก้ไขปัญหาแล้วหลายขั้น
เริ่มจากการตรวจสอบผลกระทบจริง โดยได้ข้อเท็จจริงว่า
มีผู้เดือดร้อน ๓ ราย และได้รังวัดที่ดินของทั้งสามราย รวมทั้งสิ้น
๖๑-๑-๔๕ ไร่ นอกจากนั้นยังมีการตรวจการเซ็นยินยอมให้มีการสร้างเขื่อน
ภายหลังคณะทำงานซึ่งมีทั้งจังหวัดอุบลราชธานีและเจ้าหน้าที่รพช.ให้ความเห็นว่า
น่าเชื่อว่ามีการร้องคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนห้วยละห้ามาตั้งแต่ช่วงปีพ.ศ
๒๕๒๐ จนถึงปัจจุบัน ความเห็นดังกล่าวได้นำไปสู่การมีมติในที่ประชุมให้มีการจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียโอกาสให้กับผู้ได้รับผลกระทบในเวลาต่อมา
โดยดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ผ่านกลไกลการทำงานระดับจังหวัด
คณะทำงานที่แต่งตั้งขึ้นก็จะประกอบด้วยกลไกระดับชุมชน
ได้แก่ กำนันตำบลนาตาล ประธานบริหาร อบต.นาตาล ผู้ใหญ่บ้านหมู่
๑๐ เข้ามามีส่วนร่วมกับตัวแทนผู้เดือดร้อนและตัวแทนราชการส่วนอื่น
การพิจารณาทำรายละเอียดเงินค่าชดเชยและค่าเสียโอกาส สำหรับผู้ได้รับผลกระทบทั้ง
3 ราย คณะทำงานคิดราคารวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๙,๘๕๗,๒๑๕
ซึ่งเงินค่าชดเชยจำนวนนี้จะจ่ายได้ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฯ
ก่อน และแล้ว ชะตากรรมของคนห้วยละห้าก็ถูกขีดในรอยเดิมกับรัฐบาลนายชวน
หลีกภัย ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน นายปองพล อดิเรกสาร
ได้ให้ความเห็นว่าไม่เห็นด้วยให้จ่ายค่าชดเชยในกรณีเขื่อนห้วยละห้าเพราะเกรงว่าจะเป็นตัวอย่างให้กับกลุ่มอื่นๆ
อีก และอ้างว่า รพช.และจังหวัดอุบลราชธานีก็ไม่เห็นด้วยที่จะจ่ายค่าชดเชยเช่นเดียวกัน
กันยายน ๒๕๔๕ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนได้พิจารณาทบทวนการให้ความช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากเขื่อนห้วยละห้า
โดยให้ สปก.เป็นผู้จัดหาที่ดินทำกินให้ภายใต้กฏหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดิน
โดยให้กรมที่ดินหาข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินของราษฎรดังกล่าว ว่า
ที่ดินที่ได้รับผลกระทบมีเนื้อที่เท่าใด แล้วส่งเรื่องให้ สปก.ดำเนินการ
ต่อมาจึงได้ใช้มตินี้ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องเขื่อนห้วยละห้า
โดยให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการให้ชาวบ้านหาที่ดินตามจำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้น
จากนั้นสปก.จะจัดสรรงบประมาณ เพื่อจัดซื้อที่ให้กับชาวบ้านทั้งสามรายต่อไป
ภายหลัง สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ความเห็นว่ายังไม่สามารถ
ดำเนินการจัดซื้อที่ดินจึงได้ขอให้จังหวัดอุบลเข้าไปดำเนินการเกี่ยวกับการต่อรองราคาในที่ดินที่ราษฎรได้จัดหาไว้
ให้อยู่ในราคาที่ใกล้เคียงกับราคาประเมินหรือหากต่อรองไม่ได้ก็ให้แสดงเหตุผลความจำเป็นต่อการซื้อที่ดินในแปลงที่จัดหาไว้
ซึ่งหลังจากนั้นยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ต่อกระทั่งปัจจุบัน
๑๑ มีนาคม ๒๕๔๕ ผู้เดือดร้อนทั้งสามครอบครัวได้เข้าชุมนุมสร้างเพิงพักที่บริเวณสันเขื่อนห้วยละห้า
และยื่นข้อเสนอว่า จะระบายน้ำเพื่อเอาที่นาคืน
และในเช้าตรู่ของวันที่ 19 เมษายน 2547 นางไฮ
ขันจันทา ได้นำลูกหลานตัวเล็ก ใช้จอบเสียมลงขุด คุ้ยดินที่อัดเป็นตัวเขื่อนขึ้น
หวังให้น้ำในอ่างระบายออกเพื่อเอาที่นาที่จมอยู่ใต้น้ำคืน ซึ่งการลงมือดังกล่าวนั้นได้รับการบอกเล่าว่า
ไม่ได้หวังว่าจะให้รัฐเข้ามาใส่ใจแก้ไขปัญหา หรือเพื่อการต่อรองใดๆ
มีเพียงเป้าหมายเดียวที่จะไปให้ถึงคือที่นาที่เคยอยู่ใต้น้ำเขื่อนมา
27 ปี จะโผล่พ้นขึ้นมาให้ลูกหลานได้ปลูกข้าวในฤดูกาลทำนาปีนี้เท่านั้นเองสำหรับอ่างเก็บน้ำเขื่อนห้วยละห้า
นับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2521 ก็มิได้นำไปใช้ประโยชน์ใดๆ
เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำในบริเวณนั้นมีอยู่อย่างพอเพียงแล้ว
ทางราชการเพิ่งได้ทำน้ำประปาขึ้นในปี 2537 นี้เอง โดยสูบน้ำจากอ่างแจกจ่ายไปใช้ใน
3 หมู่บ้าน แต่คุณภาพน้ำไม่ดีนัก เนื่องมาจากซากพืชต่างๆ ที่จมอยู่ในอ่างเก็บน้ำที่เน่าเสีย
น้ำในอ่างจึงเป็นเพียงแหล่งน้ำเสริมเท่านั้น ชาวบ้าน หมู่บ้านก็ยังคงมีแหล่งน้ำคุณภาพที่ดีกว่าสำรองจากแหล่งอื่น
ในขณะเดียวกัน อ่างเก็บน้ำห้วยละห้ากลับท่วมทับอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก
2 แห่ง ที่เป็นของหมู่บ้านเดิม ก่อนสร้างเขื่อน นั่นหมายความว่า
ถ้าระบายน้ำออก นอกจากนางไฮ ขันจันทา และครอบครัวกว่า 68 ชีวิตจะได้ที่ดินผืนเดิมคืนมาเลี้ยงชีวิตแล้ว
ชาวบ้านในหมู่บ้านยังมีอ่างเก็บน้ำอีก 2 แห่ง โผล่ขึ้นมาเหมือนเดิม
และปริมาณน้ำก็ยังเพียงพอสำหรับชาวบ้าน 3 หมู่บ้าน
ขอความเป็นธรรมจาก นายกฯ ลูกสาว แม่ใหญ่ไฮ
นางเพชร ขันจันทา
เพชร
ขันจันทา อายุ ๓๐ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๔๓ หมู่ ๑๐ ต.นาตาล
กิ่งอ.นาตาล จ.อุบลราชธานี เป็นลูกสาวคนสุดท้องของ
นางไฮ ขันจันทา ผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนห้วยละห้าซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านโนนตาล
กิ่งอ.นาตาล จ.อุบลฯ เขื่อนสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๕๒๑ นับเป็นเวลากว่า
๒๗ ปีแล้ว เขื่อนห้วยละห้า เป็นเขื่อนขนาดเล็ก อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท
(รพช.) กระทรวงมหาดไทย ท่วมพื้นที่นาทั้งหมดประมาณ ๔๐๐ ไร่ การสร้างเขื่อนจะดำเนินการได้จะต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของที่ดินก่อนจึงจะสามารถสร้างได้
แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นไปตามนั้น เจ้าของที่ ได้แก่ นางไฮ
ขันจันทา นายฟอง ขันจันทา และนายเสือ พันคำ ทั้งสามคน
ไม่เคยได้มีการเซ็นยินยอมอนุญาตแต่อย่างใด แต่ทาง รพช. ก็ได้ดำเนินการการก่อสร้างบริเวณที่นาของทั้งสามคน
จนแล้วเสร็จ หลังการสร้างเขื่อนห้วยละห้า น้ำได้ท่วมที่ดินของทั้งสามคน
เป็นจำนวน ๖๒ ไร่ โดยที่ไม่มีการชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น หลังน้ำท่วมเจ้าของที่ทั้งสามคนก็ยังคงเสียภาษีที่ดินของตนเองที่จมน้ำอยู่ตลอดเ
วลากระทั่งปัจจุบัน โดยมีหลักฐานที่ดิน นส.๓ ก.และใบเสร็จที่พร้อมจะแสดงเป็นหลักฐานตลอดเวลา
เขื่อนห้วยละห้า ได้ทำให้ครอบครัวของข้าพเจ้าที่มีพี่น้องถึง
๑๐ คน ต้องประสบกับความทุกข์ยาก ไม่มีที่ดินทำกิน อดอยากหิวโหย
ต้องเร่ร่อนหารับจ้าง จนเวลาผ่านไป ๒๗ ปี ตลอดเวลา
นางไฮ ขันจันทา ได้เดินทางไปร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการต่างๆ
ตั้งแต่ระดับจังหวัด จนถึงทำเนียบรัฐบาล และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง
๒๗ ปี รัฐบาลชวน และรัฐบาลปัจจุบันได้ยอมรับความผิดพลาดของหน่วยงานราชการที่ปลอมลายเซ็นของนางไฮ
ในการก่อสร้างเขื่อน และรับรองการจ่ายค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสตลอดระยะเวลา
๒๗ ปี รวมทั้งการจัดซื้อที่ดินคืนให้ครบตามจำนวนที่สูญเสีย
แต่จนกระทั่งปัจจุบัน ไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการเรื่องดังกล่าว
นางไฮและข้าพเจ้า และลูกคนอื่นๆ ก็ยังได้เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดอุบลฯ
และที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือขอให้ดำเนินการแต่ก็ไม่มีการตอบรับแต่อย่าง
ใด ดังนั้น เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน
๒๕๔๗ นางไฮ จึงลงมือขุดสันเขื่อนห้วยละห้า เพื่อระบายน้ำเอาที่นากลับคืน
เพื่อปีนี้นางไฮ และลูกหลาน เหลนจะได้มีนาทำ มีข้าวกินไม่ต้องอดอยากยากจนอีกต่อไป
การกระทำครั้งนี้ ถือว่าเป็นการทำตามสิทธิพลเมือง ช่วยเหลือตนเอง
ไม่รอคอยความช่วยเหลือลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป อนึ่ง อ่างเก็บน้ำห้วยละห้า
ได้ถูกนำไปใช้ในการทำน้ำประปาหมู่บ้านในปี 2537 เป็นต้นมา หากมีการระบายน้ำออกข้าพเจ้ายืนยันว่ายังมีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่ถูกทับซ้อนโดย
อ่างห้วยละห้าเหลืออยู่ ซึ่งจะพอใช้สำหรับการทำประปาใน 3 หมู่บ้านอย่างแน่นอน
ดังนั้นประชาชนผู้ใช้น้ำจะไม่มีความเดือดร้อนแต่อย่างใด
ชาวเขื่อนห้วยละห้าระบายน้ำเขื่อน เอาที่นาคืน
ชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากเขื่อนห้วยละห้าปฏิบัติการใช้จอบระบายน้ำเขื่อนห้วยละห้า
หลังจากต้องทนสู้ความลำบากมากว่า ๒๗ ปี
เมื่อเวลา ๑๔.๐๐ น.ของวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗ ที่บ้านโนนตาล
กิ่ง อ.นาตาล จ.อุบลราชธานีนางไฮ ขันจันทา อายุ ๗๓ ปี ชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนห้วยละห้า
ท่วมทับที่นามา 27 ปี โดยได้ใช้จอบทุบคันกั้นน้ำ ที่เรียกว่า
ตัวเขื่อนห้วยละห้า เพื่อระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำที่ได้ท่วมขังที่นาทั้งหมดที่เคยปลูกข้าวเลี้ยงล
ูก 10 คน เขื่อนห้วยละห้า
เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่สร้างกั้นห้วยละห้า ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี
๒๕๒๑โดยความรับผิดชอบของ รพช.ของกระทรวงมหาดไทย อ่างมีความจุน้ำประมาณ
๒๔๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร มีเนื้อที่ที่ถูกน้ำท่วมประมาณ ๔๐๐ ไร่
จำนวนเจ้าของที่นาทั้งหมด ๒๑ ราย การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก
จะดำเนินการสร้างได้จะต้องได้รับการยินยอมมอบที่ดินจากเจ้าของที่
จึงสามารถสร้างได้ แต่ในจำนวนผู้เดือดร้อนดังกล่าวนั้น มีจำนวน
๓ รายที่ไม่ได้มีการเซ็นยินยอม ได้แก่ นางไฮ ขันจันทา นายฟอง
ขันจันทา และนายเสือ พันคำ ทั้งสามได้คัดค้านการก่อสร้างมาโดยตลอด
ในทุกรูปแบบ แต่ก็ไม่เป็นผล กระทั่งการก่อสร้าง แล้วเสร็จก็ได้มีการติดตามเพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาจ่ายค่าชดเ
ชย เนื่องจากทั้งสามรายไม่มีที่ดินทำกินเหลืออยู่เลย ประกอบกับลูกหลานก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก
พื้นที่นาที่ถูกน้ำท่วมเกือบทั้งหมดเป็นที่นาที่อุดมสมบูรณ์
การครอบครองของชาวบ้าน มีเอกสาร นส.๓ ก.และสค.๑ ซึ่งเมื่อหลังการสร้างเขื่อนที่ดินที่ถูกน้ำท่วมนั้น
เจ้าของที่ยังต้องเสียค่าบำรุงท้องที่อยู่ทุกปี แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แต่อย่างใด
ล่าสุดนางไฮ และลูกหลานได้มีการเข้าเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐบาลร่วมกับสมัชชาคนจน
และได้มีมติคณะ รัฐมนตรีเพื่อจัดหาที่ดินทำกินเท่ากับจำนวนที่ที่ถูกน้ำท่วม(จำนว
น ๖๒ ไร่) หากแต่ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องเขื่อนห้วยละห้า
กระทั่งในวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๗ นางไฮ พร้อมด้วยลูกหลานกว่า
๗๐ คน ได้เข้าปลูกเพิงพักที่บริเวณสันเขื่อนห้วยละห้า พร้อมทั้งขึ้นป้ายผ้าข้อความบอกกล่าวปัญหาที่ตนได้รับมานานถึง
27 ปี หน้าเพิงพัก บอกกล่าวต่อคนที่ผ่านไปมาบริเวณสันเขื่อน
จนวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๗ นางไฮ ได้ใช้จอบเข้าขุดบริเวณสันเขื่อนใกล้เพิงพัก
โดยใช้จอบค่อยๆ คุ้ยดินที่อัดถมอยู่ใต้คอนกรีตออกทีละเล็กทีละน้อย
โดยในช่วงของการขุดดินเขื่อนขึ้นมานั้นได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ
๑๐ นาย มาเฝ้าดู พร้อมทั้งบอกให้หยุด แต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด
นางไฮ กล่าวว่าแม่รอมา ๒๗ ปีแล้ว ที่จะได้รับความเป็นธรรม
จะมีข้าวกินอย่างไม่อดอยาก ตอนนี้แม่ไม่รอแล้ว แม่จะพาลูกหลานเอานาคืน
ปีนี้จะมีที่นาของตนเองทำ แม่ไปร้องเรียนรัฐบาลไหนๆ ก็บอกว่าจะดูแลให้
แต่ก็ไม่เคยเป็นผล วันนี้แม่จะเอานาคืน จะเรียกร้องสิทธิ์ที่เสียไป
นางไฮ กล่าว ต่อกรณีการยกที่ดินให้ราชการสร้างอ่าง
แม่ไฮกล่าวว่าตนพร้อมด้วยนายเสือพันคำ นายฟอง ขันจันทา ไม่เคยเซ็นยินยอมยกที่ให้สร้างอ่าง
ถ้าตนยินยอมก็คงจะบ้าแล้วเพราะมีลูกตั้งสิบคน และที่ดินก็เป็น
พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมทั้งหมดใครจะยอมสิ้นเนื้อประดาตัว โดยไม่มีหลักประกันให้กับครอบครัวขนาดนั้น
นางไฮกล่าวในที่สุด ทั้งนี้นางไฮ ได้ยืนยันว่า ตนจะขุดคันเขื่อนจนกว่าจะระบายน้ำออกจากที่นาทั้งหมด
แม้ว่าจะถูกจับกุมก็ยอมเพราะไม่มีทางเลือกอี่นที่ดีกว่านี้แล้ว
สถานการณ์การขุดเขื่อนห้วยละห้า เจรจา ไตรภาคี
หาทางออกชาวบ้าน ห้วยละห้า
27 เมษายน 47 ศาลากลางจังหวัดอุบลฯ นายสุรสีห์
โกศลนาวิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้นัดเจรจาหา
ข้อยุติเรื่องเขื่อนห้วยละห้า โดยมีฝ่ายราชการประกอบไปด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลฯ
นายพจน์ สันตะพันธ์ ประธาน อบต.นาตาล
นาย มหณพ กาจณวิจิต หัวหน้ากิ่งอำเภอนาตาล
เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ป่าไม้จังหวัด เจ้าหน้าที่ สปก. นายประคอง
บุตรดาแพน กำนันตำบลนาตาล นายทรงศักดิ์
สุภโครต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 พร้อมด้วยฝ่ายชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการก่อสร้างเขื่อนหัวยละห้า
คือ นางเพชร ขันจันทา นาย ยงยุทธ นวะนิยม
นาย ประทวน พันธ์คำ และมีสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังด้วยการเจรจาสิ้นสุดลงเมื่อเวลา
12.30 น. นายสุรสีห์ กรรมการสิทธิ์ฯ กล่าวภายหลังการเจรจาว่า
วันนี้ดีใจที่ทุกฝ่ายได้มีการพูดคุยกัน แม้ว่าจะยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ก็ตาม
แต่ก็ทำให้สถานการณ์ที่ตรึงเครียดอยู่ในขณะนี้ ผ่อนคลายได้ระดับหนึ่ง
ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเผชิญหน้ากันระหว่างชาวบ้านสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่ง
คือ นางไฮ กับลูกหลานที่ทำการระบายน้ำ
กับอีกฝ่ายคือชาวบ้านซึ่งวิตกว่านางไฮ จะปล่อยน้ำจนหมดเขื่อน
แล้วเขาจะเดือดร้อนเพราะไม่มีน้ำใช้ เหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นนี้ทางอำเภอและจังหวัดล้วนแต่ไม่สบายใจกับเหตุการณ์นี้
แต่เมื่อได้มีการพูดคุย ทุกฝ่ายก็เห็นปัญหาร่วมกัน
ด้านนางเพชร
ขันจันทา ลูกสาวนางไฮ กล่าวว่า วันนี้แม้ว่าจะมีการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว
แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า ที่ดินของครอบครัวจำนวน 62 ไร่ ที่ถูกน้ำท่วมมานานถึง
27 ปี จะมีทางออกในเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมามีขั้นตอนการแก้ไขปัญหาหลายอย่าง
ทั้งข้อเสนอของคณะกรรมการกลาง ในสมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย
ที่เสนอว่าให้มีการจ่ายค่าชดเชยให้กับชาวบ้าน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลข้อตกลงนี้ก็ถูกยกเลิกไป
และต่อมาในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็มีคณะกรรมการมาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว
และยอมรับในความเสียที่เกิดขึ้น โดยเสนอว่า ให้ สปก.ไปดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้กับชาวบ้าน
แทนการจ่ายค่าชดเชย แต่ข้อเสนอนี้ก็ไม่ได้รับการปฎิบัติจากรัฐบาล
พวกเราต้องตรากตรำมาแล้ว 27 ปี พี่น้องต้องพลัดพรากไปหากินคนละที่
เพราะอยู่บ้านไม่ได้ ไม่มีที่นาไม่รู้จะทำกินอะไร นางเพชร
กล่าว ส่วนที่สันเขื่อนห้วยละห้าวันนี้ เวลา 14.00 น. นางเพชร
ขันจันทรา ได้เดินทางกลับจากการประชุมเจรจาที่ศาลากลางจังหวัดอุบลฯ
และได้นำเรื่องการประชุมในวันนี้มาเล่าสู่กันฟัง นางเพชร
เล่าว่า การพูดคุยวันนี้ทางจังหวัดได้แจ้งว่า ได้สั่งการไปยังพื้นที่แล้วว่า
ให้พื้นที่นำเครื่องมือเข้าไปถมปิดร่องน้ำที่ นางไฮ ขุด
โดยอ้างว่ากลัวน้ำใน เขื่อนห้วยละห้า
จะแห้ง ในขณะที่เรื่องปัญหาที่ดินของนางไฮ ซึ่งถูกน้ำท่วมนั้น
จังหวัดไม่เกี่ยวข้องเป็นหน้าที่ของ สปก. ซึ่งทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ
โดยนางไฮ กล่าวว่า เราไม่อยากขุดระบายน้ำหรอก
แต่ที่ต้องระบายน้ำนั้น เพราะต้องการที่นาคืน แต่ถ้าหากทางราชการอยากเอาดินมาถมปิดร่องน้ำ
ตนกับลูกก็ไม่ว่า แต่ต้องมีความชัดเจนว่า ทางราชการจะแก้ไขเรื่องที่ดินที่ถูกน้ำท่วมนี้อย่างไรก่อน
พอเรามาขุดคันเขื่อน ก็หาว่าเราทำลายทรัพย์สินราชการ
แต่ตอนราชการสร้างเขื่อนท่วมนาเรากลับไม่พูดถึง นางไฮ
กล่าว ส่วนบรรยากาศทั่วไปรอบเขื่อนห้วยละห้าในวันนี้ มีเพียงชาวบ้าน
20 คน ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนห้วยละห้า
ที่ประกอบไปด้วยคนแก่อายุสูงสุด คือ 89 ปี และเด็กเล็กอายุต่ำสุด
5 เดือน นั่งเฝ้าแค้มป์ที่พัก ส่วนชาวบ้าน อีกกลุ่มไม่มีใครมาที่สันเขื่อนเลยในขณะที่ร่องน้ำซึ่งมีความลึกประมาณ
60 เซนติเมตร น้ำได้ลดลงจนได้ระดับหยุดไหลแล้ว แต่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนห้วยละห้ายังมีอยู่
มากกว่า 95 % ของระดับน้ำเดิม
สมภาร คืนดี
ฝ่ายวิชาการสมัชชาคนจน
- บทความ
'ขุด..เขื่อนห้วยละห้า เอานาคืน' Click
Here -
- รายงานถึงลูกถึงคน
วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน 2547/ วันพุธที่ 5 พฤษภาคม 2547 ยายใฮ
คนทุบเขื่อน -
- กระดานสนทนาแม่ใหญ่ไฮ
ห้วยละห้า : 27 ปีแห่งการต่อสู้เพื่อทวงสิทธิ์ของตนเอง
- |