จากนิทาน นางไม้ฝึกหัดกับปิศาจพเนจร ถึง ป่าสบายดี ฉันก็สบายดี!

ศูนย์หนังสือจุฬาฯ เสาร์ที่ 1 ตุลาคม คนสีเขียวกว่า 30 คน ร่วมงาน "ที่ไหนมีชีวิต ที่นั่นมีความรู้ ที่ไหนมีชุมชน ที่นั่นมีห้องเรียน" พร้อมการประกาศผลชนะเลิศ 10ความเรียงเยาวชน หัวข้อ "ป่าสบายดี ฉันก็สบายดี" รับรางวัลเดินป่าชุมชน ทริป "ป่ามีชีวิต บ้านหินลาดใน" กับชุมชนคนรักป่า ระหว่างวันที่ 22-24 ตุลาคม 2548

ขณะสถานการณ์พระราชบัญญัติป่าชุมชนศึกนี้ยังยืดเยื้อ เมื่อวาทกรรม 'พื้นที่ป่าอนุรักษ์พิเศษ' ของรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยงยุทธ ติยะไพรัช ถูกนำมาพิจารณาในคณะกรรมาธิการร่วม ทำให้หลักการเดิม คือ รับรองสิทธิ์ชุมชนเข้าดูแลจัดการในพื้นที่ 'ป่าอนุรักษ์' ร่วมกับรัฐได้เป็นอันต้อง 'ยั้งไว้ก่อน' ขณะมติกรรมาธิการค่อนข้างเห็นด้วยว่า "ห้ามชุมชนจัดตั้งป่าชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์พิเศษ"

โครงการประกวดความเรียงเยาวชนหัวข้อ "ป่าสบายดี ฉันก็สบายดี" การจับมือกันระหว่าง มูลนิธิเด็ก โดย สถาบันการศึกษาและศิลปะวัฒนธรรม ,วิทยาลัยการจัดการทางสังคม(วจส.) ,ป่าใหญ่ครีเอชั่น (ทุ่งแสงตะวัน) ,ชุมชนคนรักป่า ,ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการจัดพิมพ์หนังสือภาพจินตนิทานวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมเรื่อง 'นางไม้ฝึกหัดกับปิศาจพเนจร' มีผลให้เยาวชน 10 คน ผู้ชนะเลิศเข้าร่วมทริปส์ "ป่ามีชีวิต บ้านหินลาดใน" พร้อมกับครอบครัวของพวกเขา


ครอบครัวเดินป่าชุมชน
ทริปส์ป่ามีชีวิต บ้านหินลาดใน


ละครจากนักอ่านตัวน้อย


เวที ป่าสบายดี-ฉันก็สบายดี
การประสานความคิดระหว่างคนเมืองกับผืนป่า ย้ำภาพการเชื่อมร้อยเกื้อกูลพึ่งพา หนังสือภาพจินตนิทานวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม "นางไม้ฝึกหัดกับปิศาจพเนจร" โดย กรรณิการ์ พรมเสาร์ รับบทบาทนั้นไปอย่างสมบูรณ์ "กาลครั้งหนึ่งที่นครกินไฟ ซึ่งสว่างไสวทั้งวันทั้งคืน ผู้คนในนครติดแสงสว่างจนไม่อาจไปไหนมาไหนในความมืด ชาวนครกินไฟเข้าป่าตัดไม้มาทำฟืนและคบไฟจนป่าใกล้หมด พวกเขาทำให้กลางคืนสว่างไสวด้วยการจุดคบไฟทันทีที่ตะวันลับยอดไม้ ไม่มีซอกมุมใดของนครที่เงามืดสามารถย่างกรายเข้ามาได้" นิทานเริ่มต้น

นางไม้ฝึกหัดกับปิศาจพเนจร นิทานเชิงสัญลักษณ์พร้อมภาพวาดประกอบสวยงาม เล่าถึงปิศาจตนหนึ่งซึ่งกินความกลัวของผู้คนเป็นอาหาร แสงสว่างไม่อาจทำให้ปิศาจตนนี้หลอกหลอนผู้คนได้จนต้องเร่ร่อนหาที่อยู่ใหม่เป็นปิศาจพเนจรจนวันหนึ่งโซเซไปเจอนางไม้ชงโค นางไม้มือใหม่ฝึกคาถางอกงาม

กรรณิการ์ เล่าความคิดผ่านคำพูดของปิศาจพเนจรและนางไม้ชงโคเอาไว้อย่างแนบเนียน "มนุษย์คนสุดท้ายจะตายก่อนที่ไม้ต้นสุดท้ายจะล้ม เมื่อไร้มนุษย์ ไม้ต้นสุดท้ายที่ยังอยู่จะแพร่พันธุ์ต่อไป นี่คือ คำทำนายของอาณาจักรนางไม้ที่เล่าขานกันมานานก่อนที่มนุษย์จะรู้จักไฟเสียอีก" “แล้วปิศาจอย่างฉันล่ะ" “ปิศาจจะดับสูญเมื่อนครกินไฟรุ่งเรืองถึงขีดสุด จากนั้นนครแห่งนี้จะล่มสลาย"

หรือกับคำพูดของราชินีนางไม้ที่ทำให้ได้คิด “นครกินไฟเป็นหนึ่งในไม่กี่นครที่มนุษย์ตัดไม้ไปใช้โดยไม่คิดถึงอนาคต แต่ยังมีอีกหลายนครที่มนุษย์อยู่กับป่าอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน" นั่นเป็นที่มาของการการชักนำนางไม้น้อยและปิศาจ พเนจรสู่หุบเขาห่มป่าและบทสรุปของราชินีนางไม้ "กว่าไม้จะโตได้สักต้นแสนยาก เพราะมันต้องต่อสู้กับความแห้งแล้งของจิตใจมนุษย์"

หุบเขาห่มป่าของ กรรณิการ์ พรมเสาร์ เย็นสบาย สงบและแผ่วเบาจนได้ยินเสียงของสายน้ำกระซิบโขดหินและแน่นอนว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้ในนครกินไฟ คุณป้าตะเคียนอีกหนึ่งตัวละครที่ออกมาทักทายเล่นกับนักอ่านตัวน้อย สำหรับนางไม้ชงโคคุณป้าตะเคียนเล่าถึงความร่วมมือกันระหว่างมนุษย์และเวทมนต์นางไม้ผ่านคำพูด "หากต้นไม้งอกงามแล้วมนุษย์เข้าเหยียบย่ำทำลาย ไม่เห็นคุณค่า ไม่คิดถึงอนาคต ป่าก็ย่อยยับ หากไร้มนต์นางไม้ป่าก็ไร้ชีวิต การดูแลรักษาของมนุษย์ร่วมกับเวทมนต์นางไม้ทำให้ป่าสมบูรณ์ จงตั้งใจฝึกฝนเถิด"

ส่วนปิศาจพเนจร ผู้ซึ่งดื่มกินความกลัวของมนุษย์ ป้าตะเคียนชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นทั้งเคารพและศรัทธาปิศาจภูตพราย-เจ้าป่าเจ้าเขา จนกระทั่ง ปิศาจพเนจรสัมผัสได้ถึงความละมุนจากกระแสความอ่อนน้อมยำเกรง "แปลก ...ฉันรู้สึกหายหิว ไม่คิดเลยว่าจะมีมนุษย์ที่ไหนเคารพบูชาภูติผีปิศาจอย่างนี้" ปิศาจพเนจรกล่าว คืนนั้นทั้งนางไม้ชงโคและปิศาจพเนจรหลับไหลไปอย่างอิ่มอกใจใต้ตะเคียนใหญ่กลางหุบเขาห่มป่า

นอกจากนี้ กรรณิการ์ ยังชี้ผ่านการเล่านิทานถึงความรู้สึกร่วมผ่านเหตุการณ์ในวันหนึ่งที่กลุ่มมนุษย์เข้ามากวาดใบไม้ทำทางสยบไฟผ่านคำอธิบายของป้าตะเคียน "มนุษย์กวาดใบไม้ทำทางสยบไฟ หน้าแล้งมักเกิดไฟป่าขึ้นเสมอ ตามธรรมชาติบ้าง ด้วยความเลินเล่อของมนุษย์บ้าง พอไฟลุกลามมาถึงทางสยบไฟก็ไม่มีเชื้อเพลิง ป่าที่ทำทางสยบไฟล้อมรอบก็ปลอดภัย" และบทสนทนาอีกหลายบรรทัดที่สอนให้คนเมืองเข้าใจเรื่องราวของ 'คนอยู่ป่า'

“พวกเขารู้อยู่เต็มอกว่ามีคนรักษาป่าแต่พวกเขาก็มักตำหนิผู้คนเหล่านี้ว่าตัดไม้ทำลายป่า ทันทีที่ฝนฟ้าวิปริตไม่ว่าจะฝนแล้งหรือน้ำท่วม" หรือ “น้ำจากหุบเขาห่มป่านี่แหละที่ไหลไปถึงนครกินไฟ" ป้าตะเคียนอธิบาย

“แต่แม่น้ำที่นั่นใหญ่โตและกว้างมากนะคะ" นางไม้น้อยแปลกใจ

"ธารน้ำสายเล็กจากหุบเขาห่มป่า รวมกับสายเล็ก ๆ จากเทือกเขามรกต รวมกับสายเล็ก ๆ จากบ้านป่าล้อมกลายเป็นสายใหญ่ ถ้าไม่มีสายเล็กก็ไม่มีสายใหญ่"

จนปิศาจพเนจรรู้สึกทึ่งเมื่อเห็นว่าตาน้ำเล็ก ๆ ก่อให้เกิดสายน้ำก่อนจะกลายเป็นแม่น้ำใหญ่ไหลไปยังนครกินไฟ กรรณิการ์ พรมเสาร์จบนิทานแสนสนุกอย่างมีความสุขตามแบบฉบับนิทานคติสอนใจ

"ตั้งแต่นั้นมาปิศาจพเนจรก็เลิกพเนจร เขากลายเป็นปิศาจต้นน้ำเฝ้าดูแลรักษาป่าให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาติ ไม่ให้มนุษย์เข้ามารุกราน ตอนนี้เขาเปลี่ยนมากินความเคารพศรัทธาของชาวบ้าน ทุกครั้งที่มีใครเข้ามาหาพืชผักสมุนไพรในป่า ผู้คนก็จะยกมือไหว้ขออาหารจากป่าไปเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ขอสมุนไพรไปรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ขออภัยหากล่วงเกินเขา ปิศาจต้นน้ำมีความสุขมาก"

สำหรับ "นางไม้ชงโคก็ไม่ใช่นางไม้ฝึกหัดอีกต่อไป เธอสามารถใช้เวทมนต์คาถาได้ดังใจ เธอสมัครใจจะอยู่หุบเขาห่มป่าต่อไป เธอรู้ว่าป่าแห่งนี้มีความสำคัญเพียงไร เธอรู้ว่าน้ำจากหุบเขานี้ไหลไปหล่อเลี้ยงผู้คนไกลถึงนครกินไฟ เธอหวังว่าสายน้ำจะช่วยให้เมล็ดไม้ปริใบหยั่งรากลงบนผืนดินและจิตใจที่แห้งผากของชาวนครกินไฟให้ป่ากลับมาห่มคลุมนครกินไฟอีกครั้ง" และทิ้งคำถามไว้ให้ได้คิดว่า ...เราจะช่วยให้เธอสมหวังได้ไหมนะ ?

เราจะช่วยให้เธอสมหวังได้ไหมนะ? เป็นคำถามที่นิทานทิ้งท้ายเอาไว้อย่างน่าสนใจเพราะหากเราจะคิดต่อไปแล้วเราจะช่วยกันอย่างไร ? ทางออกที่ดีที่สุดในการรักษาป่าเอาไว้อยู่ที่ไหน ? พื้นที่อนุรักษ์ หมายถึง การจำกัดขอบเขตการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ด้วยวิธีการเอาคนออกนอกพื้นที่ป่าหรือเปล่า ? หรือกลุ่มคนที่จะดูแลรักษาพื้นที่อนุรักษ์พิเศษจะเป็นคนกลุ่มไหน อย่างไรบ้าง คำถามเหล่านี้อยู่ที่ประชาชนทุกคนจะให้คำตอบ !!

เข้าใจป่าชุมชน! เชียร์ ป่าชุมชน!


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

7 ตุลาคม 2548