ฟังแนวคิด ‘พรรคที่..สาม พรรคประชาชน’

กลางเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการเผยแพร่และส่งเสริม งานพัฒนา(ผสพ.) ร่วมกับสถาบันประชาวิทยาลัย(สปว.)และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.)จัดการประชุมเวทีทางวิชาการ ‘ทิศทางไท’ ครั้งที่ 1 ประเด็น การตั้งพรรคทางเลือกที่ 3 เพื่อการปฎิรูปการเมืองไทย ณ ห้องประชุม ผสพ. โดยมีนักคิด นักกิจกรรมทางสังคม นักวิชาการ นักพัฒนา และสื่อมวลชน เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนในครั้งนั้น ร่วม 40 คน

พิทยา ว่องกุล ประธาน ผสพ. กล่าวถึงที่มาของการจัดเวทีทิศทางไท ว่า ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมไทยถูกครอบงำด้วยข้อมูลข่าวสารด้านเดียวจากรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ควบคุมสื่อแทบทั้งหมด ข้อมูลต่าง ๆ ที่ออกมาบอกเพียงด้านดีไม่เปิดเผยข้อมูลเชิงผลกระทบโดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจใดใดขณะที่นักวิชาการ นักพัฒนาหลายส่วนที่ติดตามสถานการณ์กลับไม่มีเวทีนำเสนอความรู้แก่ประชาชนได้อย่างเพียงพอ การจัดเวที ทิศทางไทจึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยสร้างข้อมูลข่าวสารเสนอประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญ แก่ประชาชนการจัดเวทีครั้งที่ 1 นี้ เริ่มด้วยประเด็นที่มีการกล่าวถึงกันมากในสังคมไทยขณะนี้ คือ การตั้งพรรคทางเลือกที่สามหรือพรรคการเมืองของประชาชน โดยจะเป็นการให้ข้อมูลถึงแนวคิด ที่มา กระบวนการและความเป็นไปได้จากนักวิชาการ นักพัฒนาและผู้มีประสบการณ์หลายท่าน

คณิน บุญสุวรรณ พูดถึงแนวทางของพรรคทางเลือกของประชาชน ในภาวะการเมืองขณะนี้ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการสร้างพรรคการเมืองทางเลือกของประชาชนเพราะสถานการณ์การเมืองอยู่ในขั้นวิกฤต ระบบการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุค “ระบบพรรคเดียว” ภายใต้การนำของนักการเมืองที่มีบุคลิก วิธีคิด และการจัดการประเทศแบบที่เรียกว่า ‘ทักษิโณมิกส์’ ขณะที่ภาคประชาชนเกือบจะไม่มีพื้นที่หรือไม่มีเวทีที่จะสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนได้เลย ทั้งนี้การสร้างพรรคทางเลือกของประชาชนจะสำเร็จได้ต้องไม่ติดกับดัก “สร้างพรรคเพื่อสร้างอำนาจ” ตามความเชื่อที่ว่า จะช่วยเหลือประชาชนและแก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้ต้องมีอำนาจอยู่ในมือเสียก่อน ทั้งนี้พรรคทางเลือกของประชาชนต้องยึดถือสโลแกนว่า ‘ประชาชนสร้างพรรค พรรคสร้างชาติและสร้างประชาชน’ พร้อมกับความมุ่งมั่นทำการเมืองให้เป็นสีขาว ยึดถือความถูกต้อง สะอาดหมดจด โปร่งใสและสุจริตในการทำงานทุกขั้นตอนเพื่อให้พรรคการเมืองภาคประชาชนและองค์กรทางการเมืองภาคประชาชนแข็งแกร่งและมั่นคงเพียงพอในการรองรับสถานการณ์หรือวิกฤติทางการเมือง

“7 ปีที่ผ่านมา การเมืองภาคประชาชนถึงทางตันไม่ว่าในแง่การสร้างอุดมการณ์และการเป็นที่พึ่งของประชาชน มันถึงทางตันจริง ๆ ถ้าไม่มีองค์กรที่มีความชอบธรรมรองรับ เพราะฉะนั้น ต้องสร้างพรรคการเมืองขึ้นมาทำงานรณรงค์ให้คนยอมรับยังไม่ต้องสนใจการลงสมัครรับเลือกตั้งแต่มุ่งดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเพื่อสะท้อนเจตนารมย์ของประชาชนโดยไม่จำเป็นต้องมี สส.ในสภาเลยก็ทำได้ ทุกวันนี้แม้องค์กรทางการเมืองภาคประชาชนจะทำอยู่แล้วแต่ถ้านำมาทำในนามพรรคการเมืองความชอบธรรมมันมีสูงกว่า การตั้งพรรค คือ การสร้างกระบวนการของประชาชน นำเครือข่ายมาเชื่อมโยงกัน”

พิภพ ธงไชย นำเสนอถึง กระบวนการการเคลื่อนตัวของขบวนประชาชนในรอบ 25 ปี นั้น เป็นการเคลื่อนตัวทางการเมืองมาโดยตลอด เพียงแต่ว่า การเคลื่อนตัวนั้นไม่ได้เคลื่อนตัวในนามพรรคการเมือง ขบวนการภาคประชาชนได้สร้างวาทกรรมใหม่ให้กับสังคม สร้างนโยบายให้ปรากฏเป็นวาระประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเรื่องประชาธิปไตย เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อมและพลังงาน ทรัพยากร ชุมชนแออัด แรงงาน ผู้หญิง ผู้บริโภค สุขภาพ เอดส์ การศึกษา และสื่อภาคประชาชน ซึ่งนโยบายเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่นโยบายลอย ๆ อยู่ในเอกสารเท่านั้นแต่ปรากฏว่าได้มีการนำนโยบายต่าง ๆ นี้ไปสร้างวิถีชีวิตใหม่ให้สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น การรักษาโรคโดยธรรมชาติ เกษตรธรรมชาติ ชุมชนใหม่ การศึกษาใหม่ ชีวิตทางเลือก การรวมทุนใหม่ การผลิตและตลาดใหม่

“คำถามที่ถกเถียงกันมาก คือ ถึงเวลาหรือยังที่การเคลื่อนตัวของภาคประชาชนจะเคลื่อนตัวเข้าไปในพื้นที่อีกพื้นที่หนึ่ง คือ พื้นที่พรรคการเมือง หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าแล้วจะเป็นการซ้อนเหลื่อมกับการเคลื่อนตัวแบบเดิม หรือไม่ ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องคิดแก้ปัญหานี้ให้ออก พรรคการเมืองทางเลือกใหม่จะต้องไม่ไปทำลายการเคลื่อนตัวของการเมืองภาคประชาชน ไม่ทำลายจุดแข็งแต่ควรจะขจัดจุดอ่อน ของกระบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนหรือองค์กรพัฒนาเอกชน ได้ด้วย รวมทั้งตั้งเป้าหมายสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบพรรคการเมืองในสังคมไทยปัจจุบันให้ได้ในอีก 15 ปี ข้างหน้า”

ประชา หุตานุวัตร ร่วมแสดงความเห็นในลักษณะเป็นเสียงค้าน แบบเพื่อน โดยกล่าวถึงประเด็นการตั้งพรรคการเมืองทางเลือกที่สามจะช่วยขบวนประชาชนให้เข้มแข็งหรืออ่อนแอลง ว่า จากตัวอย่างที่เห็นเมื่อขบวนประชาชนกลายไปเป็นพรรคการเมืองแล้ว พลังหรือความกระตือรือร้นส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่พรรคการเมืองมากกว่าไปอยู่ที่ภาคประชาชน นี่คือ จุดอ่อนที่ต้องแก้ไขให้ได้ นอกจากนี้ ในปัจจุบันกระบวนการประชาชนยังอ่อนแอ การตั้งพรรคการเมืองต้องการผู้นำในส่วนต่าง ๆ ที่เข้มแข็ง ความคิดเรื่องนี้ยังเป็นความคิดที่อยู่ในวงจำกัดไม่กระจายในสาธารณะจึงยังน่าห่วงที่จะตั้งพรรคขึ้นมาในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม หากมีเป้าหมายในการสร้างพรรคขึ้นเพื่อให้ประชาชนและองค์กรประชาชนเข้มแข็ง คำถาม คือ วิธีการตั้งพรรคเป็นวิธีที่ดีกว่าวิธีอื่นจริงหรือไม่ มีวิธีอื่นที่จะทำให้ประชาชน เข้มแข็ง ได้หรือไม่

“ลักษณะธรรมชาติ ของพรรคการเมือง คือ มันเป็นส่วนหนึ่งของอัตตาร่วม ความเห็นแก่ตัวร่วม พอตั้งพรรคการเมืองก็จะเป็นการเห็นแก่ตัวร่วมของกลุ่มหรือพูดให้สวย ๆ คือ ตัวแทนผลประโยชน์ ดังนั้น ต้องคิดให้ชัดว่าธรรมชาติเช่นนี้มีข้อจำกัดหรือมีข้อดีอย่างไรในการใช้พรรคการเมืองเพื่อนำไปสู่สังคมอุดมคติที่เรา ซึ่งมีประสบการณ์จากหลายแห่งทั่วโลกที่ไม่สามารถไปให้พ้นจากความเห็นแก่ตัวแบบนี้ได้ เมื่อประชาชนรู้สึกว่ามีตัวแทนของพรรคก้าวหน้ามาแทนแล้ว การมีส่วนร่วมอย่างจริงจังจะขาดหายไป การเมืองท้องถนน คือ ศักดิ์ศรีของประชาชนเพราะเป็นการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การเมืองท้องถนนไม่ได้ด้อยค่ากว่าการเมืองในรัฐสภา ปัญหา คือ ขณะการเมืองท้องถนนเพิ่มเรื่อย ๆ แต่รัฐพยายามลิดรอนโดยใช้สื่อเป็นเครื่องมือ ลดความชอบธรรม เป็นการช่วงชิงพื้นที่ความชอบธรรมทางสังคมซึ่งเป็นปัญหาว่าเราจะทำอย่างไรให้เข้มแข็งขึ้นมากกว่า”

อาจารย์ บัณฑร อ่อนดำ เสนอว่า ประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ อุดมการณ์ของพรรคการเมืองภาคประชาชนที่ต้องดูให้ชัดถามให้แน่ว่า องค์กรภาคประชาชน พร้อมหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน เราต้องให้มองไปที่ท้องถิ่นเป็นหลัก วิเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ ให้ชัดเจนก่อนที่จะมาร่วมกันตั้งเป็นพรรคการเมือง

อาจารย์ บรรเจิด สิงคเนติ ให้ข้อคิดว่า สังคมไทยตั้งแต่อดีต 70 ปี มาถึงปัจจุบันอยู่ในวงจรการเมืองที่วนไปซ้ำมา ภาคประชาชนที่มีอยู่นั้นทำหน้าที่ค้านและต้านความไม่ชอบธรรมเป็นวาระ ๆ ไป ซึ่งเมื่อเกิดวิกฤต สังคมไทยกลับไม่มีพรรคการเมืองที่มาจากภาคประชาชนที่แท้จริงเข้าไปทำงานและใช้อำนาจรัฐ

“การต่อสู้ข้างถนน ทำได้เพียงไม่ให้เกิดสิ่งเลวร้ายขึ้นแต่ก็ไม่สามารถทำให้อุดมการณ์ไปถึงเป้าหมายได้ เราอาจจะปฎิเสธไม่ให้เกิดการสร้างเขื่อนได้ แต่เรายังไม่สามารถทำให้ระบบเกษตรกรรมทางเลือกเข้าครอบงำระบบเกษตรได้ครบวงจร เอ็นจีโอ มีอุดมการณ์ มีเป้าหมาย แต่เรายังต่อสู้ไปไม่ถึงและหากไม่มีการแก้กติกาหรือโครงสร้างรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ เราจะไม่มีทางเอาชนะ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนว่าพรรคใดได้เสียงข้างมากได้เป็นรัฐบาล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แค่กลุ่มทุนชาติที่มีอยู่รวมตัวกันเราก็แพ้แล้วต้องคิดให้ดีถึงรูปแบบการทำงาน การวางบทบาทที่ไม่ซ้อนทับกันระหว่างพรรคการเมืองกับเอ็นจีโอ ควรทำให้เกิดการส่งเสริมประโยชน์แก่ภาคประชาชน กำหนดอุดมการณ์ หลักการแก้ปัญหาในประเด็นต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม”

สมศักดิ์ โกศัยสุข มองว่า การตั้งพรรคการเมืองภาคประชาชนมีความจำเป็น ซึ่งต้องดูว่าอย่างไร เมื่อไร แค่ไหนให้ชัดเจน ส่วนประเด็นความห่วงใยเรื่องการซ้อนทับกันกับเอ็นจีโอและภาคประชาชนนั้คิดว่าไม่น่าเป็นห่วง กลุ่มที่สนใจตั้งพรรคการเมืองก็ทำหน้าที่กันไป ขณะที่สหภาพแรงงาน เอ็นจีโอ อื่น ๆ ก็ต้องมีอยู่และอย่าเรียกว่าพรรคทางเลือกที่สามแต่ควรเรียกว่าพรรคที่ประชาชนพอจะมีความหวังได้ ทั้งนี้ ควรเสนอเป้าหมายที่แตกต่าง ที่นำประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง เข้าไปทำหน้าที่จัดการอำนาจรัฐ “การเริ่มต้นอาจจะดูยาก หนัก ต้องปักเสาด้วยไม้ที่แข็งแต่หากหลักการที่แน่นอนแล้วมันจะพัฒนาไปได้ในอนาคตที่สำคัญ คือ พรรคการเมืองต้องให้การศึกษาภาคประชาชนอย่างทั่วด้าน”

รสนา โตสิตระกูล พูดถึงสิ่งสำคัญถ้าจะมีพรรคเพื่อประชาชนจริง ๆ คือ คุณภาพภายในของแต่ละคนที่จะเข้าไปทำงานพรรคการเมือง ต้องมีอุดมคติ มีความเป็นธรรมอย่างแท้จริงส่วนของเอ็นจีโอและประชาชนที่ทำงานส่วนต่าง ๆ ควรมีความเชื่อมโยงกันแต่ไม่ควรอยู่ในวงเดียวกัน “การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในเชิงการตรวจสอบต่าง ๆ มีความจำเป็น เชื่อว่า หากทำงานกันอย่างจริงจัง ทำให้ประชาชนเห็นว่าเป็นของจริง ความนิยมชมชอบจะตามมาเอง”

อาจารย์ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวถึง พลังซึ่งจะนำมาสร้างพรรคในวันนี้เป็นพลังที่ควรจะต้องถูกออกแบบโดย 2 ส่วน ส่วนแรก คือ พลังคนจนผู้ด้อยโอกาสทั้งมวล ส่วนที่สอง คือ พลังก้าวหน้าในสังคมไทยถือเป็นพรรคที่ผิดแผกไปจากพรรคอื่นซึ่งก่อกำเนิดจากระบบทุน หาก 2 กลุ่มนี้รวมกันได้เชื่อว่าพรรคนี้จะไปไกลมาก

“ผมคิดว่า ควรตั้งพรรคการเมืองเพื่อกอบกู้เอกราชทางเศรษฐกิจจะมีความหมายมากเพราะฉะนั้นหัวข้อใหญ่ในแนวทางของพรรค คือ เอกราชทางเศรษฐกิจให้เป็นกระบวนการผสมผสาน เช่น ขบวนการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ ขบวนการต่อต้านนโยบายสร้างชาติทางเศรษฐกิจในระดับโครงสร้าง”

เดช พุ่มคชา กล่าวถึง ภาคประชาชนต้องมีพรรคการเมืองและเป็นพรรคการเมืองเชิงอุดมการณ์ สร้างทางเลือกให้สังคม แม้ว่าภาพขององค์กรพัฒนาเอกชนจะค่อนข้างลบในสังคมแต่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนก็มีผู้ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด สื่อมวลชนให้ความสนใจเพราะเอ็นจีโอมีมิติทางการเมือง ”การตั้งพรรคต้องค่อย ๆ เริ่มสะสมความคิด เคลื่อนไหวจนสมาชิกสุกงอมจึงประกาศสู่สาธารณะ สำหรับช่วงนี้เราต้องหาคนกลุ่มหนึ่งที่ปฏิเสธอำนาจรัฐเด็ดขาดแต่ไม่ปฏิเสธการเคลื่อนไหวภาคประชาชน”

ท้ายที่สุด ประเด็นร่วมในที่ประชุมให้ความหมายตรงกันว่าการเมืองที่ดีในอุดมคติยังไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยถึงแม้ว่าจะมีการพูดถึงอุดมการณ์นี้มาตั้งแต่ปี 2475 จนถึงวันนี้ รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่ภาคประชาชนในหลายด้าน การเมืองในวันนี้เป็นการเมืองที่เกิดขึ้นจากการรวมกันของทุนชาติที่พัฒนาขึ้นมาจาก 10 ตระกูลใหญ่ เข้ายึดกุมประเทศไทย โดยสร้างจินตนาการมากมายให้เกิดขึ้นกับสังคมไทยด้วยนโยบายต่าง ๆ จนสามารถควบคุมการเมืองได้เกือบจะเบ็ดเสร็จ ขณะเดียวกันสื่อมวลชนก็ทำงานได้อย่างมีข้อจำกัดทำให้ทุกคนคิดว่าทักษิณและพรรคพวกเป็นนักการเมืองที่ชาญฉลาดมาก ขณะเดียวกันประชาชนยังไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญที่พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการผลักดันและการค้นหารูปแบบเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนของฝ่ายก้าวหน้ายังไม่เห็นรูปธรรมใหม่ ๆ วิถีชีวิตใหม่ ๆ ที่ชัดเจนและยังไม่เป็นที่ขานรับของประชาน ขณะนี้ ขบวนการคนยากจน ขบวนการคนก้าวหน้ามีอยู่แต่กระจัดกระจายและต่างคนก็ต่างอ่อนแอทั้งสิ้น

ภาพโดยรวม ของการประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าพรรคเป็นสิ่งจำเป็น ไม่มีใครคัดค้านว่าจะต้องมีที่เพิ่มอำนาจประชาชนด้วยการทำงานเคลื่อนไหวในเชิงอุดมการณ์ของประชาธิปไตยที่เพิ่มอำนาจประชาชนและส่งเสริมการเคลื่อนไหวของกลุ่มก้าาวหน้าด้วย ในขณะที่ประชาชนกำลังฝากความหวังไว้กับรัฐบาลทักษิณ การนำเสนอโนญบายต้องเป็นรูปธรรมพอสมควรและคำนึงถึงนโยบายที่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจของคนยากคนจนซึ่งเป็นรากฐานหลักของสังคมและเศรษฐกิจชาติ คนยากจนควรจะได้สิทธิในเรื่องคุณภาพชีวิต ไม่ว่าจากที่ดิน ทรัพยากร การคิดไตร่ตรองด้วยความชัดเจนเพื่อการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนต่อไป

ประชาธิปไตย แบบรัฐบาลทักษิณซึ่งมีความสัมพันธ์กับกลุ่มทุนนั้นจำเป็นจะต้องมีระบอบคานอำนาจพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันล้วนแล้วแต่อยู่ในหลุมดำ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงมีแต่แนวทางที่จะสร้างอำนาจประชาชนภายใต้การร่วมมือของขบวนการก้าวหน้าและขบวนการคนจน รวมทั้งแรงงานพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อสร้างการเมืองสีขาวที่เชิดชูอุดมการณ์ประชาธิปไตยเพื่อเพิ่มอำนาจประชาชน


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org
เรียบเรียงจาก ประชาทรรศน์ จดหมายข่าวองค์กรภาคประชาชน

27 ตุลาคม 2547