| 6
สตรี นักสิทธิมนุษยชน
7
มีนาคม 2547 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
โดย คณะทำงานประกาศเกียรติคุณ สตรีนักสิทธิมนุษยชน ประกาศเกียรติคุณผู้หญิง
6 คน ในฐานะสตรีนักสิทธิมนุษยชน 6 สาขา ผ่านการคัดสรรในฐานะที่เป็นนักสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุกคามจากกลุ่มอิทธิพลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐ
ในหลายกรณี คณะทำงานปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน พบว่า บุคคลหรือองค์กรใดใดที่ทำงานเพื่อธำรงไว้ซึ่งสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญ
ทั้งใน ด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือ วัฒนธรรม รวมถึงสิทธิในการดำเนินการชุมนุมโดยสงบกลับถูกข่มขู่คุกคามและในบางกรณีถึงขั้นถูกลอบสังหาร
จับกุม ทำร้ายร่างกาย ซึ่งจากข้อมูลของคณะทำงาน สรุปผลเป็นรายงานออกมาว่า
ในรอบปี 2544-2546 มีนักสิทธิมนุษยชนถูกสังหารไปทั้งสิ้น 14
ราย ด้วยกัน
สตรีนักสิทธิมนุษยชน
ด้านสิทธิพลเมือง นางนาแส ยะป๋า ผู้หญิงชาวลาหู่
ผู้ได้รับข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่รัฐและพัวพันกับยาเสพติด
เธอ เป็นเพียงเกษตรกรตัวเล็ก ๆ ในหมู่บ้านกองผักปิ้ง อ.เชียงดาว
จ.เชียงใหม่ ด้วยความไว้วางใจของลูกบ้าน แม่หลวงนาแส ได้รับการยอมรับอย่างไม่เป็นทางการให้ทำหน้าที่ดูแลความสงบภายในแทนเจ้าหน้าที่รัฐและได้รับการยอมรับจากทหารชุดพัฒนามวลชนและชุดพัฒนาปฏิบัติการ
3314 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ตลอดระยะเวลา 10 ปี เธอดูแลและประสานชุมชนชาวลาหู่กับเครือข่ายชนเผ่าแก่เจ้าหน้าที่รัฐและดำเนินการเรียกร้องสิทธิพลเมืองให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์อย่างต่อเนื่อง
เช้าตรู่ ของวันที่ 31 มีนาคม 2545 มีกลุ่มทหาร จากหน่วยรบพิเศษ
สังกัดกองรบพิเศษ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ อ้างว่ามีหมายค้นจากเจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดขอเข้าตรวจค้นบ้านของ
นางนาแส แสนขื่อ ทหารค้นบ้านไม่เจอของกลางจึงทำการยัดยาบ้าพร้อมจับกุมและใส่กุญแจมือ
นางนาแส แสนขื่อและสามี โดยที่เธอและสามีไม่มีโอกาสเห็นสิ่งเสพติดที่ทางทหารกล่าวหา
แม่หลวงนาแส ยะป๋าพร้อมลูกบ้านอีกจำนวนหนึ่งไม่ยอมทำการปิดล้อมทหารเอาไว้เพราะเห็นถึงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น
ก่อนจะเกิดการเจรจากับหัวหน้าชุดพัฒนามวลชนสัมพันธ์ที่ 12 และชุดพัฒนาปฏิบัติการที่
3314 สองสามีภรรยาได้กระโดดลงจากรถ หลบหนีการจับกุม แม่หลวงนาแส
จึงได้รับข้อหา มีการกระทำอันเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานเจ้าพนักงาน
คดีของเธอมีบทลงโทษถึง 12 ปี และแม่หลวงถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิง
จ.เชียงใหม่ เป็นเวลากว่า 1 ปี ขณะคดีในปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
แถมหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับคดีไม่ให้ความสนใจและมีการคุกคามกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนที่ยื่นมือช่วยเหลือ
ข่มขู่พยานฝ่ายผู้ต้องคดีและมีตำรวจคอยติดตามล่ามชาวลาหู่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนตลอดเวลา
สตรีนักสิทธิมนุษยชน
ด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม นางสาวเยาวลักษณ์ อนุพันธ์
นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้อุทิศตนให้กับการทำงานด้านพิทักษ์สิทธิผู้หญิงโดยการเป็นที่ปรึกษาเมื่อผู้หญิงต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีความต่าง
ๆ นับจากปี 2536-ปัจจุบัน เธอดำรงความเป็นทนาย ด้วยการให้ความช่วยเหลือทางด้านกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง
,กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ,อนุกรรมการคดีสิทธิมนุษยชน
สภาทนายความ ,อนุกรรมการโครงการทนายนั่งฟังการสอบปากคำผู้ต้องหาเด็ก
ในคดีอาญา ,รองประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ
คนพิการ สภาทนายความ ,และอนุกรรมการโครงการเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชน
สภาทนายความ เธอเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการร้องหาความเป็นธรรมให้แก่ผู้หญิงในคดีข่มขืนกระทำชำเราบนรถไฟ
คดีผู้หญิงฆ่าสามีและคดีเด็กและผู้หญิงซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยถูกข่มขืนกระทำชำเรา..
สตรีนักสิทธิมนุษยชน ด้านสิทธิแรงงาน
นับจากปี 2520 สหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียง
ยื่นเรียกร้องค่าแรงให้แก่แรงงานหญิงตลอดมา จนปี 2522 คนงานหญิง
2000 คน นัดหยุดงาน แต่ผลที่ได้รับยังไม่เกิดความยุติธรรมแม้จะได้ค่าแรงเพิ่มขึ้น
ปี 2523 จึงนัดหยุดงานอีกเป็นวาระที่ 2 ผลสำเร็จจากการนัดหยุดงานหนนี้
คือ มีการจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นและต่อสู้เรื่อยมา ปี 2536 ต่อสู้เรื่องสิทธิการลาคลอดให้ได้รับค่าจ้าง
90 วัน นับจากนั้นการชุมนุมใหญ่วันที่ 13-17 กรกฏาคม 2536 สามารถหยุดยั้งการเลิกจ้างคนงานนำไปสู่การแก้ไขกฏหมายแรงงาน
เพิ่มค่าชดเชยแก่คนงานหากมีการเลิกจ้าง
ปี 2540 ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจทำให้ต้องเลิกจ้างคนงานบางส่วน คนงานบางส่วนจึงยินดีเสียสละเพื่อพยุงฐานะบริษัทเอาไว้
โดยการไม่เรียกร้องเรื่องค่าสวัสดิการและรับเงินเดือนเพียง 60%
แต่เมื่อเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นในปี 2543 สหภาพยื่นเรื่องเสนอให้มีการพิจารณาสภาพการจ้างงาน
ตามกระบวนการทางกฏหมายแรงงานสัมพันธ์ ปี 2518 แต่นายจ้างกลับไม่ยอมเจรจาด้วยเหตุผลที่ว่าการพิจารณาสภาพการจ้างเป็นเรื่องที่อยู่ในดุลยพินิจของบริษัทและกดดันด้วยการไม่จ่ายงานเฉพาะส่วนสมาชิกสหภาพแรงงานและประกาศด้วยท่าทีกร้าวว่า
บริษัท ภายใต้การบริหารชุดใหม่ต้องไม่มีสหภาพแรงงาน กลุ่มคนงานจึงใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบ
ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2543 เป็นชนวนเหตุนำไปสู่การใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้กลุ่มแรงงานหญิง
ปัจจุบัน สหภาพแรงงานไทยเกรียงยังดำเนินการต่อสู้ ร้องขอความเป็นธรรม
นับเป็นประวัติศาสตร์การต่อสู้ต่อเนื่องยาวนาน มีความเข้มแข็งจนแทบไม่น่าเชื่อว่าคนงานเหล่านั้นจะเป็นผู้หญิง
การไม่ยอมจำนนของสหภาพแรงงานหญิงไทยเกรียงชี้ให้สังคมได้เห็นถึง
การวางแผนย่อยสลาย กำจัดกลุ่มคนที่เป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มทุนที่ชัดเจน
มีการวางแผนที่เป็นระบบเพื่อทำลายล้างแรงงานกลุ่มสหภาพ หน่วยงานและกลไกรัฐไม่ได้ทำหน้าที่ผดุงความเป็นธรรมให้กับประชาชน
อุ้มชูกลุ่มทุน ปรากฏการณ์นี้เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดเมื่อกฏหมายกลายเป็นเครื่องมือของทุน-รัฐ
เข้ามาทำร้ายประชาชน
สตรีนักสิทธิมนุษยชน
ด้านสิทธิชุมชน สุไรด๊ะ โต๊ะหลี เกษตรกรหญิงและเคยเป็นหนึ่งในกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลคลองเปียะ
อ.จะนะ จ.สงขลา เธอ เป็นแกนนำสำคัญร่วมคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย
จนกระทั่งได้รับการคุกคามจากกลุ่มอิทธิพลมืด
เช้าวันที่ 21 เมษายน 2546 มีคนอ้างตัวว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบนำรถมาจอดหน้าบ้านของเธอราว
3 คันมีคนอยู่บนรถราว 10-15 คน เป็นหญิง 2 คน และหนึ่งในนั้นใส่หมวกสีดำเป็นผู้แสดงหมายค้นและถามหานางสุไรด๊ะห์กับลูกชายของเธอ
และขอค้นบ้าน ซึ่งมีเพียงลูกชายและแม่ของเธออยู่ในบ้านขณะนั้น
เมื่อค้นไม่พบ จึงเรียกให้ลูกชายไปเซ็นชื่อกำกับเอกสารเป็นพยานการเข้าค้นในครั้งนั้นว่า
มาทำการค้นตามหมายจับกุมแล้วแต่ไม่พบผู้ถูกกล่าวหา นับจากนั้นเป็นต้นมาชีวิตครอบครัวของเธอเป็นอันไม่ต้องพบกับความสงบ
เนื่องจาก มีการคุกคามด้วยวิธีการอื่น ๆ ต่อเนื่อง มีคนขับรถวนเวียน
หรือมีการแอบถ่ายรูปคนในครอบครัว แต่อย่างไรก็ตาม นางสุไรด๊ะห์
โต๊ะหลี ไม่ได้เกิดความย่อท้อ เธอ เข้าร่วมชุมนุมต่อต้านโครงการท่อก๊าซอย่างต่อเนื่อง
เป็นหนึ่งในแกนนำชาวบ้านหมู่ 6 ต.คลองเปียะ เข้าต่อสู้และรวมกลุ่มกับชาวบ้าน
จนกระทั่ง ธันวาทมิฬ 20 ธันวาคม 2545 เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มแกนที่ถูกออกหมายจับและถูกจำกัดสิทธิ์ในการเดินทางต้องมาพักอาศัยที่ลานหอยเสียบตั้งแต่วันที่
21 เมษายน 2546 เป็นต้นมา
สตรีนักสิทธิมนุษยชน
ด้านสิทธิผู้บริโภค รัตนา สัจจเทพ เธอเป็นคนกรุงเทพฯ
ที่ต่อสู้ในเรื่องที่อยู่อาศัยเพียงลำพังมาตลอดระยะเวลา 10 ปี
ศึกษาและทำความเข้าใจข้อกฏหมายด้วยตัวของเธอเองเพราะไม่อาจหวังพึ่งหน่วยงานราชการได้
ซ้ำร้ายเรื่องราวที่เธอเข้าร้องเรียนกลับถูกเพิกเฉย ถูกกลั่นแกล้งจากเจ้าหน้าที่รัฐ
ตำรวจ อัยการรัฐ นักการเมือง กระทั่งบุตรชายคนและบุตรสาวถูกตั้งข้อกล่าวหาและจับกุม
หากกลับเป็นการเพิ่มพลังใจในการยืนหยัดหาความเป็นธรรม กระทั่ง
15 กรกฏาคม 2546 หนังสือพิมพ์ผู้จัดการได้ตีแผ่เรื่องราวของเธอ
ต่อมา สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 ติดต่อให้เธอไปออกรายการถึงลูกถึงคนติดต่อกันถึง
4 ครั้งจนได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนจำนวนมาก เป็นผลให้ วันที่
17 กุมภาพันธ์ 2547 ศาลปกครองพิพากษาให้สำนักงานเขตบึงกุ่มเพิกถอนคำสั่งมิชอบ
กรณีย้ายทะเบียนบ้านและบุคคลในบ้านออก เป็นการละเลยและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
จนวันนี้ สำนักงาน ปปช. ผู้ชี้มูลความผิดกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตบึงกุ่ม
7 คน บัดนี้ อยู่ระหว่างการทบทวนผลการพิจารณาร้องขอให้ทบทวน
และการดำเนินการสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานอัยการอยู่ระหว่างการทบทวนผลการพิจารณาส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจกลั่นแกล้งบุตรทั้งสอง
กำลังอยู่ในขั้นการดำเนินการไต่สวน
สตรีนักสิทธิมนุษยชน ด้านสิทธิสตรี
คุณขวัญ ผู้หญิงซึ่งถูกข่มขืนบนรถไฟ ทั้งที่เป็นข่าวเกรียวกราวและไม่มีหน่วยงานใดหรือส่วนของการรถไฟแห่งประเทศไทย
ออกมาแสดงความรับผิดชอบ
15 กรกฏาคม 2544 คุณขวัญ โดยสารรถไฟขบวน 172 หาดใหญ่-กรุงเทพ
(ในบน ท.บ. คัน 1/1) ถูกลูกจ้างเฉพาะงานทำหน้าที่เป็นพนักงานบนรถนอนข่มขืนกระทำชำเรา
เธอ เข้าแจ้งความที่ สน.นพวงษ์ แต่พนักงานสอบสวนปฏิเสธรับแจ้งจึงเข้าแจ้งความต่อ
พ.ต.ต. มาลัย สมบัติ พนักงานสอบสวนแผนก 2 กองกำกับการ 5 กองปราบ
เจ้าพนักงานสอบสวนนำเธอไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจและดำเนินการสอบสวน
ขณะที่เธอเข้าร้องเรียนต่อผู้ว่าการการรถไฟ ถึงการออกมาแสดงความรับผิดชอบตามคำโฆษณาที่ว่า
เดินทางโดยรถไฟปลอดภัยที่สุด กลับไม่ได้รับการพิจารณาใดใดทั้งสิ้น
นอกจากเสียงตอบรับว่า ให้รอผลการดำเนินคดีทางอาญา ส่วนลูกจ้างเฉพาะงานของการรถไฟเพียงถูกไล่ออก
จากผลการสอบสวนที่เชื่อได้ว่าเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ภาพลักษณ์การรถไฟ
หลังจากเป็นคดีความ
เธอ ถูกข่มขู่จากลูกจ้างการรถไฟ ซึ่งเมื่อเรื่องเข้าสู่การดำเนินการสอบสวนและดำเนินการจับผู้ต้องหาได้
ผู้ต้องหากลับปฏิเสธข้อกล่าวหาและขอสู้คดีในชั้นศาล ระหว่างการดำเนินคดี
เธอ รู้สึกท้อถอยและไม่คิดจะต่อสู้ใดใด จนเธอตัดสินใจออกรายการเจาะใจ
ตอน ใครข่มขืน ด้วยเหตุผลที่ว่า เธอ ขอยืนยันต่อสู้กับวิธีการทำงาน
การบริการด้านการรักษาพยาบาลตรวจร่างกายของโรงพยาบาลตำรวจที่ไม่สู้ดีนัก
การดำเนินงานของ สน.นพวงษ์ และการรถไฟ เธอ อธิบายความรู้สึกว่า
เธอ รู้สึกอึดอัดต่อสายตา การซักถาม จนบางครั้งดูเหมือนว่าใครกันที่เป็น
ผู้เสียหายหรือจำเลยทางสังคม
หากเธอก็ยังคงสู้ต่อไป และหลังจากการออกรายการเจาะใจครั้งนั้นทำให้ประชาชนที่ชมรายการออกมาตำหนิการทำงานของโรงพยาบาลตำรวจ
จนผู้อำนวยการต้องออกหนังสือมาชี้แจงนอกจากนี้ยังมีการส่งกำลังใจมาถึงเธอ
และหนึ่งในนั้น เขียนมาบอกว่า หลานผมก็โดนข่มขืนบนรถไฟ แต่ที่ไม่แจ้งความก็เพราะว่ากลัวเสียชื่อเสียง
ถึงวันที่ 29 กรกฏาคม 2546 ศาลอาญากรุงเทพฯใต้ สนามหลวง อ่านคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย
ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นที่มิใช่ภรรยาและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากอิสรภาพ
รวม 9 ปี หากทั้ง 2 ขออุทธรณ์คดี
**********************************************************************
8 มีนาคม 2547 วันสตรีสากล
อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน
09.00 น. ผู้หญิงจากกลุ่มแรงงานหลากหลายกลุ่ม
ออกมาร่วมชุมนมเนื่องในวันสตรีสากล ก่อนสัปดาห์แห่งวันสตรีจะผ่านพ้น
จึงได้นำภาพวันนั้นมาให้ชมกันครับ
หมายเหตุ ภาพคุณขวัญ
เป็นตัวแทนมารับประกาศเกียรติคุณ
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
11 มีนาคม 2547 |