'นิวเคลียส' ป่าต้นน้ำ กันพื้นที่พิเศษต้องผ่านชุมชน

‘ป่า กำลังถูกทำลายอยู่ทุกวัน กฎหมายป่าชุมชนจะออกหรือไม่ก็ตาม เครือข่ายป่าชุมชนยืนยันอย่างแน่วแน่ที่จะดูแลรักษาป่าต่อไปจนสุดกำลัง และจะร่วมกันประกาศจัดตั้งป่าชุมชนขึ้นมา พร้อมกันทั่วประเทศในเร็ววันโดยมีขอบเขตพื้นที่ป่า กฎกติกาป่าชุมชนและองค์กรชุมชนจัดการป่าที่ชัดเจน’

ข้างต้น คือ คำประกาศเจตนารมย์ของเครือข่ายป่าชุมชนกว่า 200 ชีวิต ที่ตบเท้าเข้าพบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ยงยุทธ ติยะไพรัช) หลังจากท่าทีท่านรัฐมนตรียังยืนยันความคิด "กันพื้นที่ป่าต้นน้ำพิเศษ" เอาไว้ไม่ให้จัดตั้งป่าชุมชนพร้อมกันคนออกนอก 'นิวเคลียส' เป็นเรื่องเก่าที่เอามาเล่าใหม่พร้อมข้อเสนอจากเครือข่ายประชาชนคนอยู่ป่า

1. ให้พิจารณาออกกฎหมายป่าชุมชน ตามเจตนารมณ์เดิมของประชาชนให้เร็วที่สุด
2.ไม่ควรนำประเด็นป่าต้นน้ำลำธารพิเศษมาพิจารณา เพราะเป็นเรื่องซ้ำซ้อน
3.เชิญ รมต.และกรรมาธิการร่วมของรัฐสภา ลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อเท็จจริง พร้อมย้ำถึงความหวังว่า ท่านเหล่านี้จะช่วยเร่งรัดผลักดันให้กฎหมายป่าชุมชนมีผลบังคับได้โดยเร็ว

จากรายงานข่าว กรณีตัวแทนประชาชนเครือข่ายป่าชุมชน กว่า 200 คน ทั่วประเทศเดินทางเข้าพบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายยงยุทธ ติยะไพรัช ถกถามกรณีจัดตั้งป่าชุมชนในเขตพื้นที่อนุรักษ์พร้อมจัดเวทีชุมชนเสวนา "ฝนแล้งน้ำไหลบ่าเพราะขาดป่าชุมชน" 26 สิงหาคม โรงแรมตรัง ถนนวิสุทธิ์กษัตริย์ กรุงเทพมหานคร เป็นอีกครั้งของการประมวลภาพความสำเร็จและปัญหาที่เกิดขึ้นของเครือข่ายคนอยู่ป่า

ชาวบ้านรู้จักป่าในฐานะที่เขาเอาวิถีชีวิตดูแลรักษา ขณะที่กฎหมายอนุรักษ์ของประเทศไทยล้าหลัง ขาดความกลมกลืนกับชุมชนและวิธีคิดที่ว่า ชาวบ้าน คือ ผู้ทำลายป่ายังดำรงอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย ข้อมูลจากกลุ่มเครือข่ายป่าชุมชนระบุว่า "ปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์สถานะการณ์ป่าไม้ พื้นที่ป่าไม้ลดลง ขณะที่ความต้องการการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมีอัตราเร่งเพิ่มขึ้น"

“ที่ผ่านมา การจัดการป่าเมืองไทยมีสองแนวทางหลัก คือ การจัดการป่าเพื่อเศรษฐกิจและการจัดการป่าเพื่ออนุรักษ์ ซึ่งการจัดการป่าเพื่อเศรษฐกิจเป็นอิทธิพลที่ได้รับจากประเทศอังกฤษ ที่เข้ามาทำไม้ในประเทศอินเดีย และพม่ายุคล่าอาณานิคม" ข้อมูลชุดนั้นระบุต่อมาว่า "จากนั้นกรมป่าไม้ได้ถือกำเนิดขึ้น (2439) เพื่อดูแลกิจการป่าไม้และให้สัมปทานจนมีประกาศปิดป่าอย่างเป็นทางการ (2532) อันถือเป็นยุคสิ้นสุดการสัมปทานป่าอย่างเป็นทางการ รวมระยะเวลา กว่า 93 ปี พร้อมกับการหายไปของพื้นที่ป่า จาก 70% ลดลงเหลือ 28% ในปัจจุบัน"

อีกแนวคิด คือ การจัดการป่าชุมชนเชิงอนุรักษ์ที่เกิดตามมาทีหลังเมื่อพื้นที่ป่าทั่วประเทศลดจำนวนลง ข้อมูลดังกล่าวระบุว่า "กฎหมายป่าอนุรักษ์ฉบับแรกเกิดขึ้น (2503) ท่ามกลางปมขัดแย้งและการกีดกั้น คน ชุมชน ผ่านเป้าหมายและหลักการที่จะกันเขตเพื่อคงความสวยงามของธรรมชาติเอาไว้ให้มากที่สุดโดยไม่ยอมรับเงื่อนไข คนกับป่า ขณะในแต่ละพื้นที่ป่าของประเทศไทยมีชุมชน มีคน อยู่อาศัยมายาวนาน"

“การขยายพื้นที่อนุรักษ์อย่างรวดเร็วตลอดช่วง 10 ปี ที่ผ่านมาทำให้ชุมชนจำนวนมากเป็นผู้ผิดกฎหมายในถิ่นฐานของตนเอง" ข้อมูลชุดดังกล่าวยังระบุอีกว่า "จากการสำรวจของกรมป่าไม้ในเดือนกรกฎาคม 2544 พบว่า พื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย (ไม่รวมที่เตรียมประกาศและป่าอนุรักษ์ประเภทอื่น) มีประชาชนอาศัยอยู่ไม่น้อยไปกว่า 4.6 แสนครอบครัว (หรือประมาณ 3 ล้าน คน)” ประเด็นคือว่า กฎหมายจะทำอย่างไรกับ คน ชุมชน เหล่านี้?

ป่าชุมชนเป็นวิธีหนึ่งในการจัดการป่ าโดยประชาชนและสอดคล้องกับความเป็นจริงที่ว่า "มีคนอาศัยอยู่ในป่า" ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน (26 สิงหาคม 2548) รมต. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยุงยุทธ ติยะไพรัช ระบุชัดถึงการกันพื้นที่ต้นน้ำชนิดพิเศษเอาไว้ ไม่ให้มีการจัดตั้งป่าชุมชนเป็นพื้นที่เฉพาะ (นิวเคลียส) สำหรับการอนุรักษ์เท่านั้นซึ่งจะมีพื้นที่รวมไม่เกิน 20% ของพื้นที่ป่าทั่วประเทศและสัญญาว่าจะไม่มีการย้ายคนออกจากป่าด้วยรองเท้าและเสื้อลายพราง

นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนพูดคุย ระหว่างแกนนำเครือข่ายป่าชุมชนยังได้สะท้อนประสบการณ์ ปัญหาการดูแลรักษาป่าของชุมชนที่ถูกทำลายโดยนายทุน ผู้มีอิทธิพลและจากนโยบายของรัฐ ทั้งยังต้องการผลักดันให้ออกกฎหมายป่าชุมชน มาใช้เป็นเครื่องมือชุมชนร่วมกับรัฐรักษาป่าโดยเร็วซึ่งสรุปได้ดังนี้

ภาคใต้ ผลกระทบจากนโยบายของรัฐ อาทิ การตัดถนนเข้าไปในเขตป่าต้นน้ำ การประกาศป่าอนุรักษ์ทับที่ชุมชน การรุกพัฒนาโครงการชลประทานและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ รวมทั้งนโยบายสนับสนุนการปลูกยางและปาล์ม

ภาคตะวันออก ชาวบ้านเผชิญกับปัญหาอิทธิพล พื้นที่ป่าต้นน้ำกลายเป็นเขตอุตสาหกรรม ป่าเล็กลงกลายเป็นสวนหย่อมและสวนยูคาลิปตัส ชาวบ้านต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งและมลภาวะจากอุตสาหกรรมอย่างหนัก

ภาคกลาง นายทุนเข้าครอบครองผืนป่า ปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยว สร้างรีสอร์ท ทำฟาร์ม ชาวบ้านต้านไม่อยู่ เพราะขาดกฎหมายในการรองรับ

ภาคอีสาน รัฐขยายเขตป่าอนุรักษ์ทับที่ป่าชุมชน พื้นที่บริเวณหัวไร่ปลายนาที่เป็นแหล่งอาหาร ถูกนายทุนกว้านซื้อ ถางป่าปลูกยางพารา ขณะเดียวกันหลายพื้นที่มีนโยบายหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่จะอพยพไล่รื้อชุมชนในเขตป่า

ภาคเหนือ ชาวบ้านถูกมองว่าตัดไม้ทำลายป่า จนเกิดน้ำท่วมไหลบ่าจังหวัดทางภาคเหนือ (กลางเดือนสิงหาคม) ทั้งที่แท้จริงแล้วปัญหามาจากนายทุนท้องถิ่นที่ทำลายผืนป่าเพื่อทำไร่ชา สวนส้ม การก่อสร้างถนน ทางรถไฟ

วันนี้ รัฐ ได้ตั้งประเด็นผ่านเงื่อนไขของการกั้นพื้นที่ต้นน้ำชนิดพิเศษ และห้ามชุมชนจัดตั้งป่าชุมชน และข้อกำหนดของเรื่องความลาดชันในพื้นที่ป่า ,ลักษณะการอุ้มน้ำของดิน (ป่าดิบเขาสมบูรณ์ ลึก 1.5เมตร อุ้มน้ำได้ 940,000 ลูกบาศก์เมตร/พื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร) ,และความหลากหลายทางชีวภาพ และย้ำว่าการจัดพื้นที่อนุรักษ์ชนิดพิเศษชนิดนี้สามารถจัดการด้วยข้อมูล และภาพถ่ายทางอากาศ

ประเด็นคำถาม คือว่า ภาพถ่ายทางอากาศเป็นวิธีการที่ดีจริงหรือและ "ใครจะเป็นผู้ดูแลพื้นที่นิวเคลียสที่ว่าซึ่งที่ผ่านมาพบว่าการจัดการดูแลโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ประสบผลสำเร็จ การบุกรุกตัดไม้มีต่อเนื่อง พื้นที่ต้นน้ำกลายสภาพเป็นรีสอร์ท สนามกอล์ฟ สวนส้ม สวนไม้ผลและพืชผักเมืองหนาว ประเด็นสำคัญ คือ ชุมชนผลักดันกฎหมายป่าชุมชนไม่ได้มีเจตนาเพื่อขอที่ดินทำกิน พื้นที่ป่าชุมชน คือ พื้นที่ส่วนรวมเป็นธรรมชาติที่ต้องดูแลรักษาด้วยวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่นและชี้วัดไม่ได้ด้วยรูปถ่ายทางอากาศ" แกนนำเครือข่ายป่าชุมชนแถลง

การจัดการป่าในประเทศไทยเป็นปัญหาที่สะสมมาต่อเนื่องยาวนานและเกี่ยวข้องกับประโยชน์มหาศาล การจัดการด้วยวิธีการต่าง ๆ จำเป็นต้องเรียกการมีส่วนร่วมจากกลุ่มประชาชนหลากหลายกลุ่ม และไม่อาจจะมอบหมายให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นผู้จัดการเบ็ดเสร็จ เพราะใช่หรือเปล่าว่า เพราะเรามีป่า เราจึงมีอาหาร


น้ำจะเสียแล้ว...นางเอย ดินจะเสียแล้ว ...นางเอ๋ย
ไก่ขันไม่เป็นเวลาแล้ว นกร้องไม่เป็นเวลาแล้ว
มองไปข้างหน้าพื้นดินกว้างใหญ่
นางเดินไปร้องห่มร้องไห้
ทุกอย่างเปลี่ยนไป ..ดินเสีย น้ำเสีย
เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิต
แม้สัตว์ก็กลายพันธุ์ ..นกไก่ไม่รู้วันรู้คืน
วันหนึ่ง ผู้คนจะร่ำร้องเสียใจในสิ่งที่ตนเองทำ
สรรพสิ่ง ไม่ได้เติบโตในวิถีธรรมชาติ
จึงเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
เสียงร่ำร้องของผู้คน

บททา คำเตือนของผู้เฒ่า ปาเกอญอ


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

1 กันยายน 2548