เขื่อน รูปแบบการพัฒนา เพื่อใคร?

27-28 สิงหาคม 2547 สมัชชาคนจนและเครือข่ายเขื่อนทั่วประเทศร่วมงานสัมมนา ”เขื่อนกับสิทธิชุมชน” ณ. ห้องประชุม 101 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และยื่นข้อเรียกร้องต่อ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง ผู้แทนรองนายกฯ จาตุรนต์ ฉายแสง เร่งรัดคำตอบร่วมหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเขื่อน ภายใน15 วัน ซึ่งภายในงาน กลุ่มชาวบ้านร่วมสะท้อนปัญหาที่เกิดจากการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างไม่ผ่านการมีส่วนร่วมและคำนึงถึงผลกระทบโดยเฉพาะ วิกฤตการแย่งชิงทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ ทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ ยายไฮ ขันจันทา คนทุบเขื่อนห้วยละห้า ได้รับเกีรยติให้กล่าวเปิดงานถึงความทุกข์ยากจากผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในหลายแห่งที่ทำให้ต้นทุนทางสังคมขาดหายจนไม่อาจจะมีชีวิตที่ดีได้ แกย้ำว่า ทรัพย์สมบัติที่แกเคยมีสูญหายไปกับการเดินทางเรียกหาความเป็นธรรมตลอดห้วง 27 ปี ที่ผ่านมา “เขื่อน บาดหัวใจของพวกเรา ชุมชนต้องแตกแยกด้วยข้อมูลจากรัฐร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น”

ทางด้าน อาจารย์ ยงยุทธ จรรยารักษ์ ภาควิชาพืชศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง วัฒนธรรมชุมชนในโลกของเทคโนโลยีอันทันสมัยว่า “วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เทคโนโลยีแต่เป็นชีวิต โลกในยุคก่อนสอนให้คนสมถะดังคำขวัญที่ว่า การประหยัดเป็นสมบัติของผู้ดี แต่ปัจจุบันกลับมีวิธีคิดแบบเครดิต โลกาภิวัตน์ทำให้การคมนาคมเชื่อมต่อกันและครอบงำความคิดของมนุษย์ให้เอาชนะธรรมชาติ น้ำห้ามขึ้นห้ามลง ห้ามท่วมและห้ามแห้งแล้ง ไม่ปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติกลับไปควบคุมและเน้นหนักไปในทางเทคโนโลยีอันซับซ้อนซึ่งเป็นตัวทำลายโลก

”อาจารย์ ยงยุทธ ทิ้งท้ายถึงค่านิยมของคนไทยสมัยก่อนว่าเมืองไทยไม่ใช่เป็นประเทศที่ร่ำรวย แต่มีความอุดมสมบูรณ์ เมืองไทยไม่ใช่ประเทศที่ยิ่งใหญ่แต่มีความมั่นคง เมืองไทยไม่ได้เคร่งครัดในระเบียบแต่รวยรอยยิ้ม เมืองไทยไม่มีความรู้มากมายแต่กลับอุดมไปด้วยภูมิปัญญา เมืองไทยอาจจะไม่ทันสมัยหากแต่มีความสุข อาจารย์ ยงยุทธ กล่าวย้ำ

ในมิติการจัดการทรัพยากร อาจารย์ รตยา จันทรเทียร ประธานกรรมการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวถึงทรัพยากรว่าเหมือนกับครอบครัวของเรา “ดิฉัน คิดว่าเราต้องค้นให้พบว่า น้ำที่ได้มาจากป่าแต่ละปีมีเท่าไรหรือพลังงานก็มีข้อจำกัดอย่างไร โครงการขนาดใหญ่ซึ่งใช้ต้นทุนน้ำและพลังงานอันรวมไปถึงต้นทุนในกระเป๋าของคนทั้งประเทศจึงจะจำเป็นต้องกระทำอย่างรอบคอบ ถึงตอนนี้ประเทศไทยควรหยุดและมองตัวเองสักครั้งว่าเราจะวิ่งไปบนถนนสายใด ระหว่างอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม” อาจารย์ รตยา ทิ้งคำถามถึง โครงการเขื่อน ที่มีการสร้างไปแล้วจะต้องมีการประเมินใหม่ทั้งหมด

ในอีกมิติหนึ่งเขื่อนกับความเกี่ยวข้องทางการเมือง คุณหาญณรงค์ เยาวเลิศ เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชฯกล่าวไว้ในเวทีเสวนาอย่างน่าสนใจว่า “แรกเริ่มเดิมที เขื่อน เกิดจากการเข้ามาตั้งฐานทัพของอเมริกาในประเทศไทยเพื่อผันเอาน้ำไปใช้ในฐานทัพสัตหีบ ตั้งแต่นั้นมา ทุกลุ่มน้ำในประเทศของเราจึงถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สร้างเขื่อน

“เขื่อนแรกของไทย คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิตต์หลังจากนั้นก็เป็นเขื่อนสิริธร และอื่นๆ สิ่งสำคัญ พบว่า การสร้างเขื่อนเกิดจากหน่วยงานที่ล้วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองทั้งสิ้น ตั้งแต่ กรมการพัฒนาหรือกรมพลังงานแห่งชาติในขณะนั้นหรือเขื่อนสิริธร มีการผันงบมาจากประเทศญี่ปุ่นจนเกิดพื้นที่น้ำท่วม กว่า180,000ไร่ หากผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียง 36 เมกกะวัตต์”

คุณหาญณรงค์ย้ำว่า “ยุคการสร้างเขื่อนที่รุ่งเรือง คือ ช่วงเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่1 พ.ศ.2504 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและผันน้ำเพื่อการเกษตรแผนใหม่ อย่างเช่นแก่งเสือเต้น ถูกเสนอให้สร้างถึง 2 ครั้ง โดยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร สมัยนั้น คือ คุณณรงค์ วงศ์วรรณ หรือโครงการโขง ชี มูล ก็ถูกเสนอสร้างโดยรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ ผันงบประมาณกว่า 2 แสนล้านหมายความว่า ในทุกโครงการเขื่อนมีการเหมาช่วง อย่างเช่น เหตุผลใหญ่ในการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นที่บอกว่าเพื่อป้องกันน้ำท่วมทั้งที่มีเขื่อนสิริกิตต์ที่ใหญ่กว่าและจุน้ำได้มากกว่ารองรับอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่า น้ำก็ยังคงท่วมทุกปี”

“โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ นโยบายการจัดการน้ำ คือ อะไร กรมชลประทานเป็นหน่วยงานแรกๆที่คิดเรื่องการสร้างเขื่อนตั้งมาเกือบจะ106 ปีในปีนี้ แต่ถามว่ากว่าร้อยปีที่ผ่านมากรมชลประทานแก้ปัญหาชลประทานได้มากน้อยแค่ไหน ทุ่งกุลาร้องไห้ ไม่ได้มีระบบชลประทาน แต่สามารถผลิตข้าวได้โดยใช้ระบบน้ำฝน นักการเมืองกำลังทำอะไร” หาญณรงค์ เยาวเลิศ ย้ำทิ้งท้าย

ในประเด็นสุดท้าย อาจารย์ สุริชัย หวันแก้ว พูดถึง มิติเขื่อนกับผลกระทบทางสังคมด้วยการกล่าวถึงรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ไม่ได้สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมที่จริงจัง ”ผมจำได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเน้นไปที่การสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นแต่วันนี้วิถีทางการเมืองยังคงคับแคบ การเมืองกลายเป็นเรื่องของนักการเมืองหรือของบริษัทเอกชน ไข้หวัดนกถูกหาทางออกเพื่อคุ้มครองบริษัทเอกชนบริษัทหนึ่ง ถามว่า การเมืองเป็นเรื่องของใคร เมื่อการเมืองไม่ได้รับใช้และเชื่อมโยงเข้ากับปัญหาสังคม”

อ.สุริชัย อธิบายต่อว่า เขื่อน ในบริบทปัจจุบันกว้างมาก ความคิดเรื่องเขื่อนรุกล้ำเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้าน ทำลายพื้นฐานการยังชีพอย่างไม่เห็นทางออก สภาพการเช่นนี้ ประชาชนในสังคมของเรากลับไม่เห็นว่า การสร้างเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้านทำให้เกิดผลอย่างไรในภูมิภาค เราต้องก้าวข้ามความหมายของคำว่าเอาหรือไม่เอาเขื่อนและมิติเรื่องพรมแดนออกไป ถามว่าใคร คือ ผู้เสียสละ เราได้น้ำได้ไฟฟ้ามาจากไหน คนในเมืองจำนวนมากมายไม่ได้รู้สึกเรื่องนี้ โจทย์ใหญ่ไม่หมายเฉพาะเรื่องการสร้างหรือไม่สร้างเขื่อน หากในหลายกรณี เราต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า ใคร คือ ผู้เดือดร้อน”

“ปัจจัยสี่ อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัย คือ ปัจจัยพื้นฐาน ไม่ว่าในบริบททางสังคมแบบไหนแต่ปัจจุบันปัญหาของโลกไม่ใช่การขาดแคลนอาหาร หากเป็นเรื่องการผูกขาดการผลิตเอาไว้ที่คนกลุ่มเดียว อาจารย์สุริชัยกล่าวต่อว่า “โลก คิดว่า วิทยาศาสตร์จะช่วยให้เรามีอาหารเหลือเฟือ หรือช่วยให้เรามียารักษาโรคที่แบ่งสรรกันอย่างทั่วถึง แต่การณ์กลับกลายเป็นว่ากระบวนการเหล่านี้ได้รับการผูกขาดโดยบรรษัทค้าธัญญาหารข้ามชาติ กระบวนการการพัฒนาที่ผ่านมากลับสร้างเฉพาะความล้มเหลวในการจัดการทรัพยากรและทำลายพืชพันธุ์พื้นบ้าน”

เราไม่อาจจะแก้ไขสิ่งใดได้ หากเราไม่เร่งสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมในทุกระดับสังคม ในทุกระดับนโยบายการพัฒนาไม่อาจจะพูดถึงเขื่อนได้โดยไม่แตะต้องไปถึงผลกระทบทางสังคม อ.สุริชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องชี้ขาดความกว้างขวางของระบบการพัฒนาที่ยั่งยืน


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

2 กันยายน 2547