ล่าล้านรายชื่อหนุน คนอยู่ป่า

ป่า..ดูจะเป็นเรื่องไกลตัวของใครหลาย ๆ คนในสังคมวันนี้ โดยเฉพาะคนในสังคมเมืองที่ไม่ได้อาศัยพึ่งพาการมีอยู่ของป่าโดยตรง ใครเหล่านั้น สามารถเปิดน้ำจากฝักบัวและซื้ออาหารจากร้านสะดวกซื้อและอาจจะถึงกับหลงลืมกันไปได้ว่า อันที่จริงแหล่งต้นน้ำและอาหารล้วนมาจาก ป่า

วิธีการพัฒนาประเทศโดยรัฐ ในห้วงเวลาที่ผ่านมายาวนานได้เปิดโอกาสให้ ‘กลุ่มคนบางกลุ่ม’ เข้าใช้ทรัพยากรป่าไม้อย่างไร้การควบคุม จนกระทั่งจำเป็นจะต้องระงับการให้สัมปทานโดยการ ‘ปิดป่า’ เพียงไม่นาน พร้อมกับการลดลงของพื้นที่ป่า จาก 70% ของพื้นที่ทั่วในประเทศ เหลือพื้นที่ป่าเพียง 29% ในวันนี้

ารเปิดพื้นที่สร้างเขตสงวน ถือเป็นมาตรฐานการควบคุมอันหนึ่งของรัฐจนเกิดกรณีผลักดันชุมชนในเขตป่าสงวนออกนอกพื้นที่ขนานใหญ่ ในหลายกรณี คน เหล่านั้นกลับเป็นผู้บุกรุกบ้านของตัวเอง เป็นผู้ก่อปัญหาป่าไม้และที่ดินทำกิน แนวคิด ‘คนอยู่ป่า’ และการผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชนจึงเกิดขึ้นด้วยเหตุผลนี้

หาก 15 ปี จนวันนี้ พระราชบัญญัติป่าชุมชนยังคงเป็นเรื่องที่เถียงกันไม่จบ …

กิจกรรม ล้านคนรักป่า ล้านรายชื่อ เชียร์ พระราชบัญญัติป่าชุมชน www.pachumchon.com ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 9 มิถุนายน สะท้อนเจตนารมณ์ประชาชนผู้ร่วมลงชื่อผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชน ผ่านมุมมองของนักกฎหมาย อาจารย์ สมชาย ปรีชาศิลปกุล มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ดังนี้…

15 ปี จนวันนี้ การผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชน แม้จะยังไม่เป็นรูปเป็นร่างแต่ความคิดเรื่องคนกับป่าไม่ได้หายไปไหน ยังไม่ตกกระแส…

เพราะ 15 ปีที่ผ่านมา สังคมจับตามอง-เรียนรู้กระบวนการป่าชุมชนมากขึ้นเป็นลำดับ การสร้างและผลักดันความรู้ชุดนี้ต่อไปจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ทั้งในระดับพื้นที่และสังคมวงกว้าง

เพราะ 15 ปี ของการผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชน คือ กระบวนการเรียนรู้ที่มีความหมายพร้อมกับการสร้างชุดความรู้และแง่มุมทางกฎหมายใหม่ อย่างน้อย 3 ประเด็นสำคัญ

...15 ปี ป่าชุมชน สร้างชุดความรู้ใหม่

หนึ่ง ชุมชนมีความชอบธรรมในการอยู่ร่วมกันกับป่า ความคิดเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดเป็นที่เข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นให้คนทั่วไป เมื่อก่อนออกจะเป็นเรื่องยาก หากจะให้ใครเชื่อว่า คนจะอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างไร โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งใช้วิธีการล้อมป่าแล้วแยกคนมานาน กระแสความคิดเหล่านี้ได้เปลี่ยนไป

สอง เกิดสิทธิการจัดการทรัพยากรเชิงซ้อน สังคมทั่วไปคิดว่า ป่า ต้องถูกจัดการโดยรัฐเท่านั้น ป่า เป็นของกรมป่าไม้เท่านั้น ซึ่งการจัดการเชิงเดี่ยวโดยรัฐเช่นนี้สะท้อนความล้มเหลวตลอดมา ป่าชุมชน ไม่ได้หมายความว่า ชาวบ้าน คือ ผู้จัดการป่าเพียงฝ่ายเดียว หากรัฐมีหน้าที่สันบสนุนให้เกิดการใช้ทรัพยากรภายใต้ระบบการควบคุมดูแลกันเองของชุมชนและระบบการตรวจสอบร่วมระหว่างรัฐกับชุมชน

ยกตัวอย่าง กรณีลุ่มน้ำแม่ตาช้าง ที่กล่าวขวัญกันว่า ลุ่มแม่ตาช้างเป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย จึงเกิดมีรีสอร์ทสนองรับนโยบายการท่องเที่ยวขึ้นมากมาย ปรากฏว่า กิจการรีสอร์ทหลายแห่งแย่งน้ำชาวบ้าน แย่งยังไม่พอ ยังไปทำเขื่อนกั้นน้ำเอาไว้ใช้เพียงฝ่ายเดียว เป็นการละเมิดกฎหมายที่กรมเจ้าท่าต้องเข้ามารับผิดชอบเหตุการณ์

ถามว่า กรมเจ้าท่ามีกำลังเท่าไรในการจัดการเหตุการณ์..
ถามว่า กรมเจ้าท่าสามารถเข้าจัดการ-ดูแลทรัพยากรย่อย ๆ เหล่านี้ทั่วถึงมากน้อยแค่ไหน..

การจัดระบบให้ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วม ในการเข้าดูแล-ใช้ทรัพยากรจะทำให้การจัดการง่ายขึ้น ประเด็น คือ ป่าชุมชน สามารถสร้างระบบการจัดการเชิงซ้อนที่เปิดโอกาสให้หน่วยย่อยทางสังคมหลาย ๆ หน่วย รัฐ ชุมชน คน เข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรร่วมกันภายใต้ลำดับสิทธิการจัดการที่แตกต่าง

สาม ป่าชุมชนสามารถสร้างฐานการจัดการร่วม การที่ชุมชนสามารถบัญญัติกฎเกณฑ์ กำหนดชะตาชีวิต ของตัวเองได้จะทำให้เกิดการยอมรับอำนาจของชุมชน กฎหมายเป็นเรื่องเปลี่ยนแปลงได้และการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ

...15 ปี กฎหมายป่าชุมชน ทำไมถึงล่าช้า

1.รัฐบาลปัจจุบันเน้นนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจกระแสหลัก เน้นการรวมศูนย์อำนาจการบริหารแบบซีอีโอหรือนโยบายระบบเขตเศรษฐกิจพิเศษ กฎหมายชุดนี้จึงเป็นเรื่องตรงกันข้ามทันทีและไม่ได้รับการผลักดันเต็มที่ สรุป คือว่า กฎหมายป่าชุมชนสวนกระแสนโยบายรัฐบาลชุดนี้

2.ใคร คือ เสียงส่วนใหญ่ในองค์กรนิติบัญญัติและระบบตัวแทนในสภา กว่า 453 คน คือ นักธุรกิจ ข้าราชการ นักกฎหมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นระดับนำ ขณะที่ตัวแทนเกษตรกรมีเพียง ร้อยละ 2 และบรรดาตัวแทนเหล่านี้ คือ ผู้บริหารนโยบายชาติ ดังนั้น การผลักดันนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ชาวนา แรงงาน เกษตรกร ป่าชุมชน จึงมักจะสะดุด

3.ตำรากฎหมายไทยยังล้าหลัง ยกตัวอย่าง ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเค้ามาจากลำพูนแต่เค้าไม่รู้จักป่าชุมชนบ้านทุ่งยาว จ.ลำพูน รู้เฉพาะสิ่งที่ตำรากฎหมายบอก พูดได้ว่า นักกฎหมายบ้านเราไม่รู้จักสังคมนอกจากตำรา ถามถึงเรื่องราวต่าง ๆ ต้องกางตำรา ไม่มีในตำราก็บอกว่า ผิดกฎหมายทำไม่ได้
การผลักดันกฎหมาย โดยเฉพาะ เรื่องราวทางด้านสิทธิมนุษยชน จึงเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องทำความเข้าใจให้ได้รับการยอมรับ เพราะการตีความกฎหมายในสังคมไทยมีความโน้มเอียงไปทางอำนาจรัฐ

4.สุดท้าย คือ การเคลื่อนไหวของขบวนการเครือข่ายป่าชุมชน ที่ไม่อาจจะสร้างหรือผนวกตัวเองให้เป็นทางเลือกใหม่ของสังคม อย่างเช่น ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจแนวคิดป่าชุมชน คือ รูปธรรมทางออกที่ดีที่สุดแต่ก็ยังไม่อาจเป็นทางเลือกใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
การพัฒนาไม่จำเป็นต้องสร้างระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หากความสมบูรณ์ของแหล่งอาหารในชุมชน คือ ทางออกที่จริงแท้กว่า..

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

14 มิถุนายน 2548