| Coal
Kills,หยุด
ถ่านหิน หยุดโลกร้อน
รวมพลคนไม่เอา ถ่านหิน
หยุดถ่านหิน
สนับสนุนพลังงานสะอาด หรือ หมู่ เฮา บ่ เอาถ่านหิน!
ป้ายข้อความรณรงค์ในงานเวทีคู่ขนาน 22-24 มกราคม รวมพลคนไม่เอาถ่านหิน
ณ.ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จ.ลำปาง ที่ผ่านมาระหว่างเวทีประชาชน
เครือข่ายคนไม่เอาถ่านหิน และเวทีประชุมถ่านหินโลกของ พ่อค้าถ่านหิน
แสดงข้อมูลและถามถึงเหตุผลสำคัญ ทำไม?คนไทยจึงจำเป็นต้องรู้ความจริงเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้ถ่านหิน?
พันธมิตรเครือข่ายคนไม่เอาถ่านหิน
เป็นการรวมตัวกันของเครือข่ายสิ่งแวดล้อมและกลุ่มองค์กร รณรงค์ด้านพลังงานหลากหลายองค์กร
ร่วมจัดเวทีคู่ขนานงานประชุมระดับโลกของกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมถ่านหิน
(งานประชุมถ่านหินโลก Coaltrans) ตีแผ่ความล้มเหลวผ่านแผนพัฒนาของรัฐและนโยบายแผนพลังงานล้าหลังในการนำถ่านหินมาใช้ซึ่งส่งผลกระทบกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมและนำมาซึ่งความรุนแรงทางสังคม
งานคนไม่เอาถ่านหินโลก
เริ่มต้นด้วยการออกรณรงค์ของ WWFประเทศไทย (World-Wide
Fund หรือ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล)ในเช้าวันที่
22 มกราคม ณ.ตลาดเทศบาลรัษฎา นครลำปาง กลุ่มหนุ่มสาวเหล่านั้นได้รับการต้อนรับจากคนที่เดินผ่านไปผ่านมาด้วยคำถามที่ว่า
หากเราไม่ใช้พลังงานจากถ่านหินแล้ว เราจะใช้อะไรก่อนจะปิดฉากด้วยขบวนรณรงค์ของพันธมิตรเครือข่ายคนไม่เอาถ่านหินหน้าโรงแรมเวียงละคอน
จ.ลำปาง ใน เช้าวันที่ 24 มกราคม
กิตติคุณ
กิตติอร่าม เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านพลังงาน กรีนพีซ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่าถึงที่มาของงานเวทีคู่ขนานครั้งนี้ว่า
สืบเนื่องมาจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมถ่านหินโลกที่โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ
งานนี้จะมีบริษัทลงทุนถ่านหินมารวมตัวกัน กรีนพีซและกลุ่มองค์กรพันธมิตรด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมจะร่วมมือกัน
เรียกร้องให้บริษัทเหล่านี้หยุดการลงทุน โดยเฉพาะ ถ่านหิน อันเป็นพลังงานสกปรกและทำให้โลกร้อน
ส่งผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อม หันมาลงทุนในเรื่องการนำพลังงานสะอาดมาใช้แทน
ที่ชัดเจนที่สุด ได้แก่ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่วันนี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข
  
หยุดถ่านหิน สนับสนุนพลังงานสะอาด
ทุกคนคงรู้สึกได้ว่าโลกกำลังร้อนขึ้น
ทุกวันนี้โลกร้อนขึ้นกว่าช่วงเวลาใดในรอบ 10,000 ปี
ที่ผ่านมามีการคาดการณ์ว่า อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น 1.4-5.8
องศาเซลเซียส ภายใน 50 ปีนี้ สาเหตุ ก็คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มมากขึ้น
ถ่านหิน คือ ผู้ร้ายที่ทำให้โลกร้อน
เชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด ก็คือ
ถ่านหิน
ลองนึกภาพง่าย
ๆ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 1,000 เมกกะวัตต์ ปล่อยก๊าซร้ายตัวนี้มากถึง
5.6 ล้านตัน ขึ้นสู่บรรยากาศโลกในเวลาหนึ่งปี ซึ่งทั่วโลกมีการปล่อยก๊าซร้ายนี้มากถึง
23,000,000,000 ตัน/ปี หรือ 700 ตัน ในเวลาทุก ๆ 1 นาที ซึ่งผลกระทบจากการเผาถ่านหินไม่ได้เกิดขึ่นเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น
ความร้อนอันเกิดจากการเผาถ่านหินยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไปทั่วโลกและกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
โลกร้อนขึ้นมีสาเหตุมาจากปริมาณก๊าซเรือนกระจก
ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ อันได้แก่
การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะ จากถ่านหิน รวมไปถึงการตัดไม้ทำลายป่า
ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การพัฒนาที่ผ่านมาโดยเฉพาะจากประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วและจากประเทศกำลังพัฒนา
ในขณะนี้ ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไม่ว่า จะเป็นการผลิตกระแสไฟฟ้าหรือกระบวนการผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกรรม
ซึ่งนับว่า เป็นตัวการสำคัญของการเพิ่มปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์
ผลที่ตามมา ก็คือ
ภาวะสมดุลของระบบภูมิอากาศโลกสูญเสีย ???
จะเกิดอะไร เมื่อโลกร้อนขึ้น
เมื่อโลกร้อนขึ้น
จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศลักษณะและปริมาณฝนจะเปลี่ยนไป
อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้ภูเขาน้ำแข็งละลาย ส่งผลให้พื้นที่ชายฝั่งถูกน้ำท่วมหรือถูกกัดเซาะพังทลายอย่างรุนแรง
ภัยธรรมชาติอาจเกิดขึ้น(รวมถึงคลื่นยักษ์)บ่อยครั้งในความถี่และความรุนแรงมากขึ้น
เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบและสร้างความเสี่ยงต่อระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ในโลกนี้รวมถึงระบบชีวิตของมนุษย์
สำหรับประเทศไทย
ปริมาณน้ำฝนที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้ปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำลดลง
การขาดแคลนน้ำในหน้าแล้งจะทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร
ในด้านป่าไม้ ประเภทของป่าจะเปลี่ยนแปลงไปส่งผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศที่ต้องพึ่งพิงป่านั้น
ๆ ชายฝั่งและทรัพยากรชายฝั่งจะได้รับความเสียหาย
เหตุการณ์ปะการังฟอกขาว
อาจจะเกิดในวงกว้าง ส่งผลเสียต่อทั้งระบบนิเวศในทะเลและธุรกิจท่องเที่ยวภัยธรรมชาติ
ทั้งน้ำท่วม พายุครั้งใหญ่ และภัยแล้งจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในความถี่และความรุนแรงมากขึ้น
นอกจากนี้ การที่โลกร้อนขึ้นยังส่งผลต่อสุขภาพประชาชนด้วย
โดยผู้ป่วยโลกมาลาเรียและโรคไข้สมองอักเสบจะเพิ่มมากขึ้น
เหล่านี้ นับเป็นอันตรายอันเกิดจากแผนพลังงานอันล้าหลังของรัฐบาล
???
 
ทางออก คือ อะไร
ในระดับโลกมีการเจรจา
เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้พิธีสารโตเกียวซึ่งบังคับเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วแถมเป็นตัวการใหญ่นับจากการปฎิวัติอุตสาหกรรม
จุดใหญ่ใจความ คือ ลดการปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง
แม้ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่น
ๆ จะไม่ได้ถูกบังคับด้วยพิธีสารนี้หากแต่เราต้องตั้งคำถามและมุ่งมั่นต่อทิศทางการพัฒนานโยบายและแผนพลังงานของรัฐวันนี้ว่าเป็นไปในทิศทางที่ยั่งยืนแค่ไหน?
การพัฒนาที่ยั่งยืน
จะเป็นปลายทางออกของอุโมงค์อันร้อนรนนี้ นั่นคือ การลดและหยุดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน
อันได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ ลมและชีวมวล จำพวก แกลบ ชนอ้อย
ปาล์ม เศษไม้ อีกทางเลือกหนึ่ง ก็คือ การประหยัดพลังงานมุ่งใช้พลังงานอย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ภายใต้สถานการณ์โลกวันนี้
ไม่ได้หมายถึง การประหยัดเงินค่าไฟฟ้าเท่านั้น หากยังหมายถึง
การช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลก
เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในบ้านจะไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอีกต่อไปในท่ามภาวะวิกฤตพลังงาน
ก่อนจะย้ำถึงภาพอนาคตแห่งศตวรรษที่
21 ที่จะมาถึงพร้อมกับวิกฤติการณ์ครั้งสำคัญที่ใครไม่อาจะหลีกเลี่ยงได้
เพราะบางทีในวันพรุ่งนี้ โลกอาจไม่สวยงามเหมือนที่เราคุ้นเคยอีกต่อไป
ติดตามข้อมูลได้ที่ http://www.wwfthai.org/th/climate
 
ข้อเสนอภาคประชาชน
ต่อการนโยบายและแผนพลังงาน
เนื่องจากปัญหาผลกระทบจากการใช้ถ่านหิน
ทั้งในเรื่องสุขภาพชุมชน ผลผลิตทางการเกษตรวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น
มลพิษต่าง ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งต่ออากาศและแหล่งน้ำและที่สำคัญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อนซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาถ่านหินที่ได้ส่งผลกระทบทั้งในระดับโลก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธารน้ำแข็งละลายบริเวณเทือกเขาแอนดิส
อเมริกาใต้ น้ำท่วมนาข้าวในอินเดีย หรือในประเทศไทยเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ก่อให้เกิดการล่าช้าและการคลาดเคลื่อนของฤดูกาลซึ่งส่งผลต่อการลดลงของผลผลิตทางการเกษตร
การคาดการณ์ไม่ได้ของพายุที่ส่งผลต่อการออกเรือของชาวเลของประเทศ
รวมทั้งความชัดเจนของภัยธรรมชาติที่ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างมาก
การนำถ่านหินมาใช้มากขึ้นจะเป็นการเร่งกระบวนการธรรมชาติและสามารถทำให้ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นถี่และรุนแรงมากขึ้นจากแต่เดิมที่ส่งผลกระทบจากชุมชนอยู่แล้ว
ประกอบกับบทเรียนที่มีมาในอดีตในการพยายามแก้ไขปัญหาของภาครัฐ
ไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน
และนอกจากนี้
ด้วยศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศและการดำเนินการโครงการพลังงานหมุนเวียนในท้องถิ่นที่เกิดขึ้นแล้ว
ภาคประชาชน จึงได้ใช้สิทธิของตนเองร่วมกันในการกำหนดทิศทางการพัฒนาพลังงานที่ไม่จำกัดเพียงถ่านหิน
รวมทั้งเสนอแนะถึงทางเลือกอื่นที่จะนำไปสู่พลังงานที่ยั่งยืนและการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
เลือกใช้และพัฒนาพลังงานทางเลือกที่มีศักยภาพโดยชุมชนเอง ซึ่งเป็นไปตามหลักแห่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและรักษาไว้ซึ่งวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม
ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ดังนั้น ภาคประชาชนจึงได้มีข้อเรียกร้องร่วมกัน
ดังต่อไปนี้
 
1.ภาคประชาชนขอเรียกร้องให้หยุดการใช้ถ่านหินในประเทศ(
หยุดยั้ง การพัฒนาเหมืองถ่านหินและการนำเข้าถ่านหิน)และให้ยกเลิกโครงการถ่านหินที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็น โครงการเหมืองเวียงแหง โครงการเหมืองและโรงไฟฟ้าสะบ้าย้อย
หรือแนวคิดในการขยายโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ทั้งนี้รวมถึงโครงการเหมือง
โครงการโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมที่จะต้องใช้ถ่านหิน
2.โครงการถ่านหินที่ได้มีการดำเนินการไปแล้ว
ภาคประชาชนเรียกร้องให้การดำเนินการดูแลและจัดการตามข้อเรียกร้องของประชาชนในพื้นที่และจะต้องรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนเป็นสำคัญ
รวมทั้งฟื้นฟูชุมชน อย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะ
-แม่เมาะ ลำปาง ต้องย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่และดูแลรักษาสุขภาพของชาวบ้านทั้งหมด
-มาบตาพุด ระยอง ต้องทบทวนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัท
บีแอลซีพีและดูแลชาวบ้านอย่างจริงจัง รวมถึง การยุติการดำเนินโครงการ
-แก่งคอย สระบุรี ให้มีการดูแลและควบคุมโรงงานอุตสหากรรมที่มีการใช้ถ่านหิน
ให้มีการจัดการสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อชุมชน
3.เรียกร้องให้รัฐ ส่งเสริม ให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นและขจัดอุปสรรคในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนรวมทั้งให้ประชาชนดำเนินการพัฒนาด้วยตนเองและมีส่วนร่วมในโครงการพลังงานทางเลือกเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มต้น
4.เรียกร้องให้ยุติการคุกคาม สิทธิของบุคคลและชุมชนทุกรูปแบบที่ร่วมปกป้องทรัพยากรท้องถิ่นและวิถีชีวิตของชุมชน

โดย พันธมิตรเครือข่ายคนไม่เอาถ่านหิน
|
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
1 กุมภาพันธ์ 2548 |