เสียงเพรียกจากสาละวิน...ความจริงเบื้องหลังเขื่อน

ข้อมูล จากเครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ http://www.searin.org ระบุถึง โครงการเขื่อนสาละวินทั้งสองแห่ง คือ โครงการเขื่อนท่าซาง และโครงการเขื่อนสาละวินตอนบน-ล่าง ช่วงอำเภอแม่สะเรียง...โครงการทั้งสองใช้เทคโนโลยีผลิตกระแสไฟฟ้าแบบสูบน้ำจากเขื่อนด้านล่างกลับขึ้นไปใช้ใหม่ แต่ละโครงการจึงต้องสร้างเขื่อนสองเขื่อนควบคู่กันเรียกว่า เขื่อนแม่และเขื่อนลูก

โครงการแรก ปิดกั้นแม่น้ำสาละวินบริเวณ ท่าเรือ-ท่าซาง ทางตอนใต้ของรัฐฉานในประเทศพม่า ห่างจากชายแดนไทยด้านจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 130 กม.โดยบริษัท MDX plc. บริษัทสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าเอกชนของไทยเป็นเจ้าของโครงการร่วมกับรัฐบาลพม่า เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2541 มีกำลังการผลิตรวม 3,300 เมกะวัตต์ และใช้เงินลงทุนอย่างต่ำ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือหนึ่งแสนสองหมื่นล้านบาท โครงการที่สอง มีชื่อว่า โครงการเขื่อนสาละวินตอนบน-ล่าง กั้นแม่น้ำสาละวินบริเวณอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าของโครงการร่วมกับรัฐบาลพม่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำเมย-สาละวินระหว่างชายแดนไทย-พม่า

สาละวิน ถือได้ว่าเป็น แม่น้ำสายสำคัญในพม่าสายน้ำไหลผ่านไปในหลาย ๆ พื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลาย ขณะนี้ เขื่อนทั้ง 2 แห่งมีการเตรียมการอย่างเร่งด่วน หากประชาชนในพื้นที่กลับไม่รับรู้หรือมีส่วนร่วมตามกระบวนการทางสังคม

ปัญหาตามมา …โครงการเขื่อนท่าซาง ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐฉาน ประเทศพม่า ก่อสภาพน้ำเอ่อท่วมผืนป่าเชียงตอง ผืนป่าดั้งเดิมและอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ในรัฐฉานทั้งเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของชาวไทยใหญ่และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ นับสิบชาติพันธุ์ซึ่งอาศัยแม่น้ำสายนี้หล่อเลี้ยงชีวิตมาหลายชั่วอายุคน
… โครงการเขื่อนสาละวินตอนบนและล่าง ซึ่งกั้นแม่น้ำสาละวินบริเวณชายแดนไทย-พม่าจะทำให้เกิดน้ำท่วมเขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินของประเทศไทยและพื้นที่ในกลุ่มชนชาติกระเหรี่ยงแดงหรือคะเรนนี ในรัฐคะยาห์ และชนชาติกะเหรี่ยง ในรัฐกะเหรี่ยง

ชุดข้อมูลเชิงสารคดี เรื่อง เสียงเพรียกจากสาละวิน...ความจริงเบื้องหลังเขื่อน โดย กลุ่ม KRW (Karen River Watch) พูดถึงแรงกดดันจากรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า Members of State Peace and Development Council (SPDC) ว่า 'เป็นเวลามากกว่า 50 ปีมาแล้วที่รัฐบาลทหารปกครองประเทศ ควบคุมประชาชนและไม่อนุญาตให้ประชาชนเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ว่าในทางใดก็ตาม แม้จนวันนี้ นาง ออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในปี 1990 ถึงยังคงถูกคุมขังอยู่ในบริเวณบ้าน…'

ข้อมูลชุดนั้น ยังระบุเพิ่มเติมต่อมาว่า ‘ผู้ใดซึ่งพยายามแสดงความคิดเห็นทางการเมืองออกมาอย่างเปิดเผย จะเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและถูกลงโทษไม่เพียงแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องทางด้านการเมืองเท่านั้น หากอำนาจของ SPDC ยังกดทับรุกไล่ชาวบ้านทั่วไป แม้ในหมู่บ้านชนบทห่างไกลก็ติดอยู่กับความหวั่นกลัวจากการใช้กำลังรุนแรง กดขี่-บังคับใช้แรงงานและกระทำการต่าง ๆ รวมถึง การฆ่า-ข่มขืน บีบบังคับประชาชน ชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากโครงการจะไม่ได้รับค่าชดเชย มิหนำซ้ำยังถูกบังคับใช้เป็นแรงงานหรือถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐาน สูญเสียบ้าน-ทรัพย์สิน สมาชิกและชีวิต ถึงวันนี้ ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณจุดที่ตั้งโครงการกำลังหวั่นไหวไปกับอนาคตที่จะเกิดขึ้น...

'…อีก 10 ปีข้างหน้า เขื่อนอีกหลายแห่งจะถูกสร้างขึ้นในแม่น้ำสาละวิน แห่งหนึ่งรุกล้ำเข้าไปในรัฐฉาน( Shan State) ซึ่งขณะนี้ได้ทำการสำรวจและเตรียมการแล้วโดยบริษัท MDX จากประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลทหารพม่าและใน รัฐกะเหรี่ยง(Karen State) จะมีการก่อสร้างเขื่อน 2 แห่ง โดย the Electric Generating Authority of Thailand (EGAT) หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิต มหาชนในเขตพื้นที่ Mu Thraw นอกจากนั้นเขื่อนในแม่น้ำสาละวินจะเกิดขึ้นในส่วนของประเทศจีนอีก 13 แห่ง'

'แม่น้ำสาละวิน ถือเป็นแม่น้ำแห่งเดียวในภูมิภาคนี้ที่ไม่มีเขื่อนกั้นซึ่งหากมีการสร้างเขื่อนผลที่จะตามมา คือ ผลกระทบที่จะเกิดกับระบบสิ่งแวดล้อมรวมถึงมนุษย์ ธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คนจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่อาจหวนคืน ในระหว่างการสร้างเขื่อนชาวบ้านจะถูกเกณฑ์ให้เป็นแรงงาน จะเกิดการบังคับใช้แรงงานในการสร้างเขื่อน จะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งมักจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการต่างๆ ของรัฐบาลทหารพม่า ชาวบ้านจะไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้อีกต่อไป รัฐบาลจะเข้าควบคุมพื้นที่เหล่านี้ทั้งหมด'

ช่วงบทสัมภาษณ์ ชาวบ้านริมฝี่งสาละวินในสารคดีชุดนั้นแสดงถึงการ ข้าไม่ถึงชุดข้อมูล และความรู้สึกวิตกกังวล ที่ฉายออกมาทางใบหน้า ของชาวบ้านอย่างไม่อาจจะปิดบัง ซ่อนเร้น

ถาม เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเขื่อนหรือไม่?
ตอบ เคยได้ยินแต่ไม่รู้รายละเอียด ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่เข้ามาถามว่าเราจะประสบกับปัญหาอะไรบ้าง
ถาม อาชีพหลักของผู้คนละแวกนี้ คือ อะไร?
ตอบ ส่วนใหญ่จะมีอาชีพเกษตรกรรม เช่น เพาะปลูกเลี้ยงสัตว์และทำประมงขนาดเล็ก
ถาม การสร้างเขื่อนจะก่อปัญหากับชาวบ้านอย่างไรบ้าง?
ตอบ หลายปัญหา โดยเฉพาะเรื่องอาชีพ เพราะหากพื้นที่นี้ถูกน้ำท่วม เราจะสูญเสียแหล่งทำกิน ที่ดินและบ้าน นอกจากนี้ เราหวาดกลัวการเข้ามาของ SPDC ขณะนี้บางคนถึงขนาดต้องหนีเข้าไปอยู่ในป่า
ถาม หากมีการสร้างเขื่อนจะเกิดปัญหาเรื่องความปลอดภัยใช่หรือไม่?
ตอบ ใช่แน่นอน… เรากลัว คุณจะให้พวกเราไปอยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร ชาวบ้านจะไปที่ไหนได้ เมื่อ SPDC เข้ามาเค้าจะเข้ามาพร้อมกองกำลังอาวุธ เพื่อควบคุมพื้นที่และดูแลโครงการอย่างเข้มงวด คราวนี้ยิ่งจะไปกันใหญ่ อีกอย่างหากเกิดปัญหาน้ำท่วมจะยิ่งยากลำบาก พวกเราไม่รู้จะ ทำอย่างไร พวกเรา อาจจะตาย คนรวย ๆ สร้างเขื่อน ปล่อยให้น้ำท่วมผืนดิของเรา แต่เราจะอยู่อาศัยในผืนดินของเรา พวกเราจะไม่ไปที่ไหน เราถอยไม่ได้อีกแล้ว เราจะหาเลี้ยงตัวเองอย่างไร เราไปต่อไปไม่ได้ เราไม่อยากได้เขื่อน...

สารคดีชุด เสียงเพรียกจากสาละวิน...ความจริงเบื้องหลังเขื่อน สรุปแสดงให้เห็นว่า ชาวบ้านกำลังร้องขอ ความช่วยเหลือ ออกไปยังองค์กรสากลระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง(ด้านสิ่งแวดล้อม)หรือรัฐบาลประเทศอื่นๆ และ/หรือ UN ให้เข้ามาช่วยเหลือเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

‘ชาวบ้าน คือ คนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้โดยลำพัง การสร้างเขื่อนเป็นผลมาจากการตัดสินใจของรัฐบาลทหารพม่าร่วมกับรัฐบาลไทย ดังนั้นสิ่งที่ทำจึงเป็นการร้องขอ(raise our voice)เพื่อให้เกิดความช่วยเหลือและร่วมมือกันในการยุติและทบทวนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจาก เขื่อนบนสายน้ำสาละวิน...’ Karen State ตุลาคม 2003

โครงการเขื่อนท่าซาง
เขื่อนท่าซางเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ มีกำลังผลิตติดตั้ง รวม 3,300 เมกะวัตต์ สันเขื่อนมีความสูง 188 เมตร คาดว่าจะมีพื้นที่ที่ถูก น้ำท่วมอย่างต่ำนับร้อยตารางกิโลเมตร ตัวเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวินบริเวณท่าเรือท่าซาง ในรัฐฉานตอนใต้ ประเทศพม่า งบประมาณเฉพาะค่าก่อสร้างอย่างต่ำ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 120,000 ล้านบาท โครงการเขื่อนนี้ริเริ่มตั้งแต่ปี 2524 โดยบริษัทนิปปอน โคอิจากญี่ปุ่น ซึ่งสร้างเขื่อนบาลูชองในแม่น้ำสาขาของสาละวินมาก่อน ต่อมาในปี 2541บริษัท จีเอ็มเอส พาวเวอร์ ร่วมกับ เมียนมาร์ อีโคโนมิค คอร์ปอเรชั่น ศึกษาศักยภาพของโครงการ และในวันที่ 20 ธันวาคม 2545 บริษัทเอ็มดีเอ็กซ์ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) กับรัฐบาลทหารพม่า

โครงการเขื่อนสาละวินชายแดนไทย-พม่า
มีชื่อเป็นทางการว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสาละวินชายแดนประเทศไทย-เมียนม่าร์ โดยได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกอบด้วย 2 โครงการ คือ โครงการเขื่อนสาละวินชายแดนตอนบน (เว่ยจี) เขื่อนมีความสูง 168 เมตร กำลังผลิตติดตั้ง 4,540 เมกะวัตต์ และ โครงการเขื่อน สาละวินชายแดนตอนล่าง (ดา-กวิน/ท่าตาฝั่ง) เขื่อนมีความสูง 49 เมตร กำลังผลิตติดตั้ง 792 เมกะวัตต์ ทั้งสองเขื่อน ตั้งอยู่บริเวณชายแดนประเทศไทย-พม่า อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตรงข้ามกับรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า เป็นอ่างเก็บน้ำ 2 อ่างที่เชื่อมต่อกัน อ่างเก็บน้ำของเขื่อนตอนบนท่วมพื้นที่ยาวไปตามลำน้ำ 380 กม. เป็นพื้นที่ ในเขตชายแดนประเทศไทยและรัฐกะเหรี่ยง 56 กม. และพื้นที่ในเขตรัฐกะเหรี่ยงต่อขึ้นไปถึงรัฐคะยา ประเทศพม่าอีก 324 กม.

ปัจจุบัน การเปิดเผยข้อมูลโครงการ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่น้ำท่วมยังขาดความชัดเจน กฟผ. เปิดเผยข้อมูลพื้นที่อ่างเก็บน้ำเฉพาะในส่วนของประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งนับเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่จะถูกน้ำท่วมในเขตรัฐกะเหรี่ยงและรัฐคะยา และกฟผ. ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา น้ำที่จะเอ่อท่วมเข้าไปยังลำน้ำปาย ในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน อันเป็นผลมาจากการสร้างเขื่อนสาละวินชายแดน

ประเด็นที่ต้องตระหนัก
ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่า
พม่าเป็นประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก รัฐบาลทหารพม่าได้ทำการกดขี่ข่มเหงประชาชนหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ชาวบ้านโยกย้ายถิ่นฐานจากหมู่บ้านในชนบทเข้าอยู่ในแปลงอพยพภายใต้การควบคุมของทหารพม่า การบังคับใช้แรงงาน การบังคับให้เป็นลูกหาบกระสุน เสบียง รวมทั้งทำหน้าที่เป็น “โล่มนุษย์” ยามมีการสู้รบกับกองกำลังกู้ชาติกลุ่มต่างๆ เมื่อดำเนินโครงการพัฒนาใด ๆ รัฐบาลทหารพม่าไม่เคยเปิดเผยข้อมูลผลกระทบต่อประชาชน อีกทั้งทำการคุกคามเสรีภาพของประชาชนในท้องถิ่นมาโดยตลอด ต้นตอสำคัญของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่า มาจากการเพิ่มขึ้นของกองกำลังทหารพม่าในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโครงการพัฒนา อาทิ โครงการสร้างถนน โครงการท่อก๊าซ โครงการเขื่อน ฯลฯ ทหารพม่าจะเข้าไปอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีโครงการเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรงตามมา

การบังคับโยกย้ายถิ่นฐาน
รัฐบาลพม่าได้บังคับโยกย้ายถิ่นฐานประชาชนในเขตพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มาโดยตลอด โดยบังคับให้ประชาชนตามหมู่บ้านในชนบทย้ายเข้ามาอยู่ในเขตควบคุม เพื่อป้องกันการส่งเสบียงให้กับกองกำลังกู้ชาติกลุ่มต่างๆ ทำให้ชาวบ้านเหล่านี้จำต้องละทิ้งไร่นาโดยไม่ได้รับค่าชดเชย และเมื่อถูกอพยพแล้วชาวบ้านไม่สามารถกลับไปที่อยู่ชุมชนเดิมหรือกลับไปทำการเกษตรได้ ชาวบ้านที่ถูกอพยพต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารและเป็นแรงงานพร้อมใช้สำหรับทหาร เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างรายได้ให้กับกองทัพ

นโยบายบังคับโยกย้ายถิ่นฐานก่อให้เกิดปัญหาผู้พลัดถิ่นภายในประเทศพม่าและผู้ลี้ภัยในประเทศไทยจำนวนมาก รายงานของ BBC (Burmese Border Consortium) เดือนกันยายน 2545 เปิดเผยจำนวนผู้พลัดถิ่นในเขตรัฐฉาน รัฐคะยา และรัฐกะเหรี่ยง รวมทั้งหมด กว่า 500,000 คน
สำหรับจำนวนผู้ลี้ภัยในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนกระทรวงมหาดไทยเดือนกุมภาพันธ์ 2546 มีจำนวนทั้งหมด 111,031 คน ตัวเลขนี้ยังไม่รวมผู้ลี้ภัยชาวไทยใหญ่อีกนับแสนคนที่อาศัยอยู่ตามชายแดนไทย–พม่า ด้านจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอนอีกเป็นจำนวนมาก เนื่องมาจากประเทศไทยไม่อนุญาตเปิดค่ายผู้ลี้ภัยให้ชาวไทยใหญ่

การบังคับใช้แรงงาน
รัฐบาลทหารพม่ามีชื่อเสียงในการบังคับใช้แรงงานและใช้ความรุนแรงต่างๆ ในการดำเนินโครงการพัฒนา ตัวอย่างโครงการพัฒนาในอดีตที่ผ่านมาจึงทำให้คาดการณ์ได้ว่าโครงการเขื่อนท่าซางและเขื่อนสาละวินชายแดนจะซ้ำรอยเดิม การบังคับใช้แรงงานในพม่าเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง โหดร้าย และเป็นระบบ ซึ่งเป็นเหตุให้องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (International Labor Organization-ILO) เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกทบทวนความสัมพันธ์กับรัฐบาลผเด็จการทหารพม่า หากมองจากการตัดสินใจขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเขื่อนที่จะสร้างร่วมกับรัฐบาลทหารพม่า ควรระงับโครงการจนกว่าสถานการณ์ด้านการบังคับใช้แรงงานในพม่าจะดีขึ้น

การข่มขืนผู้หญิงกลุ่มชาติพันธุ์
จากรายงาน “ใบอนุญาตข่มขืน” (License to Rape) ของ กลุ่มปฏิบัติงานสตรีไทยใหญ่ร่วมกับมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ เมื่อปี 2545 และรายงาน “No Safe Place” ของ Refugees International เมื่อปี 2546 ยืนยันว่าการเพิ่มขึ้นของทหารพม่า ในแต่ละพื้นที่ได้นำ ไปสู่การข่มขืน รวมทั้งการใช้ความรุนแรงหลายรูปแบบกับผู้หญิงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากสร้างเขื่อน กำลังทหารพม่าในพื้นที่จะต้องเพิ่มขึ้น โอกาสที่ผู้หญิงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในรัฐฉาน รัฐคะยา และรัฐกะเหรี่ยงจะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วย

การทำลายสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม
แม่น้ำสาละวินไหลผ่านใจกลางของรัฐฉาน รัฐคะยาและรัฐกะเหรี่ยง และเป็นหัวใจของชนพื้นถิ่นที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ แม่น้ำสาละวินทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีความหลากหลายทางชีวภาพ เกษตรกรรม การประมง และวัฒนธรรมของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ เขื่อนบนแม่น้ำสาละวินจะกั้นระบบนิเวศของแม่น้ำ และทำลายความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่อ่างเก็บน้ำและตลอดลำน้ำ การเก็บน้ำจะทำให้เกิดโรคระบาด และการทำลายป่าไม้ น้ำหนักของมวลน้ำในอ่างเก็บน้ำทำให้เกิดความเสี่ยงด้านแผ่นดินไหว ผลกระทบด้านสังคมและวัฒนธรรมจึงถือเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ในการทำลายวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ของชนพื้นถิ่นลงอย่างถอนรากถอนโคน

การไม่มีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจ
การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนในการตัดสินใจในประเด็นสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และไม่มีประโยชน์ภายใต้อำนาจเผด็จการของรัฐบาลทหารพม่า ซึ่งทำให้การคัดค้านอย่างเปิดเผยสร้างอันตรายให้แก่ผู้คัดค้าน โครงการนี้ยังไม่มีการปรึกษาหารือกับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ กฎหมายในประเทศพม่าไม่ได้รับการปฏิบัติ รัฐบาลทหารมีอำนาจตัดสินเอง โดยไม่โปร่งใส มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของพม่านั้นล้าหลังเป็นอย่างมาก และประชาชนไม่มีโอกาสเรียกร้องค่าเสียหายตามกฎหมาย แม้แต่ประเทศไทยเองที่ปกครองด้วยประชาธิปไตย แต่เท่าที่ผ่านมาโครงการพัฒนาต่างๆ กลับไม่มีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

การให้เงินทุนเพื่อส่งเสริมทารุณกรรม ความสัมพันธ์เชิงทำลายกับพม่า
รายงาน Destructive Engagement ของ EarthRights International เมื่อปี 2539 ระบุว่าประเทศพม่ายังคงอยู่ในวิกฤติ นับตั้งแต่ทหารพม่าขึ้นปกครองประเทศในปี 2531 ประเทศก็ขาดซึ่งธรรมาภิบาล และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งทำให้หยุดการพัฒนา และทำลายความกินดีอยู่ดีของประชาชนในประเทศ ผลของวิกฤตินี้ได้ทำลายภาคต่างๆ ต่อๆ กันไป ภาคการศึกษาหยุดนิ่งและแย่ลง สาธารณสุขก็เลวร้ายลง ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อและความยากจนกลับเพิ่มขึ้น ไม่มีการปกป้องสิ่งแวดล้อม ไม่มีเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ทุกแห่ง หลายข้อที่กล่าวมานี้อยู่ภายใต้สิ่งที่รัฐบาลทหารพม่าเรียกว่า นโยบาย “การพัฒนา”

การลงทุนจากต่างประเทศ ยิ่งจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ ได้กลายเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนของ “ความสัมพันธ์เชิงทำลาย” ผู้ที่ได้ผลประโยชน์จากการลงทุนคือบรรดานายพลและพันธมิตรผู้ใกล้ชิด นับตั้งแต่ปี 2531 เมื่อรัฐบาลทหารเปิดประเทศรับการลงทุน ยังไม่มีการปรับปรุงใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข หรือความยากจน แทนที่การลงทุนเหล่านี้จะช่วยพัฒนาประชาชนในประเทศ รัฐบาลทหารกลับขยายกองทัพอีกเท่าตัว และจัดซื้อยุทโธปกรณ์ซึ่งสร้างแรงบีบคั้นให้กับประชาชนมากขึ้น การลงทุนเน้นที่อุตสาหกรรมที่ดึงทรัพยากรมาใช้ เช่น การทำไม้ อัญมณี และก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลถูกขายเป็นสินค้าแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์โดยการลงทุนกับประเทศพม่าไม่ได้ให้ประโยชน์แก่ประชาชนในพม่า

การลงทุนภายใต้ บริบททางการเมืองของเผด็จการทหาร ซึ่งไม่มีความโปร่งใสและไม่เข้มงวดในการตรวจสอบกิจกรรมของภาคธุรกิจเพื่อป้องกันการทำลายสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตประชาชน ไม่เพียงแต่ทำร้ายประชาชนทั่วทั้งประเทศด้วยการช่วยให้บรรดาเผด็จการทหารดำรงอำนาจอยู่ได้ตลอดไปเท่านั้น แต่ยังนำไป สู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรงซึ่งนักลงทุนชาวต่างชาติมีส่วนร่วม อย่างเห็นได้ชัด


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

8 ตุลาคม 2547