|
สภาผู้บริโภค สภาแรกของเมืองไทย
ดูเหมือนว่าเราจะพึ่งบ้านเมืองไม่ได้ ดูเหมือนว่าข้าราชการจะช่วยเราไม่ได้
ขณะที่คนดีมักรวมตัวกันไม่ติด ต่างคนต่างอยู่ แต่คนชั่วกลับรวมกลุ่มเอาเปรียบประชาชนได้
ครั้งแรกของเมืองไทยที่สภาผู้บริโภคเปิดฉากขึ้น โดยไม่มีเสียงค้อนทุบหรือระฆังส่งสัญญาณ
มีเพียงกลุ่มผู้บริโภค และผู้รักความยุติธรรมส่งเสียงปรบมือ
ร่วมเป็นพยานว่า เมืองไทยบกพร่อง เรื่องการคุ้มครองชีวิตความเป็นอยู่ของผู้บริโภคทุกชนชั้น
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2548 สภาผู้บริโภควาระที่หนึ่ง
หอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เต็มไปด้วยบรรยากาศในรูปแบบไม่ต้องมีพิธี
ไม่จำกัดวัย เครื่องแต่งกายและเงินทองคล้ายกับ สภาประชาชน
ครั้งที่ผ่านมา แต่สภานี้ได้รวมเอาปัญหาของผู้บริโภคมาถกกัน
เพื่อหาแนวทางในการนำกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 2540 มาตรา
57 มาเปิดโอกาสให้กับผู้บริโภค ในการมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง
ทั้งเสนอและให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค
นับเป็นเรื่องที่สำคัญ ต่อสังคมไทยที่ยังคงเกิดขึ้นและตามมาด้วยการเอารัดเอาเปรียบ
งานในวันนี้ประกอบด้วยผู้เดือนร้อน จำนวนนับพันคนที่ประสบปัญหาด้านการบริโภค
ครอบคลุมถึงเรื่องอสังหาริมทรัพย์ บริการสุขภาพ รถยนต์ที่ไม่มาตรฐาน
ผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากโครงสร้างหนี้ รวมไปถึงกลุ่มนักวิชาการ
ประชาชนที่สนใจทั่วไป
นาย ดำรง พุฒตาล รองประธานกรรมาธิการสาธารณสุขวุฒิสภาและประธานสภาผู้บริโภค
ครั้งที่ 1 กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันออกมาแล้ว
8 ปี และมาตรา 57 บังคับให้ตั้งองค์การเพื่อผู้บริโภค
แต่ทุกวันนี้ยังไม่เกิดขึ้น ทั้งที่ กกต. ปปช. ปปง.หรืออื่น
ๆ ล้วนตั้งขึ้นมาแล้วทั้งสิ้น เพราะขณะนี้ ภาพของคุณรัตนาได้กลายเป็นความอัปยศของประเทศไทย
ทั้งที่คุณรัตนาออกรายการหรือสื่อมาทุกรายการ ถึงลูกถึงคน
คนค้นฅน พบนายกฯหรือผู้ว่าฯ มาหลายคน ผมเองก็ช่วยคุณรัตนาไม่ได้
เพราะมีหน้าที่แค่ศึกษาและติดตามไม่มีอำนาจใดๆทั้งสิ้น เธอถูกเอารัดเอาเปรียบ
ข่มเหงเจ็บปวด เสียหาย โชคดีแค่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นในแง่ของวุฒิสภาที่อยู่ในนิติบัญญัติทำได้แค่
ผลักดันให้เกิดองค์การอิสระซึ่งผ่านมาแล้ว 8 ปีกับ 9 รัฐมนตรี
สิ่งที่ผมทำได้ก่อนหมดวาระในปีหน้า คือ ผลักดันให้เกิดองค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญที่บ้านเมืองไม่สนใจ
ในวันนี้มีสภาผู้บริโภคขึ้น ผมยินดีสนับสนุน และคิดว่าการประชุมอย่างนี้ต่อให้ยาวนานหนึ่งเดือนก็ยังมีการรวมตัวกันเหมือนเดิม
ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องน่ายินดีแต่บ่งบอกว่าคนถูกเอารัดเอาเปรียบมากขึ้น
จึงสงสัยว่าบ้านเมืองมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปได้อย่างไร
รัฐธรรมนูญ มาตรา 57 พ.ศ.2540 ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากภาคประชาชน
ดังนั้น รัฐธรรมนูญนี้จึงสนับสนุนและให้ความสำคัญต่อการผลักดันให้เกิดกลไกในการทำงานคุ้มครองผู้บริโภคโดยผู้บริโภคเอง
อาจกล่าวได้ว่า มาตรา 57 มีขึ้นเพื่อทำให้ปัญหาของผู้บริโภคในปัจจุบันได้รับการคลี่คลายจากสถานการณ์ร้าย
ๆ ไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แต่จะเห็นว่าที่ผ่านมา 9 รัฐมนตรี
ประเด็นมาตรา 57 ก็ยังไปไม่ถึงไหน ยิ่งรัฐบาลปัจจุบันเน้นเรื่องการส่งเสริมให้กับประชาชนบริโภคสูงสุดเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ
ก็ยิ่งต้องมีการผลักดันหรือทำให้เกิดกลไกการสนับสนุนการคุ้มครองผู้บริโภคให้เร็วที่สุด
แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น รัฐไปมุ่งที่การค้าเสรีหรือทุนนิยม กฎหมาย
มาตรการและนโยบายต่างๆถูกนำมาแก้ไขเพื่อรองรับเรื่องการค้าเสรี
แต่กฎหมายเพื่อสร้างองค์การอิสระผู้บริโภค ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงกับผู้บริโภคนั้น
กำลังถูกผลักดันให้อยู่ภายใต้ สคบ.รัฐ
วาระที่หนึ่ง อสังหาริมทรัพย์ เช่นกรณี คุณรัตนา
สัจจเทพ เจ้าของ บ้านสีดำ ขึ้นป้ายรื้อระบบบ้านไม่สมหวัง
เรื่องเกิดจากคนข้างบ้านต่อเติม ดัดแปลงบ้านจากทาวน์เฮาส์เป็นอาคารพาณิชย์
บ้านนางรัตนาจึงร้าวขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อร้องทุกข์ไปยังสำนักงานเขตบึงกุ่มเพื่อให้ข้างบ้านหยุดต่อเติม
เจ้าหน้าที่กลับแจ้งดำเนินคดีกับนางรัตนาในฐานเป็น ผู้ถูกหลอกซื้อ
และไม่ว่านางรัตนาจะหันหน้าไปพึ่งหน่วยงานใด ก็ยิ่งกลายเป็นว่ายิ่งซ้ำเติมทุกข์ให้กับตนเอง
เธอเคยกล่าวเอาไว้ในรายการถึงลูกถึงคนว่า ดิฉันซื้อบ้านมาโดยสุจริต
ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ดิฉันร้องข้างบ้านเพราะดิฉันถูกระเมิดมีความเสียหายเกิดขึ้น
ผิดตรงไหนที่ออกมาปกป้องสิทธิตัวเอง 10 ปี ที่ผ่านมา
ถ้าหากมีการไกล่เกลี่ยจริงดิฉันจะอาจหาญมาสู้กับเจ้าหน้าที่ได้ขนาดนี้หรือ
10 ปี ที่ผ่านมาดิฉันเจ็บมากเกินไปหรือเปล่าอยากให้เจ้าหน้าที่สำนึก
และขอให้เป็นตัวอย่างของประเทศไทย บอกนายกฯลงมาดูว่า บ้านนี้ดิฉันทาเองได้ยังไง
สีดำเป็นสียุติธรรมที่รัฐบาลมอบให้หรือเปล่า อยากยกโฉนดอันนี้ให้นายกฯเพราะมันออกโดยเจ้าหน้าที่
วันนี้ ฉันทำลายโฉนดฉบับนี้ไม่ได้ ช่วยเอามันคืนกับรัฐบาลหน่อย
นายกฯรู้ว่าฉันร้องมา10 กว่าปี ก็ยังปล่อยให้เจ้าหน้าที่มาแกล้งอีก
ความยุติธรรมไม่มี
กรณีหมู่บ้านนักกีฬาชุมชนหัวหมาก 124 รายที่ตกเป็นข่าวครึกโครม
แม่ค้าปะทะตำรวจ ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2547 ตำรวจ 10 กว่านายมีอาวุธครบมือแต่แม่ค้ามีเพียงมือเปล่ากับถุงน้ำปลาร้า
สุดท้าย กลุ่มแม่ค้าก็ถูกหลอกลวง ข่มเหงน้ำใจมาตลอดระยะเวลา
1 ปี เต็มที่ บริษัทไวท์คิท คอนซัลแต๊นท์ จำกัด เข้ามาสร้างตลาดใหม่
ข้อเรียกร้องของชาวบ้านคือสิทธิในการประกอบอาชีพ
อย่างไรก็ตาม
ปัญหาเรื่องอสังหาริมทรัพย์กลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภานี้
เนื่องจากมีผู้เสียหายรวมกลุ่มเข้าร้องเรียนจำนวนมาก บางคนซื้อบ้านทาวน์เฮ้าส์แต่ไม่ได้บ้าน
บางคนได้บ้านในสภาพมาตรฐาน 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีการโกงวัสดุก่อสร้าง
ปัญหาเรื่องไฟตกทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าพังเสียหาย นี่คือ ปัญหาที่เกิดจากการนำเรื่องดีไซน์มาอ้างกับผู้บริโภค
ส่วนใหญ่แล้วข้อหาทั้งหมดตกไปอยู่ที่การเคหะแห่งชาติ ทั้งที่มีนโยบายจัดหาที่อยู่ให้กับประชาชน
กลับนำโครงการไปขายให้เอกชน หนี้สินและความเดือดร้อนจึงตกอยู่กับประชาชน
วาระที่สอง ปัญหาจากบริการสาธารณสุข มีทั้งกลุ่มข้อร้องเรียนระดับรุนแรงมาก
เช่น การกระทำผิดกฎหมายแอบอ้างเป็นแพทย์ การผลิตอาหารจำหน่ายโดยไม่ขออนุญาต
การสูญเสีย พิการ เสียโฉม การเสียบุคคลอันเป็นที่รักหรือเสียโอกาสในอนาคตบางสิ่งบางอย่าง
สำหรับข้อร้องเรียนระดับปานกลาง เช่น ความไม่พึงพอใจในการบริการ
ความไม่มั่นใจในคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย การถูกหลอกลวง หรือแม้กระทั่งการอ้างกับผู้ป่วยว่า
บัตรทอง 30 บาทจำกัดเวลาการบริการ เป็นต้น
วาระที่สาม ปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ที่โด่งดังคือ
กรณีผู้ออกมาทุบรถยนต์ เพราะซื้อมาแล้วรถมีปัญหา ทั้งปฏิกิริยาผู้ผลิตเองเมื่อพบว่าสินค้าหรือบริการจำหน่ายมีปัญหา
กลับโยนภาระให้ผู้ซื้อรับผิดชอบ ปัญหาที่พบเช่น ขับไปประสบอุบัติเหตุแต่ถุงลมนิรภัยไม่ทำงาน
หลังคาหลุด น๊อตประตูหลุด ถังน้ำมันรั่ว ต้องจ่ายค่าอะไหล่แทนของเดิมที่ชำรุดเร็วกว่าปกติ
บางครั้งชำรุดตั้งแต่รับรถจากโรงงาน หรือซ่อมฟรีแต่ต้องรับภาระในการนำรถเข้าซ่อมให้คืนสภาพเอง
ที่แย่กว่านั้นผู้จำหน่ายรถแจ้งว่าไม่ได้สั่งอะไหล่ที่ต้องเปลี่ยนเอาไว้
ทำให้ผู้บริโภคเพิ่มภาระในการต้องหาอะไหล่มาเปลี่ยนเอง ดังนั้นทุกข์ของผู้บริโภคกลุ่มนี้คือความเสี่ยงได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายแก่ชีวิต
จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า
หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐทำงานไม่อิสระ เนื่องจากมีการเมืองทับซ้อน
คำว่าองค์การอิสระเพื่อผู้บริโภค เป็นช่องทางที่ผู้บริโภคได้เข้ามามีส่วนร่วม
ครั้งนี้ ถือเป็นสภาเดียวที่ทำให้เกิดการรวมตัวไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบและต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว
ผ่านมา 8 ปีกับ 9 รัฐมนตรี องค์การอิสระก็ยังไม่เกิดขึ้น รัฐบาลเองกลับไปกระตุ้นการบริโภคเพื่อเศรษฐกิจ
ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะร่วมผลักดันให้เกิดสภาผู้บริโภคเหมือนในวันนี้
ในช่วงบ่าย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการ กทม.ได้เดินทางมารับฟังปัญหาและกล่าวทิ้งท้ายว่า
ในปัจจุบันทางกทม.ได้ปรับปรุงหน่วยงานร้องทุกข์หรือแก้ปัญหาต่างๆ
ประการต่อมา คือ งานที่จัดขึ้นในวันนี้ในสภาผู้บริโภค อย่างกรณีคุณรัตนาได้สะท้อนให้เห็นการเอาเปรียบของผู้สร้างบ้านจัดสรร
และปัญหานี้ได้กลายเป็นปัญหายืดเยื้อ นอกจากรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีการตั้งองค์การบริโภคแล้ว
ทางกทม.จะจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคของกรุงเทพฯเอง
โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวกับผู้บริโภคหลายหน่วยเข้าร่วม หากมีการจัดสภาอย่างนี้ขึ้นอีกทางกรุงเทพฯจำให้การสนับสนุน
ปัญหาส่วนบุคคลที่ถูกละเมิด เช่น ซื้อบ้านไม่ได้บ้านหรือได้บ้านที่ไม่มีมาตรฐาน
โครงสร้างต่ำกว่ามาตรฐาน บ้านทรุด ความปลอดภัยในอาหาร การปนเปื้อนสารพิษในเนื้อสัตว์
พืชผัก นิ้วในแหนมหรืออาหารจากผลิตภัณฑ์ดัดแปรงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ)
หรือปัญหาของผู้ประกอบการที่ขาดสำนึกรับผิดชอบ เช่น รถยนต์ที่มีมาครฐานต่างกันทั้งที่เป็นรุ่นเดียวกัน
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่นำเข้ามาขายราคาถูกแต่ไม่มีคุณภาพ โรงพยาบาลที่เข้าตลาดหุ้นและแสวงหาแต่กำไร
จึงสรุปข้อร้องเรียนของผู้บริโภคต่อมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ระหว่างปี 2542-2547 จำนวนทั้งสิ้น 1173 กรณี เป็นกรณีร้องเรียนเรื่องที่อยู่อาศัย
ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน อาคารชุดจำนวนทั้งสิ้น 226 กรณี คุณภาพงานบริการ
จำนวน 357 กรณี สาธารณสุข จำนวน 187 กรณี มาตรฐานผลิตภัณฑ์ จำนวน
110 กรณี สาธารณูปโภค จำนวน 57 กรณี หนี้สินผู้บริโภค จำนวน
46 กรณีและอื่นจำนวน 190 กรณี
หลายกรณีที่ผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้สิทธิ
แต่กลไกในการแก้ปัญหาและคุ้มครองผู้บริโภคที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถช่วยเหลือได้
กลับสร้างความทุกข์ซ้ำซ้อนให้กับผู้บริโภคอีก ในสภาครั้งแรกแห่งนี้จึงมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลรีบดำเนินการจัดตั้งองค์การอิสระผู้บริโภค
เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบการสนับสนุนการคุ้มครองที่สมบูรณ์ สามารถป้องกันปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้มีการตั้งศาลผู้บริโภคที่สามารถฟ้องร้องแบบรวมกลุ่มได้
หรือแม้กระทั่งการตั้งกองทุนเยียวยาผู้บริโภคที่ถูกเอาเปรียบได้รับความเดือนร้อนในขั้นต้น
ทางรัฐบาลต้องสนับสนุนให้เกิดเวทีสภาผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลบอกว่า ประชาชนต้องเรียนรู้กฎหมายเบื้องต้น ณ
วันนี้ประชาชนรู้กฎหมายแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ
ปลาใหญ่ตัวสีดำจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้ประกอบการ ที่ไล่เขมือบปลาน้อยมา
8 ปีเต็ม แต่ก้าวย่างนับแต่นี้ ผู้บริโภคหรือปลาน้อยจะกลายเป็นปลาฝูงใหญ่ไล่ต้อนและเอาผิดกับผู้ประกอบการบ้าง
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
28 เมษายน 2548
|