ชาวบ้านพูด "จัดการน้ำตะวันออก สนองอุตสาหกรรม"

หากลองมาไล่เรียงข้อมูลถึงภาวะขาดแคลนน้ำของประเทศไทยดูจะเป็นเรื่องที่หนักขึ้นทุกปี ๆ ดูจากสถิติที่กรมชลประทานและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประเมินต่อปีเฉพาะภาคตะวันออก (ชลบุรีและระยอง) การขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ (โดยเฉพาะมาบตาพุด) ทำให้ความต้องการปริมาณน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

จากสถิติการใช้น้ำของกรมชลประทานในเขตภาคตะวันออก พื้นที่ชลบุรีและระยองมีความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว ในระยะเวลา 5 ปี (2544-2548) ขณะที่ภาวะแล้งกระหน่ำซ้ำทำให้เหตุการณ์บานปลายกลายเป็นวิกฤตการณ์หนักจนรัฐยินยอมผ่านนโยบายให้เอกชน (บริษัท อีสต์ วอเตอร์ ประเทศไทย) เข้ามาจัดการ

เริ่มตั้งแต่การดำเนินการในโครงการวางท่อส่งน้ำจากแม่น้ำระยอง-มาบข่า, การวางท่อผันน้ำจากแม่น้ำระยองเข้าสู่คลองทับมาและคลองน้ำหูเพื่อส่งต่อน้ำเข้าสู่ระบบท่อในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและอื่น ๆ มาตรการเหล่านี้ล้วนเป็นมาตรการที่กระตุ้นให้เกิดการผันเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมที่รัฐบอกว่า "สามารถเพิ่มปริมาณน้ำให้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมได้มากกว่า 2.2 ล้านลูกบาศก์เมตร"

สมสิต พัดทิม ชาวสวนยางบ้านเขาผักกูด หมู่ 6 ต.กระแสบน อ.แกลง จ.ระยอง ชาวบ้านปลายโครงการอ่างเก็บน้ำกระแสบนสะท้อนนโยบายการจัดการน้ำของรัฐว่า "รัฐบาลโกหกตั้งแต่เรื่องเขื่อนกระแสบนแล้ว (ชื่อที่ชาวบ้านเรียก โครงการอ่างเก็บน้ำกระแสบน) แรก ๆ ก็บอกว่าทำโครงการเพื่อเป็นประโยชน์แก่ภาคเกษตรแต่ดู ๆ แล้วผมว่ามันท่าจะไม่ใช่เพื่อชาวบ้านเสียแล้ว"

"จนวันนี้จะมีการจัดการผันน้ำเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม นโยบายการผันน้ำภาคตะวันออกก็ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าทำไปเพื่อใคร?” คุณลุงสมสิตย้ำหนักแน่นว่า "ชาวบ้านถูกหลอกตั้งแต่เริ่มสร้างเขื่อนทำให้ชาวบ้านไม่แน่ใจเพราะหากว่ากันตามจริงชาวบ้านหมู่ 6 ยังเดือดร้อนเรื่องน้ำแล้งสาหัสมา 2 ปีแล้วถึงวันนี้ยังต้องซื้อน้ำมาทำไร่ทำสวน ซื้อน้ำมากินใช้ แล้งจนน้ำคลองขอดแล้วยังจะวางท่อกักน้ำเอาไว้ไม่ปล่อยแต่กลับจะผันน้ำเข้ามาบตาพุด"

"อีสต์ วอเตอร์ ซื้อน้ำเอาไว้ทั้งหมดในราคายูนิตละ .5 สตางค์แล้วขายต่อ 12 บาท ตกลงเป็นว่าในอนาคตชาวบ้านต้องซื้อน้ำใช่ไหม หากต้องซื้อจะซื้อในเกณฑ์เท่าไรก็ยังไม่มีใครรับประกัน ปกติใช้น้ำลำคลองสาธารณะ ฤดูฝนก็จะมีน้ำใต้ดินซึมเอ่อออกมาให้ใช้สอยตามธรรมชาติซึ่งน้ำเหล่านี้จะถูกดูดถูกกักแล้วนำมาขายให้ชาวบ้าน"

คุณลุงสมสิตยังได้อธิบายให้แก่ ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ฟังว่า "โครงการนี้จะติดตั้งเครื่องเจาะบาดาล ดูดเอาน้ำใต้ดินผ่านระบบท่อ (เจาะจากโครงการอ่างเก็บน้ำกระแส) ไหลผ่านท่อไปพักเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำดอกกลายและอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลก่อนจ่ายไปตามโรงงานต่าง ๆ ที่ตกลงซื้อ" สำหรับเส้นทางตามแนวท่อที่กำลังก่อสร้างขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 30 กิโลเมตร (โดยประมาณการของลุงสมสิต)

จนถึงวันนี้ยังไม่มีการชี้แจงและสร้างความชัดเจนใดใดจากภาครัฐ ยิ่ง อีสต์ วอเตอร์ คุณลุงสมสิตบอกว่ายิ่งไม่เห็นมาทำความเข้าใจและสำทับในประโยคต่อมาว่า "ความจริงประเทศของเราผลิตสินค้าจากเกษตรกรรมส่งออกได้มากเหมือนกันแต่ทำไมรัฐเค้าไม่สนับสนุนเราก็ไม่รู้"

ทางด้านคุณพ่อ หยุด สนิท ชาวประมงผู้หาปลามากว่า 20 ปี ในอ่างเก็บน้ำกระแส เล่าว่า "ลำน้ำกระแสกับลำน้ำประแสร์เป็นลำน้ำสายเดียวกัน ตะก่อนเรียกกระแสทั้งหมดชื่อมันซ้ำกันจึงเรียกเป็นกระแสกับประแสร์ ก่อนจะมีอ่างพื้นที่นี้เป็นป่าดงดิบ ลำน้ำประแสร์จะไหลเชี่ยวมากในฤดูฝน" คุณพ่อสนิทเล่าต่อไปว่า "ตั้งแต่เริ่มสร้างอ่างกระแสรัฐบาลบอกว่าสร้างเพื่อสนับสนุนกิจกรรมการเกษตร แต่ดูไปดูมาแล้วพ่อว่ามันไม่ใช่เสียแล้ว"

"ดูท่าต่อไปคนแถบนี้จะไม่ได้ใช้น้ำ ยิ่งได้ข่าวว่าจะเกิดโครงการผันน้ำเข้าสู่อุตสาหกรรมมาบตาพุดก็ยังไม่มีการชี้แจงหรือการรับประกันว่าจะทำเพื่อเกษตรกร-เพื่อประชาชน แต่จากการไปประชุม(2สิงหาคม 48) พ่อคิดว่าไม่ได้ทำเพื่อเกษตรกร ชาวบ้านจะไม่ได้ใช้น้ำทีท่ามันเป็นไปในรูปแบบนั้น"

โครงการผันน้ำที่จะเกิดขึ้นเป็นการนำน้ำเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมาบตาพุด ถ่ายน้ำจากเขื่อนกระแสลงอ่างหนองปลาไหลถ่ายจากหนองปลาไหลเข้านิคมอุตสาหกรรม คุณพ่อสนิทอธิบาย "ถ่ายจากลูกนี้ไปพักอีกลูกไม่มีการพูดว่าหากเกิดโครงการแล้วชาวบ้านจะได้ใช้น้ำ คือ เค้าพูดว่าเพื่อการเกษตร ผันน้ำเพื่อเกษตรกรแต่ดู ๆ ไป อย่างที่ว่ามันไม่น่าจะใช่เพื่อการเกษตร"

หากชาวบ้านรู้ว่าไม่ใช่เพื่อระบบการเกษตรเป็นไม่ยอมหรอก ภรรยาของคุณพ่อสนิทซึ่งนั่งอยู่ถัดออกไปพูดสำทับต่อเนื่อง "ตั้งแต่เค้าซื้อ-ขายน้ำกัน (ระหว่าง อีสต์ วอเตอร์และรัฐบาล) ชาวบ้านก็ถูกกีดกันออก" ซึ่งจากข้อมูลที่ ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ได้เก็บสัมภาษณ์พบตรงกันว่า รัฐบาลจะขายน้ำให้ บริษัท อีสต์ วอเตอร์ ลูกบาศก์ละ .5 สตางค์และสำหรับผู้ที่มีความต้องการซื้อจะต้องซื้อในราคา ยูนิตละ 12 บาท

แต่อย่างไรก็ตาม คุณพ่อสนิทได้สรุปสุดท้ายว่า ชาวบ้าน (เฉพาะในพื้นที่นี้) มีประชุมหารือเรื่องนี้กันอยู่เรื่อย ๆ เพื่อ กำหนดท่าทีร่วมกันในสามอำเภอ (แกลง,วังจันทร์และเขาชะเมา) และหากโครงการแล้วเสร็จ ชาวบ้านอย่างน้อยหลายหมื่นคนจะต้องซื้อน้ำ สำหรับทางออกสุดท้าย คุณพ่อสนิท คิดว่า "จะเกิดการจัดสรรผลกำไรออกเป็นส่วน ๆ ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ที่ได้รับความเดือดร้อนเพื่อปิดปาก"

ด้วยภาวะแล้งขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออกโครงการเขื่อนกั้นน้ำถูกนำมาใช้เพื่อกักเก็บน้ำแล้วระบายออกไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ ผ่านระบบชลประทานแต่เมื่อเกิดภาวะแล้งหนักเข้าการกักเก็บน้ำกลับเป็นการกักเก็บเพื่อป้อนเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม คุณพ่อสนิทบอกในประโยคต่อมาว่า "จะแล้งขนาดไหน คน มันก็ยังอยู่กันไปได้เป็นฤดูกาลตามธรรมชาติ หากไม่มีการกัก กั้น ปิด น้ำก็จะมีใช้ของมันไปได้เรื่อย ๆ มันอยู่ร่วมกันได้ มากักอย่างนี้คนที่อยู่ข้างล่างเขื่อน (กระแส) จะทำยังไง" จนที่สุด คุณพ่อสนิท บอกว่า "โครงการผันน้ำจะต้องชัดเจนว่าทำเพื่อเกษตรกรจริง ๆ หากเปลี่ยนไปจากนี้ถือว่ารัฐบาลหลอกลวง"

ส่วน มานพ สนิท อดีตอาสาสมัครมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม บอกว่า "ติดตามศึกษาเรื่องนี้มาตลอดผลกระทบที่แน่นอนประการหนึ่งจากโครงการนี้ คือ จะเกิดการขาดแคลนน้ำในภาคเกษตรกรรมต่อเนื่อง ภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้ปริมาณน้ำฝนลดลงเกิดปัญหาภัยแล้งทั้งน้ำอุปโภค-บริโภคและน้ำสำหรับใช้ในระบบเกษตรกรรม การแย่งชิงน้ำจะเป็นประเด็นขยายใหญ่ลุกลามระหว่างภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม"

นอกจากนี้ มานพได้เปรียบเทียบระบบการจัดการน้ำที่สร้างปัญหาให้แก่เกษตรกรในภาคอิสานให้ ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ฟังว่า "พูดง่าย ๆ ว่า ระบบการจัดการน้ำเป็นการนำน้ำที่มีปริมาณจำกัดเข้าสู่ระบบจัดการเพื่อประโยชน์ใช้สอยไม่ปล่อยให้สูญเสีย แจกจ่ายเข้าสู่ระบบท่อ ติดมิเตอร์ที่ปลายท่อ ก่อนแจกจ่ายให้ชาวนาและเก็บเงินจากชาวนา"

"พูดง่าย ๆ คนต้องซื้อน้ำ" ทั้งที่แหล่งน้ำสาธารณะต่าง ๆ เป็นเรื่องของสาธารณะ เมื่อก่อนเราเคยใช้อย่างไรก็ได้โดยไม่จำกัด เพราะอัตราการเติบโตและปริมาณการใช้ยังจำกัดอยู่ในระบบเกษตรเท่านั้น จนเกิดการขยายตัวของภาคอุตสากรรมและการทำเกษตรที่เน้นผลิตเพื่อขายทำให้ปริมาณการใช้น้ำเพิ่มปริมาณมานพอธิบายตามต่อมาว่า "ภาวะแล้งทำให้รัฐเข้ามาจัดการโดยการออกพระราชบัญญัติการจัดการการใช้น้ำ โดยระบุนัยสำคัญถึงน้ำในสภาวะธรรมชาตินั้นเป็นของรัฐและจะต้องได้รับการจัดสรรเพื่อการใช้ประโยชน์สูงสุด ผ่านเหตุผลง่าย ๆ ว่า ชาวบ้านใช้น้ำอย่างไม่เกิดประสิทธิผลคุ้มค่า"

"การจัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกันในหลายประเด็น การจัดการลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบเกี่ยวพันกับข้อตกลงที่ประเทศไทยไปทำกับองค์กรการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ชลประทานระบบท่ออย่างหนองเรือ จ.ขอนแก่น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชาวนาไม่ได้รับประโยชน์สูงสุด" มานพอธิบาย

"หากดูจากตัวโครงการผันน้ำที่จะเกิดขึ้นในภาคตะวันออกมันไม่ได้มีหลักประกันใดใดบ่องบอกเลยว่าชาวบ้านจะได้ประโยชน์หรือสามารถแก้ปัญหาภัยแล้งได้จริงสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นระหว่างชาวบ้าน รัฐ และเอกชน บริษัท อีสต์ วอเตอร์ ได้ตกลงซื้อน้ำจากกรมชลประทาน ตกลงเป็นมติตามกฏหมาย อนุญาตให้ อีสต์ วอเตอร์ เข้ามาจัดการซึ่งไม่ได้พูดถึงการจัดการอย่างมีส่วนร่วมและโดยหลักการจำเป็นจะต้องคำนึงถึงภาคเกษตรก่อนที่จะนำเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม" มานพสำทับท้ายประโยค

"สุดท้าย ชาวบ้านจะต้องตกเป็นผู้ซื้อน้ำจากเอกชน คือ บริษัท อีส วอเตอร์" อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลหรือมาตรการใดใดที่ชัดเจนว่านโยบายผันน้ำภาคตะวันออกจะเป็นอย่างไร ขณะที่การดำเนินการโครงการได้เริ่มต้นขึ้นแล้วหากต่อไปอนาคตของเราหรือลูกหลานของเราข้างหน้าต้องซื้อน้ำในราคาแพงเมื่อ น้ำ เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิต หากวันนี้ แผนการจัดการน้ำโดยรัฐเป็นมากกว่าเหตุผลที่เกิดจากภาวะขาดแคลนน้ำ

"เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องการจัดการเรียกเอาประโยชน์จากฐานทรัพยากรธรรมดา ๆ หากกำลังเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วประเทศและการจัดการระบบโดยนโยบายภาครัฐ โดยสภาพคิดว่าโครงการผันน้ำภาคตะวันออกคงจะดำเนินต่อไปพร้อม ๆ กับความเคลื่อนไหวต่อเนื่องของชาวบ้านที่มีท่าทีว่าคนคัดค้านเพิ่มมากขึ้น" มานพย้ำ



สภาพน้ำในอ่างประแสร์มองจากหลายมุม


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

11 สิงหาคม 2548