มองอนาคตเกษตรกรไทย 'ลูกค้า' บรรษัทค้าเมล็ดพืช

สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมที่มีวิถีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องและมั่นคง ผูกพันกับความคิดชีวิตของคนนับแต่อดีตกาลที่ให้ความเคารพและอาศัยกฏเกณฑ์ซึ่งสัมพันธ์กับธรรชาติอย่างนอบน้อมในคุณค่า..ตราบกระทั่ง ผลิตผลทางการเกษตรบิดผัน จากการทำเพื่อ อยู่กิน กลายเป็นเพียงวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรมก่อร่างให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

ผลิตผลทางด้านเกษตรจึงกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบอุตสาหกรรมทั้ง เล็ก-กลาง-ใหญ่ กลายเป็นกลจักรหนึ่งที่ผลิตขึ้นมาเพื่อป้อนให้ระบบใหญ่อีกระบบขับเคลื่อนไปได้เท่านั้น

ผลผลิตการเกษตรในเชิงประมาณ จึงบังเกิดขึ้นในบัดดลนั้น

ชีวิตของเกษตรกรในอดีตนอกจากมีวิถีที่ผูกพันกับผืนดินแล้วยังมีวิถีหนึ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนพันธุ์ภายใต้ความรู้สึกไม่ได้เป็นเจ้าเข้าเจ้าของธรรมชาติ เกษตรกรทุกคนจึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์การ การเพาะปลูก ปรับปรุงพันธุ์ พัฒนาพันธุ์พืชกันและกันโดยไม่มีเรื่อง การค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง…

กฏหมายคุ้มครองพันธุ์พืช (Plant Protection Act) หรือ กฎหมายคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ (Plant -Breeder’right) กำเนิดขึ้นโดยผลการผลักดันของกลุ่มบรรษัทค้าเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ ภายใต้ข้อตกลงร่วมในเวทีการค้าโลก ประเทศที่มีอุตสาหกรรมปรับปรุงพันธุ์เหล่านี้ส่งสัญญาณบ่งชี้ให้ประเทศไทยออกกฏหมายคุ้มครองพันธุ์พืช คุ้มครองประโยชน์แก่กลุ่มบรรษัทค้าเมล็ดเหล่านี้ เพราะตามกฏหมาย ผู้ที่ถือครองพันธุ์ที่มีการพัฒนาสายพันธุ์นั้นผู้อื่นจะไม่มีสิทธิเข้าถือครอง

กฏหมายฉบับนี้ยังผนวกเรื่องการคุ้มครองผลิตภัณฑ์ยา คุ้มครองเครื่องจักรกลการเกษตร พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์พ่วงเข้าไปด้วย กระแสการยกร่างกฏหมาย สิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ กลายเป็นประเด็นถกเถียงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระหว่าง กระทรวงพาณิชย์กรมทรัพย์สินทางปัญญาและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กรมวิชาการเกษตร โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อให้กิจกรรมทางด้านเกษตรของประเทศไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้”

แน่นอนว่าเกษตรกรไทยตกขอบเวทีการถกเถียงแสดงความคิดเห็น เช่นเคย

การแย่งชิงบทบาทสิทธิคุ้มครองการปรับปรุงพันธุ์ครั้งนี้ สื่อมวลชนไทยให้นิยามว่า “ศึกชิงพุงปลามัน” (มติชนรายวัน หน้า 26 ฉบับวันที่ 15 เม.ย.27) โดยทั้งสองกระทรวงนั้นแฝงนัยของการดูแลผลประโยชน์อันเกี่ยวข้อง กับกระบวนการรับรองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของนักปรับปรุงพันธุ์ในสังกัดบรรษัทค้าพันธุ์พืชโลก

ปัญหามีอยู่ว่า การถกเถียงของสองกระทรวงวนเวียนอยู่ที่ว่า ใครจะมีบทบาทในฐานะผู้กำกับดูแลและบริหารกฏหมาย แต่สาระที่เกี่ยวข้องกับการผูกขาดและผลกระทบที่จะมีต่อเนื่องกับเกษตรกรไทยไม่ได้รับการพูดถึง

ต่อไปนี้เป็นความเห็นของกลุ่มบุคคล 3 กลุ่ม (รวบรวมโดยองค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย biothai) ชี้ให้เห็นความเคลื่อนไหวและแนวคิดของฝ่ายต่าง ๆ ในเรื่อง ที่เกี่ยวข้องต่อร่างกฏหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542

-กลุ่มสนับสนุน มี 2 กลุ่ม คือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และกลุ่มบริษัทเมล็ดพันธุ์

“ต้องยึดแนวปฏิบัติสากล ตามแนวทางของสหภาพระหว่างประเทศ เพื่อคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เพื่อคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ รวมทั้งเพื่อกระตุ้นให้นักปรับปรุงพันธุ์ของไทยพัฒนาพันธุ์พืช โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจ มีคุณภาพดีขึ้นแข่งขันในตลาดโลกได้ ดังนั้น จำเป็นต้องเร่งผลักดันกฏหมายดังกล่าวออกมา ไม่งั้นไม่ทันชาวโลก” นาย สันติ รัตนสุวรรณ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบ 1 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กรุงเทพธุรกิจ 12 ก.ย. 2537

“ความเข้าใจที่ว่า บริษัทจะเอาพันธุ์พืชที่เกษตรกรได้ปรับปรุงมาแต่โบราณนำมาจดสิทธิบัตรนั้น คิดว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะกฏหมายจะต้องบังคับอยู่ในตัวแล้วว่าพันธุ์พืชที่นำมาจดนั้น ต้องได้รับการปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่จากของเดิมเปรียบเสมือนแร่ธาตุซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ก็แล้วแต่ว่าใครสามารถนำไปหลอมทำกับอะไรให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้มากน้อยแค่ไหน” ดร.เกรียงศักดิ์ สุวรรณธราดล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาบริษัทซีบ้า ไกกีมติชนรายวัย 6 มิ.ย. 2537

-อีกกลุ่มเป็นกลุ่มที่ยังลังเลใจ คิดว่านักปรับปรุงพันธุ์จะได้ประโยชน์แต่ก็เกรงผลกระทบที่จะเกิดแก่เกษตรกร กลุ่มนี้ประกอบไปด้วยบุคคลในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นักวิชาการด้านการเกษตรในมหาวิทยาลัย

“จริง ๆ แล้วกรมวิชาการเกษตรมองเรื่องนี้มานาน แต่ไม่อยากร่างกฏหมายขึ้นมาเพราะเกรงว่าเกษตรกรจะเดือดร้อน คิดว่า ร่างกฏหมายฉบับนี้จำเป็นต้องมีการถกเถียงให้กินความกว้างมากกว่านี้ อย่างเช่น ออสเตรเลีย กว่าเขาจะมีได้ต้องใช้เวลานานถึง 8 ปี โดยส่วนตัวเห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชน่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการเกษตรบ้านเรา แน่นอนว่าต้องรวมไปถึงตัวเกษตรกรด้วย” ดร.วิจิตร เบญจศีล รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มติชนรายวัน 15 เม.ย. 2537

“เมื่อ 5 ปีที่แล้วไม่มีใครเห็นด้วยที่จะให้มีกฏหมายในลักษณะนี้ แต่ขณะนี้เกษตรกรของเราได้พัฒนาวิชาการเกษตรให้เจริญก้าวหน้าไปมาก การมีกฏหมายนี้ทำให้สามารถส่งพันธุ์พืชไปขายต่างประเทศได้แต่เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน รัฐต้องใช้เวลาในเวลาในการพิจารณาที่รอบคอบ เพราะหากผิดพลาดมีผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างแน่นอน” ศ.ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ ม.เกษตรศาสตร์ บ้านเมือง 14 ส.ค. 2537

-กลุ่มที่มีแนวคิดคัดค้านการออกกฏหมาย ประกอบด้วยกลุ่มองค์กรที่หลากหลาย เช่น นักวิชาการเกษตรอาวุโส นักปรับปรุงพันธุ์พืช กลุ่มธุรกิจกล้วยไม้ องค์กรพัฒนาเอกชน ประเด็นที่คนกลุ่มนี้ได้พยายามถ่ายทอดออกมาให้เห็นคือว่า กฏหมายฉบับนี้เป็นเรื่องที่คาดหมายได้ว่าส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและกลุ่มบรรษัทค้าเมล็ดขนาดใหญ่เข้ามาผูกขาดการวิจัยพัฒนาตลาดพันธุ์พืชในประเทศไทย

“โดยส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วย เกษตรกรรมบนแนวทางการพัฒนาต้องนำไปสู่รายย่อย ถ้าเกิดมีกฏหมายนี้จะเป็นการปิดกั้นโอกาสของผู้ที่ทำงานด้านการปรับปรุงพันธุ์ด้วยใจรักซึ่งไม่มีบรรษัทขนาดใหญ่หนุนหลังอยู่” ศ.ระพี สาคริก อดีตอธิบดี ม.เกษตรศาสตร์ อดีต รมช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มติชนรายวัน 10 มิ.ย. 2537

“นักวิชาการไทยไม่ควรรีบเร่งด่วนเกินไปในการลอกแบบต่างประเทศ ในเรื่องสิทธิครอบครองพันธุ์ ซึ่งหากพิจารณาระดับความก้าวหน้าในการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ ประเทศไทยยังตามหลังตัวเทคโนโลยีเหล่านี้อยู่มาก เราต้องถามว่า ประเทศเราสร้างพันธุ์สัตว์สัตว์ใหม่ ๆ ได้กี่พันธุ์ พันธุ์พืชที่มีอยู่เดิมนั้นใครเป็นผู้สร้าง การตอบคำถามเหล่านี้ อาจช่วยให้ทัศนะที่กว้างขวางและเป็นประโยชน์ช่วยเกษตรกรให้มีความสามารถในการปรับปรุงพันธุ์ที่มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่” ศ.จรัล จันทลักขณา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโค-กระบือ อดีตรองอธิการบดี ม.เกษตรศาสตร์

ส่วนของงานสัมมนา ‘การคุ้มครองสิทธิเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น ภายใต้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช และกฎหมายคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์’ (24 กรกฏาคม 2546 ห้องประชุมสมาคมศิษย์เก่า ม.เกษตรศาสตร์) จัดโดยกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกและ biothai ได้พยายามชี้ให้เห็นถึงข้อผูกพันระหว่างประเทศและความเสียเปรียบต่อเรื่องกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชเพราะในทางปฏิบัติ ประโยชน์ทั้งมวลจะตกแก่กลุ่มบริษัทค้าเมล็ดพันธุ์ (เจียไต๋) ที่โยงใยถึงกลุ่มบรรษัทค้าเมล็ดธัญพืชข้ามโลกที่มีเทคโนโลยี ข้อมูลที่จะพัฒนาพันธุ์ได้กว้างและรวดเร็วกว่ามาก

คุณ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการ องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย biothai กล่าวถึงประเด็น การยกร่างกฏหมาย การคุ้มครองพันธุ์พืชที่ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ว่า

“เกษตรกรต้องเป็นผู้ครอบครองปัจจัยการผลิต พันธุ์ เมล็ดพันธุ์ ที่ไม่มีการผูกขาดจากกลุ่มธุรกิจ วิธีคิดของร่าง กฏหมายฉบับนี้เป็นเรื่องที่ต้องทบทวนว่าในที่สุดประโยชน์ทั้งหมดจะตกไปอยู่ที่ใคร ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากฏหมายฉบับนี้เมื่อมีผลบังคับในระยะยาวกลุ่มบรรษัทค้าเมล็ดพันธุ์ที่โยงใยข้ามชาติจะต้องเข้ามามีผูกขาดอย่างไม่ต้องสงสัย”

“อันที่จริง นอกเหนือจากบทบาทและผลงานวิจัยของนักปรับปรุงพันธุ์ของรัฐ-เอกชน การปรับปรุงพันธุ์พืชมีการดำเนินการโดยเกษตรกร โดยชุมชนท้องถิ่นอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างให้ความสำคัญจริงจังในร่างกฏหมายฉบับนี้ ทั้งที่โดยเริ่มต้นพันธุ์พืชพันธุ์ดีของไทยส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เช่น ข้าวหอมมะลิ ทุเรียนหมอนทอง เกิดจากการคัดสรร คัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์โดยภูมิปัญญาของเกษตรกรเองนับแต่อดีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นี่เป็นเรื่องของสิทธิของเกษตรกรโดยสมบูรณ์” คุณวิฑูรย์กล่าวย้ำ

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้ให้ความหมายของสิทธิเกษตรกร (Farmer’s Right) ว่า หมายถึง “สิทธินับแต่อดีต ปัจจุบันและอนาคต ของเกษตรกรซึ่งได้อนุรักษ์ ปรับปรุงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม น่าเสียดายที่สิทธิเหล่านี้ถูกลดทอนลงไปเป็นลำดับโดยกฏหมายคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์

ต่อเรื่องนี้ คุณอุบล อยู่หว้า ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ได้ตั้งคำถามถึงแนวโน้มของกฏหมายที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงพันธุ์ได้เท่าทันกับกลุ่มบริษัทค้าเมล็ดพันธุ์พืชหรือไม่..เพราะการลงทุน ข้อมูล องค์ความรู้ที่ด้อยกว่า ไม่เช่นนั้นเมล็ดพันธุ์พืชที่เคยเป็นของเกษตรกรนับแต่อดีตจะถูกผูกขาดโดยกลุ่มบรรษัทเหล่านี้…

แม้ขณะนี้ กฏหมายคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์จะมีผลบังคับใช้ไปแล้วก็ตาม ทางเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกและ องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย biothai ได้เสนอความคิดเห็นเพื่อลดผลกระทบต่อปัญหาการบังคับใช้กฏหมาย ซึ่งแสดงได้สองระดับ

กฏหมายฉบับนี้จำเป็นจะต้องมีการทบทวนการประกาศรายชื่อพันธุ์พืชใหม่ 19 รายการ ซึ่งประกอบไปด้วย ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง และพืชผักสวนครัว และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหามาตรการส่งเสริมให้เกษตรกรมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นในการบริหารและติดตามบังคับใช้กฏหมาย

ส่วนในระยะยาว หากมีการแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 จำเป็นต้องให้เกิดความสอดคล้องกับผลประโยชน์และรับรองสิทธิของเกษตรกรให้มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของเกษตรกร ในการเก็บรักษาพันธุ์เอาไว้เพื่อปลูกตอ่และการแลกเปลี่ยนพันธุ์กันระหว่างชุมชน

สำหรับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาสะท้อนปัญหาพื้นฐานที่สำคัญ คือ เกษตรกรส่วนใหญ่และองค์กรภาคประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงทั้งในกระบวนการการติดตามหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการติดตามในระดับการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

กลุ่มเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกย้ำว่า “เรื่องที่เกี่ยวกับพันธุ์พืชไม่สามารถมองได้ในมิติเฉพาะด้าน พันธุ์พืชไม่ใช่เป็นเรื่องสินค้า หรือเป็นเพียงทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้น หากเกี่ยวข้องกับเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ เกี่ยวข้องกับระบบอาหาร ระบบนิเวศ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตทั้งมวลทั้งโลกก็ว่าได้”

นับแต่อดีตเป็นต้นมา บรรพบุรุษของเราได้รักษา สืบทอด สายพันธุ์พืชต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง พันธุ์ข้าว พันธุ์ไม้ผล และพืชผักทั้งหลายถูกคัดเลือกและปรับปรุงมาโดยเกษตรกรรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนบังเกิดเป็นความหลากหลายกระจัดกระจายไปตามชุมชนต่าง ๆ ทั่วอาณาจักรไทย พันธุ์พืชบางพันธุ์มีชื่อเสียงแพร่หลายจนได้รับการยกย่องจากคนทั่วโลก เช่น ข้าวหอมมะลิ ทุเรียน หมอนทอง ส้มโอ หรือมะขามหวานสายพันธุ์ต่าง ๆ

เกษตรกรไทยรู้จักการอนุรักษ์ ใช้ประโยชน์ และพัฒนาสายพันธุ์พืชให้หลากหลายบนฐานของเหตุผล 2 ประการ คือการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์จากไร่นาของตนในฤดูปลูกและการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ระหว่างครอบครัวอย่างที่ไม่มีเรื่องการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง
วัฒนธรรมเหล่านี้ฝังรากลึกในสำนึกไทย จนเรียกได้ว่าเป็นกฏหมายธรรมชาติอันเป็นกฏหมายที่ประกันการทลายลงของระบบพันธุกรรมที่ดีที่สุด ยิ่งกว่าการตรากฏหมายคุ้มครองพันธุ์พืชที่ไม่ได้ก่อความเอื้ออาทรระหว่างมนุษย์และผืนดินเลยโดยสิ้นเชิง

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

25 กรกฎาคม 2546