นักเรียนโรงเรียนชาวนา ฝึกนักทำนาอาชีพ

ถึงแม้ว่า ข้าว จะเป็นอาหารหลักในสังคมไทยหาก “คนปลูกข้าว” กลับไม่ถูกยกย่องให้ยืนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนในวงการอาชีพอื่น จนเป็นเรื่องที่น่าเชื่อได้ว่า คนรุ่นใหม่ วันนี้ ไม่ได้มุ่งเรียนเพื่อออกมาเป็นชาวนา(อย่างพ่อ) และอย่างถึงที่สุด สถาบันการศึกษากลับไม่มีหลักสูตรที่ว่าด้วย “นักเรียนชาวนา”

มูลนิธิข้าวขวัญและสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) http://www.kmi.or.th จึงร่วมจัดอบรมนักเรียนชาวนารุ่นที่สองว่าด้วยเทคนิคการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าว 23-24 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยมีนักเรียนชาวนาที่เป็นตัวแทนจาก เครือข่ายพันธุกรรมภาคอีสาน 9 ภูมินิเวศน์,เครือข่ายครูบาสุทธินันท์,โครงการฟื้นฟูต้นทุนชีวิตชุมชนท้องถิ่น,เครือข่ายศีรษะอโศกและเครือข่ายค้ำคูณ เข้าเรียนรู้และปฏิบัติจริงในนาทดลอง

สุขสรรค์ กันตรี นักวิชาการมูลนิธิข้าวขวัญ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์ด้วยวิธีการทางธรรมชาติและผู้ร่วมคิดหลักสูตรโรงเรียนชาวนาพูดคุยผ่านทีมงานไทยเอ็นจีโอว่า“ข้าวเป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวันของสังคมไทย และเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ปัจจุบันการทำนาเปลี่ยนแปลงไปมาก จากเทคโนโลยีแบบพื้นบ้านที่สะสมถ่ายทอดกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่เปลี่ยนมาเป็นการทำนาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เน้นการใช้เคมีเกษตรซึ่งสร้างผลกระทบใหญ่หลวง และการพัฒนาพันธุ์ข้าวเป็นไปเพียงเพื่อตอบสนองต่อระบบการตลาดเท่านั้น”

“การมุ่งปรับปรุงพันธุ์ข้าวป้อนตลาดข้าว ทำให้ชาวนาต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณที่สูงขึ้นขณะที่ปุ๋ยราคาสูงขึ้นทุก ๆ ปี นอกจากนี้ พันธุ์ข้าวสมัยใหม่มักมีความต้านทานโรคน้อยกว่าพื้นเมือง ทำให้ชาวนาในระบบเกษตรสมัยใหม่มักจัดการปัญหาด้วยการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชควบคู่กันไปด้วยซึ่งภายใต้การพัฒนาพันธุ์ด้วยวิธีการนี้กลับทำให้ต้นทุนการผลิตของชาวนาเพิ่มสูงขึ้น”

ประเด็นใหญ่ของการเร่งใช้เทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์ คือ การมุ่งตอบสนองการตลาดมากกว่าความต้องการที่แท้จริงของชาวนายิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบัน บริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ข้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการทำการตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าว “เป็นการผูกขาดเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์” อ.สุขสรรค์ กล่าว

“ชาวนาจะมีทางเลือกมากกว่านี้ได้อย่างไร ต่อไป ชาวนาจะพึ่งตนเองไม่ได้ การเรียนรู้เรื่องการปรับปรุงพันธุ์จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายโรงเรียนชาวนา นักเรียนชาวนาจะได้เรียนรู้ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ นำไปทดลองปลูก การปรับปรุงพันธุ์ด้วยการผสมละอองเกสรร่วมกันเป็นเครือข่ายชาวนา เป็นการรื้อความรู้เก่าที่มีอยู่ในสายเลือดชาวนาให้ฟื้นคืน” อ.สุขสรรค์กล่าวต่อไปว่า การปรับปรุงพันธุ์ผ่านการเรียนรู้ของนักเรียนชาวนาเป็นการลดต้นทุนตอบและสนองต่อระบบการผลิตของชาวนาโดยตรง

ข้าว เป็นพืชจำพวกเดียวกันกับหญ้าขึ้นได้ดีทั้งในพื้นที่น้ำท่วมขังและพื้นที่ดอน เและเป็นพืชที่มีประวัติยาวนาน ปลูกกันมากในภูมิภาคเอเชียซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองกลุ่ม คือ ข้าวปลูกและข้าวป่า การอบรมเชิงปฏิบัติการปรับปรุงพันธุ์ข้าวฝึกฝนชาวนาอาชีพครั้งนี้ เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ เล่าถึงความจำเป็นของการมีโรงเรียนชาวนาว่า
“เอาง่าย ๆ ว่า การปลูกข้าวแบบใหม่ เน้นการใช้เคมีเกษตรใช้ปุ๋ยและสารเคมีเร่งผลผลิต ซึ่งต่างจากสมัยก่อนชาวนาจะเรียนรู้จากฤดูกาลและระบบธรรมชาติไม่พึ่งพิงเงื่อนไขภายนอก การปฏิวัติเขียวได้ปฏิวัติโลกเกษตรกรรม การทำนาจึงถูกกระแทกด้วยความรู้ชุดใหม่จากภายนอก เช่น สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ กรมวิชาการข้าว สถาบันวิจัยพันธุ์ข้าว ซึ่งกำหนดให้ทุกอย่าง ตั้งแต่การใช้เมล็ดพันธุ์ การไถนา หรือระบบชลประทานการใช้ยาฆ่าหญ้าหรือเคมีเกษตรแม้แต่การขายยังต้องพึ่งพิงปัจจัยภายนอก ขายได้ราคาก็รอด ปุ๋ยราคาถูกลงก็ค่อยยังชั่วหรือได้พันธุ์ข้าวที่ต้านทานโรคผลผลิตก็ดีกระบวนการตัดสินใจขั้นสุดท้ายไม่ได้เกิดจากตัวชาวนาเอง ทำให้พื้นความรู้เดิมหายไปหมด เลิกใช้ไถเลิกเลี้ยงควาย”

สำหรับหัวใจกว้าง ๆ ของการตั้งโรงเรียนชาวนา ผอ.ม.ข้าวขวัญ เล่าว่า “จึงเป็นการรื้อความรู้ชุดเดิมและทำให้นักเรียนชาวนามั่นใจนำความรู้ของตนที่มีอยู่แล้วไปทำนาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมวันนี้ เช่น ดินเสีย น้ำเสีย สุขภาพเสีย เศรษฐกิจหรือการสูญเสียศักดิ์ศรีของความเป็นชาวนาซึ่งการเป็นชาวนาอาชีพจะไม่ถูกกระทำให้หมดคุณค่า”

“จะเห็นได้ว่าชาวนาปัจจุบันสนับสนุนให้ลูกหลานยึดอาชีพอื่น หลุดออกจากวงจรของคนทำนา ชาวนาอยู่อย่างไร้ความหวัง เพราะฉะนั้น หากต้องการจะทำให้ชาวนาอาชีพคงอยู่ จำเป็นต้องฟื้นความเป็นชาวนาอาชีพ ทั้งการทำงาน ภูมิความรู้ เศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม ชาวนาจำเป็นต้องเป็นเจ้าของชุดความรู้โดยตัวเอง จัดการความรู้ ใช้ความรู้ พัฒนาความรู้และสามารถแก้ปัญหาของตนเองให้ได้เพราะทุกวันนี้คนที่จัดการแก้ไขปัญหาไม่ได้ทำเพื่อคงอาชีพชาวนาไว้ แต่เลี้ยงชาวนาไว้เพื่อเป็นฐานเสียงหรือลูกค้าบริษัทปุ๋ยและยา”

ผอ.ม.ข้าวขวัญ ให้ข้อมูลต่อมาว่า “โรงเรียนชาวนาเกิดขึ้นโดยองค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO (FOOD AND AGRICULTURE ORGANIZATION OF THE UNITED NATIONS) เป็นผู้ตั้งขึ้นครั้งแรกเพราะชาวนาใช้เกษตรเคมีมากขึ้น เอฟเอโอ เห็นว่าสารเคมีจะก่อผลรุนแรงในระยะยาวซึ่งแนวคิดเริ่มแรกอนุญาตให้ใช้สารเคมีได้เท่าที่จำเป็น หลักการเป็นการใช้เคมีเกษตรด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ใช้เมื่อจำเป็นและเป็นประโยชน์สูงสุดรู้จักกันในชื่อ โรงเรียนเกษตรกร (Farmer Field School) เน้นการปฏิบัติจริงในไร่นาทดลองเป้าหมายสูงสุด คือ ลดการใช้เคมีเกษตรหรือใช้อย่างถูกต้อง”

“สำหรับโรงเรียนชาวนาของเราการไม่ใช้เคมีเกษตร อย่างสิ้นเชิงถือเป็นทางออกสูงสุดเราเชื่อว่าหากไม่มีเคมีเกษตรชาวนาจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ได้โดยสิ้นเชิง นอกจากนี้จิตใจของคนจะอ่อนโยนขึ้นทันทีที่เค้ามีพื้นฐานทางความคิดใหม่ จากที่เคยถูกทำให้เชื่อว่า เคมีเกษตร เป็นเรื่องจำเป็นเมื่อหันมาใช้เทคนิคเกษตรชีวภาพจะเกิดการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ปรับตัว สร้างสมดุล”

“จากแต่เดิมที่เห็นแมลงทุกตัวเป็นศัตรูเมื่อเรียนรู้ว่า มีแมลงจำนวนหนึ่งเป็นแมลงที่มีประโยชน์ช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชเป็นเทคนิควิธีเกษตรอย่างหนึ่ง คือ ใช้แมลงควบคุมกันเอง ความรู้สึกเกี่ยวกับแมลงจะเปลี่ยนไป ปัญหาที่เกิดจากการใช้เคมีเกษตรก็จะหมดไป เป็นวิธีคิดใหม่ที่ท้าทาย เมื่อก่อนเห็นแมลงแล้วจะฉีดยาฆ่าอย่างเดียว ได้ผลเร็วเท่าไรยิ่งดี ต้องทำให้ความคิดเหล่านี้ก็เปลี่ยนไป นั่นคือ เป้าหมายสูงสุดของโรงเรียนชาวนา”
ไม่ใช้เคมีเกษตรโดยสิ้นเชิงไม่พึ่งพาความรู้จากภายนอกเรียนรู้เพื่อนำมาเป็นส่วนประกอบของชุดความรู้ภายใน ซึ่งโดยตัวหลักสูตรเรียกว่าเป็นทางเลือกใหม่ ไม่ใช้เคมีเกษตรและเป็นการเรียนรู้จากการทำงานจริง ตั้งแต่คัดเลือกพันธุ์ ปลูก กระทั่งเก็บเกี่ยว เค้าจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันเป็นระบบกลุ่ม

นักเรียนชาวนา...คัดเมล็ดพันธุ์ข้าว

ปรับปรุงพันธุ์ด้วยวิธีการผสมเกสร

“เรากำลังเรียนรู้เพื่อลดการพึ่งพากลุ่มทุนและบริษัทเอกชนด้านเมล็ดพันธุ์ และเคมีเกษตรหรือนโยบายเกษตรของรัฐที่เน้นการส่งออกผูกพันกับระบบตลาดเพราะสุดท้ายเราต้องพึ่งตนเองให้ได้ก่อน พึ่งตนเองได้แล้วจึงปล่อยคนอื่นให้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือต่อเติมร่วมมือกันทำ”

“โรงเรียนชาวนาเน้นองค์ประกอบสำคัญ คือ หนึ่ง เรื่องหลักสูตรที่จะต้องแก้ไขปัญหาได้จริง เทคนิคที่นำมาใช้ต้องยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ไม่ใช่ว่า เป็นหลักสูตรแล้วนำไปใช้เพียงเท่านั้น ปรับเปลี่ยนไม่ได้ สอง โรงเรียนชาวนาเป้าหมายสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงเรื่องเทคนิควิธีการแต่มุ่งเข้าสู่ระบบสำนึก เปลี่ยนแปลงและสร้างวิธีคิด เปลี่ยนจากมุ่งการแข่งขันมาเป็นร่วมมือ จากการมองโลกอย่างแยกส่วนมาเป็นการมองโลกอย่างเป็นองค์รวมจากดูถูกชุดความรู้ของตัวเองกลับเอาความรู้ของตัวเองมาเป็นฐาน”

เรากำลังเปลี่ยนวิธีคิดทั้งระบบ หากเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้อย่างอื่นจะตามมาเอง วิธีคิดจะเป็นตัวกำหนดกิจกรรมและการดำเนินชีวิต เปลี่ยนวิธีคิดได้เมื่อไรกิจกรรมจะตามมา โรงเรียนชาว นาจึงมุ่งเน้นในสองเรื่อง คือ เทคนิค ทำอย่างไรจึงจะไม่ใช้เคมีเกษตรและวิธีคิดทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนจิตสำนึก เข้าถึงความสุขและอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีของชาวนาอาชีพ ..ผอ.ม.ข้าวขวัญ กล่าวสรุป


นักเรียนชาวนารุ่นเดอะ


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

26 มีนาคม 2548