ธรรมชาติยาตรา เพื่อลำน้ำชี

คณะธรรมชาติยาตราแม่น้ำชี เดินทางไกลจากจังหวัดชัยภูมิถึงชุมชนสองฝั่งน้ำทั้งเมืองและชนบท ระยะทางทั้งหมด 765 กิโลเมตร ในสายตาของพวกเขาได้เห็นความเป็นธรรมชาติและชะตากรรมร่วมกันของชุมชนทั้งลุ่มน้ำ พบว่า สายน้ำชี เป็นที่หล่อเลี้ยงชีวิตและฝากผีฝากไข้ให้กับชุมชนอีสาน กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตเพราะน้ำถูกเปลี่ยนทางเดิน ตลิ่งพัง ต้นน้ำถูกทำลายและเปื้อนสารเคมีในภาคเกษตรกรรม ชุมชนประสบกับภาวะน้ำท่วมซ้ำซาก ผลร้ายที่เกิดกับแม่น้ำชีเกิดจากการกระทำที่ละโมบและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์ ในที่สุดผลกระทบเหล่านั้นก็กลับมาสู่มนุษย์ จึงถือได้ว่าธรรมชาติยาตราได้ให้แง่คิดที่ยิ่งใหญ่ต่อชุมชนในการดำรงอยู่ มีดิน น้ำ แร่ธาตุ อากาศอันมีครรลองที่เหมาะสมอยู่ในตัวเอง มนุษย์จึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับครรลองของธรรมชาตินั้นด้วย

หลังการปักใบเสมาของคณะธรรมชาติยาตราเริ่มขึ้น ณ จุดแรกที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว บ้านโหล่น ต.นางแดด อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ปริศนาของแม่น้ำชีก็ถูกเปิดเผยขึ้น แม่น้ำชีกำลังป่วยไข้ หลังจากให้ชาวบ้านมาหลายศตวรรษแล้ว แต่จะมีใครสักกี่คนที่อยากช่วยแม่น้ำบ้าง เรื่องเล่าตำนานของแม่น้ำชีนั้นยาวนานมาก เชื่อกันว่าหากใครได้ฟังคนเฒ่าคนแก่เล่าจะนำมาสู่ความสดชื่น มีความหวัง ความเป็นมิตรและจิตวิญญาณจัดเป็นแม่น้ำที่มีอานุภาพมาแต่บรรพบุรุษ เคยเป็นสถานที่ล่องเรือเพื่อค้าขายและเป็นแม่น้ำในยุทธศาสตร์สงครามระหว่างเวียงจันทร์ โคราชและชัยภูมิ คำว่า แม่ชีเป็นภาษาของคนโคราช ส่วนคนชัยภูมิหรือทั่วไปอาจเรียกว่า “ซี” เป็นลักษณะของลำน้ำที่เกิดจากการผุดลงมาจากภูเขา จุดกำเนิดเป็นวังน้ำวนที่เกิดจากป่าต้นน้ำภูเขียวมารวมเป็นวังเวิ้งซึ่งถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกแห่งหนึ่ง เพราะท่อนไม้ที่หักโค่นลงไปในน้ำวนจะไม่ไหลลงในช่องน้ำแต่จะวนจนน้ำแห้ง คนบ้านโหล่น จ.ชัยภูมิจะรู้จักป่าต้นน้ำของพวกเขาดีและนั่นกลายเป็นที่มาของคำว่า “ซีดั้นซีผุด”

อีกตำนานหนึ่งจากพื้นบ้านเล่าว่า มีจระเข้ตัวหนึ่งไปกินลูกสาวเจ้าเมืองเวียงจันทร์ เจ้าเมืองจึงสั่งให้หมอจระเข้ 3 คนออกตามล่า แต่ตราบใดที่จระเข้ยังอยู่ในลำน้ำโขงจะหนังเหนียว ฟันแทงไม่เข้า จระเข้ตัวนั้นเห็นว่าแม่น้ำโขงมีความวกวนมากจึงเปลี่ยนมาล่องที่ลำน้ำชี บังเอิญแม่น้ำชีมีความเชื่อกันว่าเป็นน้ำที่ไหลมาจากโยคะของแม่ชีที่สามารถล้างอาถรรพได้ เมื่อหมอทั้ง 3 ไล่มาถึงช่องสามหมอก็ยังฆ่าจระเข้ไม่ได้เพราะน้ำมีปริมาณมาก แต่มีหมาตัวหนึ่งชื่อ “ไอ้ท็อก”มาคุ้ยหินในช่องเขาให้น้ำไหลออกมาจนเห็นจระเข้และมันถูกฆ่าตายที่ช่องสามหมอนี่เอง ปัจจุบันมีรูปปั้นของจระเข้ ไอ้ท็อกและหมอทั้ง 3 อยู่ที่แคร่งค้อ จังหวัดชัยภูมิ

แม่น้ำชีมีพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหมด 49,476 ตารางกิโลเมตร ไหลจากต้นน้ำถึงปลายน้ำและบรรจบกับแม่มูนที่บ้านวังยาง ต.บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ไหลผ่านพื้นที่ 6 จังหวัดได้แก่ ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธรและอุบลราชธานี โดยพื้นที่ชุ่มน้ำของแม่น้ำชีถือเป็นจุดเด่นของลำน้ำ เช่น บึง หนอง กุด ชีหลง ซีเฒ่าหรือพื้นที่ป่าทามอันเป็นแหล่งเกื้อกูลต่อวิถีชีวิตชุมชนคนลุ่มน้ำที่ได้พึ่งพาอาศัยมาตลอด ลำน้ำสาขาหลักของแม่น้ำชีมี 5 ลำน้ำทั้ง ลำน้ำพอง ลำน้ำปาว ลำน้ำเซิน ลำน้ำพรมและลำน้ำยัง การเปิดจดหมายจากธรรมชาติในครั้งนี้ล้วนมีประเด็นเกี่ยวกับความอยู่รอดของชุมชน วัฒนธรรมตามลุ่มน้ำและเหนือสิ่งอื่นใดเมื่อคณะธรรมชาติยาตราพบว่า “ต้องสร้างจิตสำนึกคนลุ่มน้ำชีอย่างเร่งด่วน เพราะคุณภาพน้ำกำลังเน่าเสียเหมือนแม่น้ำเจ้าพระยาเสียแล้ว”

พ่อสุดใจ มีหมื่นไว แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำชี จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า “อยากเห็นทรัพยากรป่าไม้ แม่น้ำกลับมาเหมือนเดิม ทุกวันนี้ทางบ้านหาปลาในระบบธรรมชาติได้ลำบากมาก อาศัยแต่เพียงปลาในกระชัง ระบบนิเวศป่ามันเปลี่ยนไป ผมจากบ้านที่โคราชมาแต่งงานที่ชัยภูมิเพราะชาวบ้านจะบอกกันว่า ถ้าจะให้อยู่ดีกินดีต้องไปหาเมียที่ลำน้ำชี หลังจากที่ผมมาเป็นเขยที่ชัยภูมิใหม่ๆเคยเอาปลาร้า ปลาแดกไปแลกกับข้าวที่บ้านเกิดโคราชได้ข้าว 1 เกวียน เนื่องจากทางบ้านขาดแคลนปลาร้าอันเป็นปัจจัยที่คนอีสานต้องกิน เมื่อก่อนลุ่มน้ำชีอุดมสมบูรณ์มาก ข้าวในนาไม่เคยแล้งตาย ท่วมบ้างเล็กน้อยแต่แห้งเร็ว เกิดปูปลาอาหารทางประมงน้ำจืดอย่างมาก ปลาทางฝั่งโขงก็ว่ายขึ้นไปได้ เดิมคนบ้านโหล่นทำนาข้าวแต่มาเจอภาวะความแห้งแล้งในภายหลังเพราะแม่น้ำชีมีน้ำน้อย

ตั้งแต่เริ่มเดินจากจุดแรกบ้านโหล่น ชัยภูมิ ทำให้เรานำความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่ไปเผยแพร่ เห็นภาพปัญหาของลำน้ำชีมากขึ้น บางช่วงที่ได้ไปเห็นทำให้ผมนอนไม่หลับ สืบเนื่องจากแม่น้ำชีกำลังขาดการเอาใจใส่ มีการดูดทราย ริมฝั่งมีการพังทลายเพราะมีแต่กองหินนำมาวางไว้แทนการหยั่งลึกของรากไม้ มีการเอาเขื่อนมากั้นทำให้ดิน น้ำที่เคยไหลไปสู่แม่โขงถูกกั้นและตันอยู่ตามลำน้ำจนตื้นเขิน ห้าปีที่ผ่านมาเกิดความเปลี่ยนแปลงมาก ปลามีขนาดตัวเล็กลง บางครั้งปลาที่เคยเห็นก็กลับหายไป แสดงให้เห็นว่าปลาจากข้างล่างไม่สามารถขึ้นไปวางไข่ทางตอนบนได้ เพราะมีเขื่อนและฝายกั้นลำน้ำเอาไว้เป็นช่วงๆ อยากให้ภาครัฐที่มีศักยภาพได้รับรู้ว่า ธรรมชาติยาตราของปลาในลำน้ำโขงไม่สามารถยาตราไปหาชาวบ้านได้ ปลาในแม่น้ำเดี๋ยวนี้เป็นปลาในกระชังและเป็นพันธุ์ปลาที่กรมประมงนำมาปล่อย มีสารเคมีปนเปื้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางจากชัยภูมิถึงขอนแก่นกำลังประสบปัญหาภัยแล้ง โอกาสที่แม่น้ำชีตื้นเขินหรือสูญหายเป็นตำนานเริ่มชัดเจนมาก และจะกลายเป็นคลองส่งน้ำหรือกักเก็บน้ำแทนในอนาคตอันใกล้”

การเดินทางของคณะธรรมชาติยาตรา ผ่านไปยังจุดที่ 2 บ้านค่าย จ.ชัยภูมิ จุดที่3 บึงละหานนา อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ซึ่งจุดนี้ในอดีตบึงละหานนาเป็นเพียงลำห้วยเล็กๆชื่อว่า “ลำห้วยแคน” และเป็นที่พักของพ่อค้าที่ต้อนวัวควายจากอีสานไปขายภาคกลาง รวมถึงเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาชาวบ้านเข้ามาบุกเบิกทำมาหากิน เมื่อชุมชนเกิดขึ้นจึงต้องกั้นลำห้วยเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตร กลายเป็นบึงละหานนาที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก มีลักษณะคล้ายแก้มลิงของแม่น้ำชี รอบบึงละหานนามีป่าดอนและป่าชุ่มน้ำ ต่อมาชาวบ้านได้ทำคันดินกั้นบึงละหานนา โดยทำประตูน้ำธรรมชาติที่ไหลลงแม่น้ำชีทางด้านทิศเหนือ มีการขยายพื้นที่จาก 4พันไร่เป็น 5 พันไร่และทาง ร.พ.ช.ได้ทำเพิ่มจากที่ชาวบ้านเคยทำเอาไว้เป็น 8พันไร่ ปัจจุบันมีพื้นที่ลดลงเหลือ 5 พันไร่เนื่องจากการบุกรุกป่ารอบๆริมบึงของชาวบ้านบึงละหานนาเอง

เหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นกับบึงละหานนา ได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านรอบๆบึง ในปี 2540-41บึงละหานนาประสบปัญหาน้ำแห้ง แผ่นดินแตกระแหงเนื่องจากฝนทิ้งช่วงประกอบกับมีการใช้น้ำเพื่อการเกษตรอย่างรุนแรง ชาวบ้านที่หาปลาในบึงต้องเปลี่ยนมาขุดหัวบัวขายยังชีพ ในปี 2542 มีโครงการขุดลอกบึงละหานนาทำเป็นคันดินล้อมรอบปิดทางน้ำธรรมชาติ ทำให้บึงละหานนามีอาณาเขตที่แน่นอนแต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือน้ำได้เข้าท่วมพื้นที่ไร่นาเสียหายประมาณ 4 พันไร่ น้ำเริ่มเน่าเสียเพราะวัชพืชและพืชชุ่มน้ำอื่นๆเกิดเน่าตาย สิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้องในเวลานี้คือการเปิดประตูระบายน้ำธรรมชาติที่มีอยู่เดิม เพื่อให้แม่น้ำชีไหลมาหล่อเลี้ยงและฟื้นฟูสภาพลำน้ำอีกครั้ง การเดินทางสู่จุดนี้มีเยาวชนที่มาออกค่ายเป็นแกนนำในการทำกิจกรรม ต่อมาเป็นจุดที่ 4 อำเภอเมือง จ.ขอนแก่น จุดที่ 5 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จุดที่ 6 บ้านคุ้ยค้อ จ.ร้อยเอ็ด จุดที่ 7 อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด จุดที่ 8 อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด จุดที่ 9 บ้านท่าเยี่ยม ต.ค้อเหนือ อ.เมือง จ.ยโสธร และจุดสุดท้ายที่บ้านวังยาง จ.อุบลราชธานี อันเป็นจุดสำคัญเพราะความหลากหลายของพันธุ์ปลาและเป็นจุดที่แม่น้ำมูนกับชีมาบรรจบก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง

รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม หัวหน้าโครงการวิจัยการศึกษาประวัติศาสตร์ กล่าวว่า“การมาของชุมชนในวันนี้ถือเป็นความเสมอภาค มีผู้อาวุโสมานั่งอยู่รวมกันนั่นคือความสัมพันธ์แบบโบราณ ถือเป็นการเริ่มต้นพัฒนาที่ถูกต้อง การพัฒนาจากภาคประชาชนควรเป็นหนอนที่มองจากข้างใน พวกเขาจะรู้ด้วยตัวเองว่าอะไรดีหรือไม่ดี ไม่ใช่แบบนกที่มองลงมาจากส่วนกลาง และต้องเป็นการพัฒนาแบบจิตนิยมคนต่อคน คนกับธรรมชาติ คนกับสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติดังเช่นการปักใบเสมาของคณะธรรมชาติยาตราและมีการร่วมพิธีสงฆ์โดยคนทั้งชุมชน อย่างไรก็ตามความสำคัญของภูมิภาคนี้คือ น้ำ การรักษาป่าโคกจึงเป็นการรักษาต้นน้ำของอีสานเอาไว้ แม่น้ำมูนกับแม่น้ำชีจึงถือเป็นน้ำสำคัญในภูมิภาคที่ผ่านพื้นที่ความหลากทางชีวภาพและวัฒนธรรมมากมาย

น้ำของคนอีสานได้จากป่าโคก ความชุ่มชื้นทำให้น้ำไหลออกจากป่าโคก ชาวบ้านก็ใช้น้ำตรงนี้ในการดำรงชีวิต ดังนั้นคนโบราณจะมีทำนบเล็กๆบีบเส้นทางสู่บ่อชุมชน ลำน้ำใหญ่มีความหมายมากเพราะคนอีสานอยู่ได้ด้วยข้าวกับปลาแดกอันมีน้ำเป็นปัจจัยในการผลิต ลำน้ำในภาคอีสานแท้จริงแล้วจะเชื่อมกันตลอดก่อนไหลลงสู่น้ำชี พันธุ์ปลาจำนวนมากจึงมาพักรวมกันทีอุบลราชธานี ถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีพันธุ์ปลามากที่สุดของลุ่มน้ำโขง ปัจจุบันนี้การพัฒนาแบบวัตถุนิยมได้ทำลายบุ่งทาม ทำลายแม่น้ำ ทำลายป่าโคกเพื่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งข้อจำกัดทางภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่การจัดการน้ำที่ดี ฉะนั้นธรรมชาติยาตราที่มาถึงในวันนี้เป็นการเริ่มต้นที่ทำให้ฉุกคิดว่า แม่น้ำเล็กๆจะมีวิธีจัดการอย่างไรเพราะชุมชนที่แท้ต้องเกิดและใช้ชีวิตตามลุ่มน้ำ หากแต่ชลประทานหลวงสร้างความแตกแยกของคนในชุมชนไทยมาก การจัดการน้ำจึงต้องให้ชุมชนเป็นคนจัดการ”

ธรรมชาติยาตราได้ตอกย้ำให้คณะเดินทางมั่นใจแล้วว่า ภูมิปัญญาในการจัดสรรทรัพยากรยังคงมีอยู่ และผู้ที่รักษาไว้ได้ดีที่สุดคือชุมชนท้องถิ่นที่มีวิถีชีวิตเรียบง่ายและเศรษฐกิจที่พอเพียง แต่การพัฒนาที่วางแผนจากศูนย์กลางซึ่งถูกชี้นำด้วยความโลภและระบบสมัยใหม่ ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากร อย่างล้างผลาญทั้งนำองค์ความรู้ใหม่ที่ทำลายธรรมชาติและองค์ความรู้เดิมของคนในท้องถิ่น ธรรมชาติยาตราได้ทำให้หลายคนเกิดการครุ่นคิดว่า พลังแห่งความยิ่งใหญ่แท้จริงคือชุมชนท้องถิ่น ค้นเล็กค้นน้อยสร้างสิ่งดีๆตลอดเวลา วันนี้ธรรมชาติยาตรากำลังตื่นขึ้นจากการหลับไหลเพื่อให้ชุมชนได้ทบทวนตัวเอง ทั้งหมดนี้เป็นการจุดประกายและบอกกับสาธารณชนแล้วว่า ชุมชนลุ่มน้ำชีจะไม่นิ่งเงียบกับปัญหาที่กำลังเกิดบ่งชี้ความอยู่รอดของผู้คนอีสาน

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

2 มีนาคม 2548