| มหกรรม
คนอยู่ป่า คืนป่าให้ชุมชน
ขบวนดอกไม้นมัสการพระธาตุ ดอยสุเทพ
แห่แหนด้วยเรื่องราวจากผืนป่า ขุนเขา ลำห้วยทุกสาย
ขบวนเครือข่ายป่าชุมชนไหว้สา ครูบาศรีวิชัย อันเป็นที่เลื่องลือ
หยาดเหงื่อแห่งพลังศรัทธาแรงกล้าในพุทธศาสนสันติแห่งดินแดนล้านนา
ล้านช้าง ตอกเจตนารมย์ ส่งพลังประชาชนผลักดันกฏหมาย
ป่าชุมชน เรื่องเล่าในป่าใหญ่
ถึงการพึ่งพิงประโยชน์ เป็นแหล่งอาหารอันอุดมของมนุษย์ การจัดการ
ดินน้ำป่าโดยชุมชน สืบทอดมานานอย่างยั่งยืน เคารพ นบน้อมอย่างคนรู้คุณธรรมชาติ
วันนี้ ผ่านมาสองปี กฏหมายป่าชุมชน
ยังเบาหวิว ล่องลอยอยู่ในอากาศและมันสมองกลวงเปล่าของนักการเมือง
คนเมือง ที่ไม่เห็นถึงประโยชน์ซึ่งกันและกันระหว่างคนกับป่า
14-16 พฤษภาคม มหกรรมดอกไม้บาน ตอกย้ำเจตนาสิทธิ์ของชุมชน
มุ่งมั่นผลักดันพระราชบัญญัติ ป่าชุมชน วาระของประชาชน กลางใจคนรากหญ้า
3 ตัวอย่าง ชุมชน คนอยู่ป่า
บ้านหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงใหม่ ชีวิตของคนในหมู่บ้านที่แวดล้อมไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อน
ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดลำห้วยน้อยใหญ่ กว่า 14 สาย และจากระดับความสูงกว่า
900 เมตร จากระดับน้ำทะเล ทำให้ชีวิตของคนที่นี่ ต้องใช้ประโยชน์ด้วยการเก็บหาของป่า
ด้วยความรู้หรือที่เรียกกันว่า ภูมิปัญญา ระดับปราชญ์ชาวบ้าน
หุบห้วยหินลาดบนเส้นทางหมายเลข 1055 กิโลเมตรที่ 25 หากใครผ่านไปมาจะมองเห็นความอุดมของป่าใหญ่ที่
รับประกันได้อย่างหน้าชื่นใจว่า หมู่เฮา ชาวชุมชนหินลาดในเป็นคนรักษา
ดินน้ำป่า เอาไว้ แบบแผนชีวิตของชาวหินลาดในเป็นแบบการผลิตของชาวบ้าน
เป็นระบบเกษตรบนพื้นที่สูงที่ผสมผสานระหว่างความอุดมทรัพยากร
และเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เข้าด้วยกัน การผสานการพึ่งพิงทั้งป่าดงดิบ
ป่าสนเขา ทำให้พื้นที่ป่าชุมชน คือ สถานอันอุดมของแหล่งอาหาร
อย่าง หน่อไม้หก น้ำผึ้ง มะแขว่น มะขม ลูกเดือย ขณะระบบการผลิตอีกซีกหนึ่งของชีวิต
เน้นการเพาะปลูกผสมผสาน การทำสวนชาหรือเมี่ยง
ชุมชนหินลาดในเป็นการประกอบการที่มองเห็นได้ถึงการผสมผสานการผลิตอย่างกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมยิ่ง
พื้นที่หมู่บ้านโดยรอบ 4.8% เป็นพื้นที่ของชาหรือเมี่ยง สวนเมี่ยงกับต้นไม้ใหญ่
แผ่ก้านใบปกคลุมเต็มพื้นที่และประกันได้ว่า หากคนถิ่นอื่นหลงเข้าไปจะแยกกันไม่ออกว่า
อันไหน คือ ป่า อันไหน คือ สวนเมี่ยง ส่วนที่ราบตามหุบห้วยอีก
0.65% ของพื้นที่หมู่บ้านเป็นนาดำ และพื้นที่ 2.5% เป็นพื้นที่ของไร่หมุนเวียน
ส่วนพื้นที่ป่าสนเขา อยู่โดยรอบหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเขตป่าชุมชนที่มีจารีตเหนียวแน่นบนฐานของการใช้สอย
ป่าชุมชน
ในความหมายที่เข้าใจกันของชาวหินลาดใน หมายถึง ความต้องการให้เกิดการผสมผสานการผลิตอันหลากหลาย
รูปแบบการผลิตจะต้องไม่แยกส่วนออกจากกัน ป้ายประกาศ ป่าชุมชนบ้านหินลาดใน
ติดเรียงรายตามแนวป่า ทุก ๆ 200 เมตร บนเส้นทางภูเขา ดั่งการประกาศถึงความต้องการรักษาผืนป่า
อันเป็นเสมือนบ้านที่ต้องดูแลรักษา พร้อมจะผูกโยงเข้ากับเรื่องราวของชีวิตอย่างไม่อาจแยกออกจากกัน
กฏระเบียบแห่งการใช้สอยจึงเหนียวแน่นอย่างยากที่คนซึ่งสัมผัสเพียงประเดี๋ยวประด๋าวจะเข้าใจในแบบแผนที่ซับซ้อนได้
แต่ถึงอย่างไร แม้ความเข้มงวดเรื่องการอิงประโยชน์จากป่า ตั้งแต่
การห้ามล่าในเขตห้ามล่า การทำนา-ไร่ ข้าว แบบหมุนเวียน เพียงประทังครอบครัวให้อยู่ได้อย่างพอเพียง
ผลิตเพื่อยังชีพและใช้สอยประโยชน์อย่างไม่เอาเปรียบระบบธรรมชาติ
ลักษณะการทำนาอย่างขั้นบันได เหล่านี้ล้วนเป็นการจัดการด้วยระบบที่สืบต่อกันมานาน
หากป่าชุมชน ยังอนุญาตให้เข้าไปใช้สอย เก็บขอนไม้ล้มทำฟืน เก็บหน่อ
เห็ด พืชผัก เป็นอาหารเสริมที่ไม่ต้องซื้อหา หรือใช้เงินเป็นตัววัดถึงความมั่นคงและฐานแห่งความร่ำรวยเฉกคนเมืองที่อบร่ำกันด้วยวัตถุ
บ้านหินลาดใน จึงเป็นชุมชนแห่งสวนชา สวนเมี่ยง
ที่อุดมไปด้วยธัญญพืช จากไผ่หก หวาย มะแขว่น
มะนาว พลับ มะขามป้อม มะเขือ แตง บวบ มะก่อ มะขม มะไฟ ถึงป่าไผ่
คือ พื้นที่ใช้สอยที่ชุมชนแห่งนี้ รักษาและจัดการ ดินน้ำป่า
ได้สอดคล้อง ด้วยพลังแห่งชาวชุมชน หินลาดใน
ลุ่มน้ำแม่เตี๊ยะ-แม่แตะ ลุ่มน้ำย่อยแห่งสาขาแม่กลางในลำปิง
เขต อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ความขัดแย้งสู่ความร่วมมือจัดการ ดินน้ำป่า
สมาชิก 3 ตำบล แห่งลุ่มแม่เตี๊ยะ มาพูดจา ผ่านความหลากหลายของระบบจารีตวัฒนธรรม
อย่างอัศจรรย์ใจ เพราะตลอดลุ่มน้ำแยกออกเป็น 3 ชาติพันธุ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ม้ง 1 หมู่บ้าน กะเหรี่ยง 5 หมู่บ้าน คนเมืองพื้นราบอีก 17 หมู่บ้าน
ร่วมกันจัดสรรจัดการดินน้ำป่าอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย
จนก่อร่างเป็นวัฒนธรรมร่วมแห่งลุ่มน้ำ และจารีตวิธีที่หลากหลายเข้าจัดการเพื่อให้คนอยู่กับป่าร่วมกันทั้งลุ่มและกลไกที่สร้างขึ้นยังประสานจัดการออกเป็นกลุ่มจัดการอีกหลายกลุ่ม
ทั้งเรื่องป่าชุมชนและหมืองฝาย
เหตุการณ์ที่ผ่านมา
คนลุ่มแม่เตี๊ยะ เกิดปัญหาขัดแย้งเรื่องพื้นที่การจัดการ สวนลำไย
ผ่านระบบการผลิตแบบใหม่และสังคมทันสมัยที่ขยายวงออกไป การใช้ ดินน้ำป่า
อย่างล้นเกินทำให้เกิดปัญหาการแย่งชิง ความเห็นแก่ตัวเริ่มเพาะตัวประจวบกับ
การประกาศอุทยาน ออบหลวง
เงื้อมงำของผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว จนปัญหาลุกลามใหญ่โต นับจากการชุมนุมต่อต้านกรมอุทยาน
และการปิดถนนของคนพื้นราบที่มองเสมอว่าคนในพื้นที่สูง คือ ผู้ทำลาย
ความขัดแย้งไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น จนทุกฝ่ายเห็นถึงการประสานประโยชน์
หันหน้าเข้าหากัน แสวงหาทางออกร่วม บานฐานการจัดการ 4 แนวทาง
เริ่มจากพลังชุมชน มองถึงปัญหาภายในแล้วเอามาแชร์
ให้เห็นร่วม โดยไม่ปล่อยเอาให้เป็นการจัดการของส่วนราชการ คือ
องค์การบริหารส่วนตำบล ในส่วนของบุคคล ทั้งสมาชิกและผู้บริหารหลายคนที่สร้างวิสัยทัศน์การพัฒนา
ดินน้ำป่า ร่วม วิเคราะห์วางแผน เรียกความร่วมมือจากทุกฝ่าย จัดการประสานข้าราชการพื้นที่
มุ่งเป้าไปที่ฝ่ายอุทยาน ออบหลวง ให้เข้ามารับรู้ปัญหาของชาวบ้านและการจัดการอุทยานที่ไม่ใช่
หมายถึง วงครอบพื้นที่แล้วกันชาวบ้านออกไป เรียกการสนับสนุน
ให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรบนความรู้ที่ไม่ได้เกิดจากกรมป่าไม้เท่านั้นแต่ต้องเป็นความรู้ที่หลากหลาย
ทั้งหน่วยงานรัฐและองค์กรชาวบ้าน
แนวทางดังกล่าว
คนลุ่มสบเตี๊ยะ วันนี้ สามารถอยู่ด้วยกันผ่านการจัดสรรประโยชน์และเพิ่มบทเรียนว่าด้วยความรู้ในการจัดการที่ไม่อาจให้หน่วยงานใด
รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียวซึ่งไม่อาจแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งกลุ่มผู้หญิง กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน กลุ่มผุ้อาวุโส กลุ่มคนจน
กลุ่มอาชีพที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มผุ้เลี้ยงวัว ควาย กลุ่มเก็บหาของป่า
กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ กลุ่มพ่อค้าหาบเร่ ล้วนจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในการจัดการ
ดินน้ำป่า ทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นการสร้างกระบวนการเข้าไปเป็นส่วนในการคิด
เรียนรู้และวางแผนร่วมในทุกขั้นจนเป็นผลสำเร็จของ คนอยู่ป่า ลุ่มสบเตี๊ยะ
ทั้งลุ่ม
บ้านทุ่งยาว จ.ลำพูน ประวัติศาสตร์ของ
ผู้หญิง กับการจัดการเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหาร
บนทางหลวงเชียงใหม่-ลำปาง ระหว่างเทือกเขาคู่ขนานนั้น บ้านทุ่งยาว
คือ หุบเบญจพรรณอันอุดมเต็มไปด้วยความหลากหลายของพืชพรรณ กลุ่มผู้หญิงที่นี่
คือ ความเข้มแข็งและความภาคภูมิที่คนทุ่งยาวทราบกันดีว่า กลุ่มผู้หญิง
คือ ผู้มีบทบาทโดดเด่นอย่างไม่อาจะคิดเป็นตัวเงินได้ด้วยการดูแลด้านอาหารการกินในครัวเรือน
เธอ ทุกคนเรียนรู้เรื่องการประกอบอาหารจากธรรมชาติแวดล้อม ถนอมอาหารและรู้จักเสาะหา
รู้จักที่มาของแหล่งอาหาร อย่างมองเห็นคุณค่าความหมายที่ธรรมชาติมอบให้
ร่วมกับบรรดา ผู้ชายที่แบ่งหน้าที่จุนเจือครอบครัวด้วยการทำงาน
เรื่องราวแต่หนหลังที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของคนทุ่งยาว เมื่อกรมป่าไม้จัดประกาศให้ที่นี่เป็นวนอุทยานแห่งชาติและดูแลโดยอาศัยหลักเกณฑ์ของกรมอุทยาน
มองข้ามการจัดการของชุมชนและกลุ่มแม่บ้าน หนำซ้ำเหตุการณ์รุกล้ำที่ทำให้คนทุ่งยาวไม่อาจะทนได้อีกต่อไป
เมื่อรัฐราชการอนุญาตให้มีการสัมปทานป่าไม้ เพื่อเอาไปทำไม้หมอนรถไฟ
เป็นจุดเดือดใหญ่ของหัวอกคนทุ่งยาว อย่างไม่อาจผนึกประสาน ถึงขนาด
ประกาศว่า หากดื้อดึงเข้ามาตัดไม้ ต้องผ่านศพ
คนทุ่งยาว ทั้งหมด
ป้า ภาคี วรรณสัก เล่าผ่าน
จุลสารสานใจคนรักป่า ชุมชนคนรักป่า
ถึงการผสานแนวคิดการจัดการป่าหลังจากนั้น เมื่อ เธอ เป็นส่วนนำในการสำรวจความมั่นคงทางอาหาร
เน้นประสบการณ์การจัดการป่า
จุดเริ่มต้นของกลุ่มแม่บ้านที่เก็บข้อมูลอย่างจริงจัง
เพื่อนำเสนอเรื่องของการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างเป็นรูปธรรมแก่สาธารณะหรือนำเสนออกไปตามโอกาสที่เอื้ออำนวย
เพราะมีคนมาดูงาน ศึกษา เรื่องของป่าชุมชน มากขึ้นโดยลำดับ การขยายความคิดอกไปจากที่อื่น
มีการศึกษาว่าเราใช้ประโยชน์จากป่าอย่างไร มีอาหาร มีข้าว น้ำ
ผัก พอกินเพียงพอได้อย่างไร
ส่วนประสบการณ์จากการดูแล ดินน้ำป่า เป็นระเบียบร่วมของชุมชนนั้น
ป้าภาคีบอกว่า เป็นประสบการณ์ที่ กลุ่มแม่บ้าน ได้กระทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ทำให้ พวกเธอ รู้ว่า จะหาอาหารอย่างไร เมื่อไร ถึงจะเรียกว่า
ยั่งยืน และมีกินมีใช้ตลอดทั้งปี อย่างเช่น การขุดหน่อ พวกเธอเรียนรู้ว่า
หากขุดลึกจนเกินไป ต้นจะตายให้หักยอดหรือหาเอาบนดิน ไข่มดแดง
ก็เหมือนกัน เธอบอกว่า การเผาตัวแม่ของมดจะทำให้มดแดงสูญสิ้นพันธุ์
ต้องเอาแป้งโรยให้ตัวแม่ไต่ออกมา หรือ ผักหวาน ก็ไม่ต้องขุดเพื่อนำมาเพาะพันธุ์
เพราะมันต้องอยู่ป่าเท่านั้น หากเอาออกมามันจะตาย
เธอ ยืนยันความเชื่อของเธอตลอดการต่อสู้สองปีที่ผ่านมาว่า
เราต้องต่อสู้ ตัวของเธอสู้มาตลอด ป่า คือเส้นใยของชีวิต ถ้าขาดป่าเหมือนเราทำลายชีวิตของตัวเอง
และ เธอ ไม่ยอมให้ใครเข้ามทำลายสายใยชีวิตและพร้อมอธิบายให้ลูกหลานได้รู้จักการ
เรื่องคุณและโทษ หากต้นไม้ถูกทำลายไป
บ้านทุ่งยาว วันนี้ เต็มไปด้วยพืชผักตลอดปี
ผักใบเขียวกว่า 28 ชนิด เห็ด 25 ชนิด ผลไม้ป่า 13 ชนิด สมุนไพร
20 ชนิด คือ มูลค่าเฉียดล้านบาท หากมูลค่าที่นอกเหนือกว่านั้น
ผู้ชายบ้านทุ่งยาวต่างรู้ว่า นี่คือ ฝีมือของศรีภรรยา กลุ่มผู้หญิงแห่งบ้านทุ่งยาว
เธอ คือ ผู้ให้และผู้สร้างความมั่นคงทางอาหาร จริงแท้
เรื่องเล่าของ
คนอยู่ป่า หลากหลายเรื่องราว ผ่านเวลาและการบอกเล่า
กรอบคิดซึ่งสวนทางกับการพัฒนากระแสหลัก การจัดการ ดินน้ำป่า
ที่ผูกขาดโดยรัฐได้รับการพิสูจน์มาตลอดระยะทางของการยินยอมและความไม่รู้ของชุมชนแล้วว่าไม่อาจจะแก้ไขปัญหา
ทรัพยากร ให้ดีขึ้นได้ 3 กรณี ชุมชนศึกษา คนอยู่กับป่า งานมหกรรมดอกไม้บานกลางใจคนรากหญ้า
จะได้รับการพูดถึงต่อเนื่องต่อไป ไม่ว่าจะอย่างไร ควรจะถึงเวลาแล้วหรือไม่
ที่รัฐราชการจะหันมาเห็นความสำคัญของการจัดการ ดินน้ำป่า
โดยประชาชน คนอยู่ป่า
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
19 พฤษภาคม 2547
|