30ปี สื่อสีเทา ภายใต้เงาเผด็จการใหม่

“สามสิบปี แห่งความเป็นประชาธิปไตยของสังคมไทย ภาพรวมสื่อสารมวลชนไทยมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ทว่า แรงบีบจากอำนาจรัฐและการครอบงำจากทุน ภายใต้ระบบ “อำนาจนิยมอุปถัมภ์ ทุนนิยมอภิสิทธิ์” ยังคงฝังรากลึกและดำรงอยู่อย่างซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคสมัยปัจจุบัน ยุคแห่งสังคมข้อมูลข่าวสาร ที่ประชาธิปไตยกลายเป็นแบบฉบับสำเร็จรูป มองข้ามการมีส่วนร่วมของประชาชน ปิดกั้นเสียงที่แตกต่างและผูกขาดเนื้อหาทางความคิด จนทางเลือกและความหลากหลายจางหายไปจากพื้นที่การสื่อสารสาธารณะ”

“สื่อมวลชนกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมความคิด และผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมแห่งการบริโภคไร้ขีดจำกัด การยึดผลกำไรเป็นที่ตั้ง ส่งผลให้สื่อ อยู่รอดด้วยการหลีกเลี่ยง ไม่นำเสนอเนื้อหาที่กระทบต่ออำนาจรัฐและทุน การสร้างอาณาจักรแห่งความกลัวของผู้นำทางการเมืองที่มีอิทธิพลทางธุรกิจ ส่งผลให้อิสรภาพสื่อมวลชน ในยุคสมัยปัจจุบัน นั้นเปราะบางเต็มที”

ถ้อยคำแถลงยืนยันเจตนารมย์ของ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ คปส.ในวาระทบทวนเจตนารมย์ 30 ปี เดือนตุลา ที่ได้รับการกำหนดให้เป็นวันประชาธิปไตย ภายใต้กรอบแห่งรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นผลผลิตจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

มาถึงวันนี้แม้ความเชื่อมั่นในประสิทธิผลของรัฐธรรมนูญจะสั่นคลอนไปบ้างแต่ความเชื่อมั่นในพลังทางสังคมรูปแบบใหม่กำลังลุกขึ้นมาเพื่อทักท้วงความไม่ชอบธรรมที่ปรากฏในสังคม

“ในวาระครบรอบ 30 ปี เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ การสืบสานประชาธิปไตยประชาชน คปส. ขอเรียกร้องให้พลังทางสังคมหรือสาธารณชน แสดงปฏิกิริยาต่อสภาพสื่อสารมวลชนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ตอบสนองผลประโยชน์ต่อสังคมอย่างที่ควรจะเป็น ด้วยการติดตาม ตรวจสอบ ส่งเสียง วิพากษ์วิจารณ์ และระดมมติสาธารณะ ให้อำนาจรัฐต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และให้กลุ่มทุนต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเนื้อหาสาระของสื่อให้มากขึ้น โดยเฉพาะต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นคนจน เกษตรกร กรรมกร เด็กและเยาวชน คนพิการ ผู้สูงอายุ ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาจิตวิญญาณประชาธิปไตย แบบเข้มข้น”

เป็นจุดยืนที่ทาง คปส. เรียกร้องให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสื่อวิทยุ-โทรทัศน์ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีอิสรภาพจากอำนาจรัฐและตอบสนองประโยชน์ของประชาชนอย่างเสมอภาค เราเรียกร้องให้การเกิดของสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ต้องมีความเป็นอิสระ ไม่เน้นธุรกิจ แต่ต้องตอบสนองการบริการสาธารณะ ประชาชน ต้องเป็นเจ้าของทางตรงในการบริหารกำกับดูแล

“สถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ต้องไม่เดินผิดพลาดดังเช่นสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ที่ถูกเปลี่ยนเจตนารมย์จากโทรทัศน์เสรีไปสู่โทรทัศน์ส่วนตัวของบรรษัทและรัฐบาล สถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ต้องทำให้มาจากประชาชน โดยประชาชนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” สุภิญญา กลางณรงค์ รองเลขาธิการ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฎิรูปสื่อ ย้ำและกล่าวต่อไปว่า

“เราต้องมีทางเลือก ให้คนไทยไม่ลุ่มหลงอยู่ในการมอมเมาของสื่อโทรทัศน์ ที่ถูกแรงหมุนให้เหวี่ยงไปด้วยอำนาจทางการเมืองและเงินตรา โดยลืมไปแล้วว่า พันธกิจของสื่อโดยแท้จริงคือเป็นหูเป็นตา ให้สัจจะความจริง ความดี ความงาม เป็นเวทีในการสื่อสารเพื่อลดช่องว่าง สร้างความเข้าใจของกลุ่มคนที่แตกต่าง ในสังคมและให้ความบันเทิงที่รื่นรมย์ พัฒนาการของประชาธิปไตยต้องทำให้สื่อเติบโตทางความคิด มีสิทธิเสรีภาพและหลากหลาย”

การแถลงเจตนารมย์ ครั้งนี้เป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนเงาแห่งอำนาจนิยมรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การใช้กำลังเข้าหักโค่นอย่างเก่าแต่เป็นการปันส่วนกันด้วยผลประโยชน์ที่นุ่มนวลแล้วทำให้เจตนารมย์ อุดมการณ์ อุดมคติที่เคยมั่นคงสั่นคลอน..

ความมุ่งหมายอันสำคัญ ของวาระ 30 ปี 14 ตุลา ที่จะทบทวนประวัติศาสตร์ การต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ เพื่อทำความเข้าใจอดีตนำไปสู่การขับเคลื่อนการเมือง ภาคประชาชนและบทบาท ในการ สร้างสรรค์ประชาธิปไตยใหม่ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฎิรูปสื่อ หยิบยกความสำคัญเรื่องการนำเสนอภาพสาระของสื่อ ที่นำทีมโดย อาจารย์ ย่า อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ซึ่งได้นำปาฐกถา ในประเด็น “จากประวัติศาสตร์สู่อนาคต ประชาชนต้องเป็นผู้กำหนดพื้นที่สาธารณะ” ใคร่ขอนำมาลงไว้ ณ. ที่ตรงนี้ ดังนี้..

“ประชาธปไตยเถื่อนเปื้อนอำนาจ ประชาธิปไตยทาสชาติบอดใบ้
ประชาธิปไตยึงมีครึ่งใบ ประชาธิปไตยไทยยังไม่มี” (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 9 สิงหาคม 2524)

3 ปีแรกหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ สื่อภาคประชาชนและสื่อเอกชนเบ่งบานอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชมรมวรรณศิลป์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ดนตรีเพื่อชีวิตและกิจกรรมเพื่อสังคมของนิสิตนักศึกษาคึกคัก การโค่นล้มเผด็จการเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพทำให้คนหนุ่ม-สาวพบความรู้สึกในแบบใหม่ พวกเขากล้าหาญ-ฮึกเหิม นำพาความคิดประชาธิปไตยสู่ชนบทแนวความคิดใหม่ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสังคมถูกนำมาถ่ายทอดเป็นหนังสือ จุลสาร วงอภิปราย-เสวนาเกิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตามบทความนิตยสารและหนังสือพิมพ์ออกใหม่ เช่น ประชาธิปไตย ประชาชาติ เดอะ-เนชั่นและอธิปัตย์ ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ที่เรียกร้องให้สังคมเป็นประชาธิปไตย

วารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ เป็นเวทีสำคัญในการวิพากษ์วิจารณ์ระบบอำนาจเผด็จการ อันเป็นการวางฐานความคิดให้กับปัญญาชนถึงความไม่ชอบธรรมของเผด็จการทหาร นอกจากนี้ยังมีสำนักพิพ์และโรงพิมพ์เอกชนในต่างจังหวัดและในกรุงเทพฯที่ก่อตั้งขึ้นจากบรรยากาศใหม่ของสิทธิเสรีภาพตามมาอีกนับไม่ถ้วน

14 ตุลา จึงเป็นเหตุการณ์ที่เป็นเสมือนรากของการปฏิวัติการเมืองและสังคม-วัฒนธรรมอย่างถึงราก-โคน เป็นแหล่งอุดมของ “พื้นที่สาธารณะของภาคประชาชน” อันเทียบได้กับช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2575

นักสื่อสารมวลชนซึ่งมีปรัชญาในการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อสร้างความเป็นธรรมและสิทธิเสมอภาคในสังคม เป็นปากเสียงให้กับประชาชน ต้านอำนาจรัฐและชนชั้นปกครองในยุคก่อน ดังเช่น นักหนังสือพิมพ์ก้าวหน้าอย่าง ศรีบูรพา สุภา ศิริมานนท์ อิศราอมันตกุล จิตร ภูมิศักดิ์ ทวีป วรดิลก และนักหนังสือพิมพ์ที่ ถูกจับกุมคุมขังในคราวกบฏ สันติภาพช่วงยุคมืดของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ถางทางแห่งสิทธิเสรีภาพไว้เป็นแบบอย่างแก่นักหนังสือพิมพ์รุ่นหลัง นักหนังสือพิมพ์อาวุโส เหล่านี้นับว่าเป็นผู้เกิดก่อนกาลและได้ทำหน้าที่ รักษาศักดิ์ศรีของฐานันดรที่สี่ซึ่งมีภาระกิจในการต่อสู้ กับการครอบงำความคิดของระบบศักดินา เพื่อสถาปนาระบบความคิดใหม่ที่ประชาชนมี สิทธิเสมอภาคให้เกิดขึ้น

เป็นที่น่าเสียดายว่าจิตวิญญาณของฐานันดรที่สี่ในการพูดความจริงและการเป็นปากเสียงของประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้ถูกถ่ายทอดสู่นักสื่อสารมวลชนรุ่นใหม่มากพอภายใต้โครงสร้างที่ทุนนิยมและบริโภคนิยมเป็นฝ่ายควบคุมวิถีการผลิตและการบริโภคข่าวสารข้อมูลอย่างเบ็ดเสร็จ ดังนั้น นอกจากสื่อมวลชน จะเสนอภาพความไม่เป็นธรรมในสังคมน้อยลงเรื่อย ๆ แล้วยังมีการบิดเบือน สร้างภาพลวงตาทำให้เกิดการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นเสียงที่ไม่ชอบธรรมทางการเมือง เสียงของคนจนและคนชายขอบจึงกลายเป็นเสียงที่แปลกแยกถูกปิดกั้น ความเป็นความตายของพวกเขาจึงเป็น “ข่าวที่ไม่เป็นข่าว”

ทุกวันนี้ ชนชั้นกฏุมพีสามารถเข้ายึดกุมสื่อกระแสหลักส่วนใหญ่เพื่อเป็นปากเป็นเสียงของตนในทางเศรษฐกิจและการเมือง นักสื่อสารมวลชนจำนวนมากที่เรียกตัวเองว่า “มืออาชีพ” ก็ได้ปรับเปลี่ยนปรัชญาในการทำงานจากการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของคนส่วนใหญ่มาสู่การสมาทานอุดมการณ์ทุนนิยม-บริโภคนิยม ภายใต้การนำของกลไกตลาดตรรกะของต้นทุนและกำไรสูงสุดได้เข้ามากำกับการทำงานและจรรยาบรรณของสื่อมวลชนแทนที่อุดมการณ์ประชาธิปไตยไปเรียบร้อยแล้วตัวอย่างที่ชัดเจน คือ สถานีโทรทัศน์ไอทีวีซึ่งเป็นภาพร่างความคิดที่ต้องการนำสื่อโทรทัศน์มาเป็นพื้นที่สาธารณะของประชาชนหลังปี 2535 กลับถูกครอบครองโดยตัวแทนของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในชั่วระยะเวลาไม่นาน

ในยุคที่”ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” การเมืองภาคประชาชนเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่มีพลวัตมากเป็นมโนทัศน์และรูปธรรมที่สัมผัสได้แต่ในเมื่อสื่อที่เป็นพื้นที่สาธารณะของประชาชนถูกยึดครองไปหมดแล้ว การแสวงหาพื้นที่สาธารณะใหม่จึงเป็นเป้าหมายของการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพที่ปฏิเสธไม่ได้

พื้นที่สาธารณะของภาคประชาชน

พื้นที่สาธารณะ เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นจาก ฮาเบอร์มาส์ นักวิชาการชาวเยอรมันซึ่งมองเห็นความสำคัญของโลกการสื่อสารและบทบาททางการเมืองของกลุ่มชนชั้นใหม่ในสังคมยุโรป ช่วงรอยต่อระหว่างการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบการเมืองรูปแบบประชาธิปไตยในคริสตศตวรรษที่ 18 การสื่อสารตามร้านกาแฟ ร้านตัดผม หรือร้านค้าในชุมชน เป็นศูนย์รวมของการวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การถกเถียง การสนทนาสาธารณะเกี่ยวกับประเด็นสังคมและการเมืองด้วยวิธีการของหลักเหตุผล ประชาชนซึ่งเป็นกลุ่มพ่อค้าและนายทุน มีโอกาสนำเรื่องการเมืองมาตรวจสอบและกดดันให้เกิดความโปร่งใส นอกจากนี้ มีการขยายวงของการสื่อข่าวสารและการอภิปรายออกไปตามสื่อต่าง ๆ เช่นหนังสือพิมพ์ โปสเตอร์ ใบปลิว ใบบอก ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะในทางสัญลักษณ์ ทำให้ชนชั้นปัญญาชนและสื่อเริ่มมีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น

ความคิดของฮาร์เบอร์มาส์เป็นความคิดที่มองพื้นที่สาธารณะที่เปิดกว้างเต็ม ตอบรับการเข้ามาของคนทุกกลุ่มอย่างไม่มีอคติ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หากแต่ในสภาพความเป็นจริงสื่อสารมวลชนมิได้เป็นเวทีสาธารณะที่ให้ความยุติธรรมต่อกลุ่มที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในสังคม ยิ่งในสังคมทุนนิยมอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยมากเท่าไร ชนชั้นนายทุนก็ยิ่งมีโอกาสผูกขาดเวทีสาธารณะทางสื่อมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เสียงของประชาชนจึงถูกเซ็นเซอร์และถูกทำให้ไม่เป็นข่าว

กระนั้นก็ตาม ในสภาวะสังคมการเมืองของระบบทุนนิยมข้ามชาติหรือโลกาภิวัฒน์อาจจะยังคงมีพื้นที่สาธารณะที่เป็นเวทีประชาธิปไตยในความหมายของฮาร์เบอร์มาส์อยู่ แต่เป็นเวทีที่อยู่ในโลกการสื่อสารของกลุ่มที่เรียกว่าขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่หรือ นิว โซเชี้ยล มูฟเม็นท์ ซึ่งกำลังมีบทบาทและอิธิพลในการเคลื่อนไหวและสร้างวาระสาธารณะทางการเมืองและสังคมในหลายประเทศทั่วโลก ปฎิบัติการของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ได้นำไปสู่การนิยามเรื่องพื้นที่สาธารณะในขอบเขตที่แตกต่างไปจากเดิม..

1.พื้นที่สาธารณะต้องไม่ผูกขาด กล่าวคือ ไม่ใช่พื้นที่ซึ่งผูกขาดโดยเพศชาย แต่ต้องประกอบไปด้วยผู้คนที่เป็นเพศหญิง ชนกลุ่มน้อย คนด้อยโอกาส หรือคนที่เสียเปรียบและไม่มีอำนาจทางการเมือง

2.พื้นที่สาธารณะมีการสื่อสารที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่อย่างใกล้ชิด กลุ่มที่เข้ามายึดกุมและขยายบทบาททางการเมืองของพื้นที่สาธารณะในปัจจุบันเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวในเรื่องสิ่งแวดล้อม กลุ่มสิทธิสตรี เรื่องเกษตรกรรม เรื่องต่อต้านพลังงาน อาวุธนิวเคลียร์ และสันติภาพ

3.พื้นที่สาธารณะในปัจจุบันประกอบด้วยสื่อทางเลือกหลากหลายซึ่งช่วงชิงอำนาจการครอบงำความคิดกับฝ่ายอำนาจรัฐ ดังกรณีตัวอย่างการสื่อสารของกลุ่มสมัชชาคนจน กลุ่มผู้คัดค้านเขื่อนปากมูล กลุ่มอนุรักษ์เมืองกาญจน์ ซึ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มและมีเครือข่ายของการสื่อสารหลายรูปแบบ

ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่หรือขบวนการประชาชนร่วมสมัย หรือการเมืองภาคประชาชน เป็นการรวมกลุ่มของประชาชนในฐานะผู้กระทำทางการเมือง ซึ่งเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองที่ไปไกลกว่าเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ เป็นขบวนการที่มีเป้าหมายในการสร้างบรรยากาศและเงื่อนไขแบบประชาธิปไตย สร้างประชาสังคมที่เข้มแข็ง ตื่นตัว การเคลื่อนไหวมีลักษณะที่ต่อต้านรัฐและต่อต้านระบบราชการ พร้อม ๆ กับการแสดงออกในด้านที่เชื่อมั่นศรัทธาพลังอำนาจของประชาชน และประสงค์จะเปิดพื้นที่การเมืองให้ประชาชนธรรมดามีบทบาทมากขึ้น

ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมความแตกต่างกันของคนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม สร้างประชาธิปไตยแบบใหม่หรือประชาธิปไตยแบบเข้มข้น ซึ่งเปิดที่ว่างให้กับความแตกต่างหลากหลาย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของขบวนโซลิดาริตี้ ในประเทศโปแลนด์ ขบวนการสิ่งแวดล้อม เช่น เอิร์ธเฟิร์สในสหรัฐอเมริกา ขบวนการสิทธิสตรี ขบวนการสิทธิมนุษยชน หรือขบวนการสันติภาพในหลายประเทศ

ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ในสังคมไทยก็มีหลากหลายและเคลื่อนไหวในประเด็นที่กว้างขวางอย่างเช่น การรวมกลุ่มของเครือข่ายเกษตรกรและคนจนทั่วประเทศเป็นสมัชชาคนจน เรียกร้องสิทธิทำกินและการจัดการทรัพยากรป่า ที่ดินและน้ำ สิทธิในที่อยู่อาศัยและเรียกร้องสิทธิในการธำรงอัตลักษณ์และวัฒนธรรมชุมชนเอาไว้ การรวมกลุ่มของผู้หญิงของเครือข่ายผู้หญิงกับเอดส์ เรียกร้องสิทธิทางเพศ การมีอำนาจเหนือร่างกายตนเอง การรวมกลุ่มของแรงงานหญิงและการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน และการเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 2540

ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่มีเครือข่ายเคลื่อนไหวสาธารณะ การรวมกลุ่ม การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหา การสื่อสารและพื้นที่สาธารณะจึงมีความสำคัญอย่างสูงต่อการเคลื่อนไหวความสำเร็จหรือล้มเหลวจะปฏิเสธไม่ได้ว่าขึ้นอยู่กับบทบาทของสื่อทางเลือกและสื่อกระแสหลักที่ปะทะสังสันท์กัน ดังนั้น ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ สื่อทางเลือก และสื่อกระแสหลัก ที่มีต่อการการสื่อสารจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้

ในฐานะที่เรื่องสิทธิการสื่อสารเป็นวาทกรรมใหม่ ความโดดเด่นที่ปรากฏ คือ สิทธิการสื่อสารของประชาชน โดยมองประชาชนในมิติของการเป็นพลเมือง ของประชาคมนั้น ๆ ว่าเป็นผู้มีสิทธิและมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและกำหนดนโยบาย แทนที่จะเป็นคนอ่านหรือคนดูหรือคนฟังรายการที่เล่นบทผู้รับแต่เพียงอย่างเดียว หรือเป็นเพียงผู้บริโภคสินค้าและโฆษณา จึงเท่ากับมีการตีความใหม่ว่าสิทธิการสื่อสารมิใช่เป็นสิทธิผูกขาดเฉพาะขององค์กรสื่อสารมวลชนดังที่เคยเข้าใจและถือปฏิบัติกันเรื่อยมา แต่เป็นสิทธิของผู้ใช้สื่อที่มีทั้งปัจเจกซึ่งเป็นพลเมืองของรัฐชาติและชุมชนทั้งกลุ่มคนและชุมชนที่ประกอบกันเป็นประชาคมทางการเมืองวัฒนธรรม-สังคมในรัฐชาติ และในประชาคมระหว่างประเทศอีกด้วย

จากหลักการเรื่องสิทธิการสื่อสารและประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ประกอบกับความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในภาคประชาชน ภายหลังเหตุการณ์พฤษภา พ.ศ. 2535 ทำให้กลุ่มประชาสังคมเรียกร้องต้องการให้สื่อมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อของรัฐ กระบวนการปฏิรูปทางการเมืองที่มีกลุ่มประชาสังคม กลุ่มพลเมืองรากหญ้าภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม นับตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา ได้รวมเอาวาระเรื่องการปฏิรูปสื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการเมืองทั้งระบบ โดยมีแกนกลางอยู่ที่เรื่องการจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์ใหม่ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงสื่อได้โดยตรงในฐานะผู้ใช้สื่อ ยกเลิกการผูกขาดทรัพยากรสาธารณะโดยรัฐและกลุ่มธุรกิจเอกชนภายใต้สัมปทานของรัฐ ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540

จากเจตนารมย์ที่เป็นบทบัญญัติใหม่ซึ่งรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ประชาชน และนักสื่อมวลชนได้สร้างความตื่นตัวและบรรยากาศการมีส่วนร่วมทางการเมือง กลุ่มประชาสังคมและกลุ่มองค์กรรากหญ้าทั่วประเทศนับร้อยกลุ่มได้ทดลองเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยุชุมชนอย่างคึกคัก ต่างมีเจตจำนงที่จะก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนที่เป็นของภาคประชาชนเพื่อให้เป็นพื้นที่สาธารณะใหม่ของภาคประชาชน

นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา สถานีวิทยุชุมชนในหลายภูมิภาคเริ่มต้นทดลองออกอากาศสื่อสารกับชุมชนในจังหวัดต่าง ๆ อาทิ กาญจนบุรี ราชบุรี ตราด จันทบุรี นครปฐมในภาคตะวันตกและตะวันออก พิษณุโลก ลำพูน เชียงใหม่ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ในภาคเหนือ สกลนคร อุดรธานี หนองบัวลำพู บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานีในภาคอิสาน นราธิวาส สตูล ปัตตานี สงขลาในภาคใต้ และในภาคกลางเป็นครั้งแรกที่ประชาชนในเขตปริมณฑล เช่น ปทุมธานี สิงห์บุรี อ่างทอง และอยุธยา มีสถานีวิทยุในเขตจังหวัดของตนเอง

เครือข่ายขบวนการเคลื่อนไหวรูปแบบใหม่ของภาคประชาชนจำนวนมากในช่วงสิบปีมานี้ได้สร้างสื่อทางเลือก เปิดพื้นที่สาธารณะในหลายรูปแบบ อาทิ จดหมายข่าว นิตยสาร เว็ปไซต์ สำนักข่าวทางเลือก การละครและดนตรี การจัดเวทีเสวนาอภิปรายประเด็นสังคมการเมืองของภาคประชาชนอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย มีเนื้อหาเข้มข้นในการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมืองที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย พื้นที่สาธารณะใหม่ ๆ เหล่านี้จึงเต็มไปด้วยการสื่อสารที่มีชีวิตชีวา และกอปรด้วยความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต..

30 ปี 14 ตุลา เป็นช่วงแห่งการรำลึกถึงผู้คนนับแสนที่ตื่นขึ้นมาเพื่อสิทธิเสรีภาพของตนเองและสังคม สายธารของผู้ที่ตื่นขึ้นมาในห้วงโน้นและห้วงนี้เป็นมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ประชาชนยังคงเป็นผู้ที่ตื่นขึ้นมาปลุกสำนึกของกันและกันอย่างผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าและสังคมที่เป็นธรรม..อาจารย์ ย่ากล่าวย้ำ.

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

14 สิงหาคม 2546