| ย้อนรอย
4 นักคิด ทำไมต้อง ป่าชุมชน ?
จากกรณีที่ผู้แทนเครือข่ายป่าชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน
นักวิชาการ จำนวน 14 คน เข้าพบ ฯพณฯ ยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมข้าราชการระดับสูง
เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2548 หารือถึงทิศทางการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนและหาทางออกในแง่การปฎิบัติส่งเสริมความเข้มแข็งองค์กรชุมชนในการจัดการฐานทรัพยากร
ซึ่งที่ประชุมได้ข้อสรุปสำคัญ 2 ประการ
-สำหรับร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน ที่ประชุมมีมติให้ดำเนินการตามกระบวนการทางนิติบัญญัติและนำเสนอผ่านเพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายในแง่หน้าที่ของการมีป่าชุมชนต่อไป
-สำหรับประเด็นการสร้างการมีส่วนร่วม ที่ประชุมมีมติให้เกิดการบริหารงานสนับสนุน
ชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการ อย่างเป็นรูปธรรม และระหว่างที่รอความสมบูรณ์ในทางนิติบัญญัติให้เกิดการทำงานเชิงปฎิบัติการป่าชุมชนโดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างป่าชุมชนจาก
4 ภาค ทั่วประเทศเน้นความหลากหลายด้านชาติพันธุ์ ประเพณี และลักษณะของการร่วมกลุ่ม
ชุมชน ตำบล ลุ่มน้ำย่อยและความหลากหลายในระดับความสามารถของชุมชน

ทั้งนี้ไทยเอ็นจีโอ ย้อนถึง ทำไมต้องป่าชุมชน
จากนักคิด 4 คน อันเป็นการเรียบเรียงจากเวทีเสวนา 4 นักคิด เปิดทิศทาง
พ.ร.บ.ป่าชุมชน วันที่ 10 พฤษภาคม 2545 ห้องประชุมจุมภฎ-พันธุ์ทิพย์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย เครือข่ายป่าชุมชน
ศ.เสน่ห์
จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ป่าชุมชนจะมีนัยสำคัญต่อการสร้างฐานความรู้ที่สร้างสรรค์และเป็นความรู้ที่เป็นศักยภาพสำคัญของความอยู่รอดของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ป่าชุมชนจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมฐานความรู้อย่างแท้จริง
เพราะว่าชุมชนได้จัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยาการที่เป็นฐานต้นทุนชีวิตของประชาชนคนไทยทั้งชาติ
ผมเริ่มต้นศึกษาปัญหาที่ทำกินของชาวบ้านก่อน และต่อมาได้ศึกษาเรื่องป่าชุมชนทำให้ผมมองเห็นว่า
ป่าชุมชนเป็นขุมทรัพย์สำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรมไทยเพราะความหลากหลายทางชีวภาพของป่าเขตร้อนจะเป็นขุมทรัพย์สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจโลกในปี
20-30 ปี ข้างหน้าและเป็นที่มาของการผลิตอาหารกับยาของโลก
ป่าเขตร้อนมีไม่ถึงร้อยละ 7 ของพื้นที่ในโลกแต่เป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพถึง
60% ของโลก เพราะฉะนั้น ป่าชุมชนไม่ใช่ป่าสีเขียว
แต่เป็นขุมทรัพย์ทั้งทางวัตถุและปัญญาให้เราได้เรียนรู้อย่างแท้จริง
ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยจะต้องสร้างสังคมฐานความรู้จากสังคมไทย
อยากจะให้มองป่าชุมชนที่กินความกว้างขึ้น ในระยะยาวผมมองว่าการจัดการป่าชุมชนนั้น
เป็นการจัดการที่สร้างฐานความร่วมมือในการศึกษาวิจัยและพัฒนาร่วมระหว่างภูมิปัญญาชาวบ้านกับนักวิชาการเพราะภูมิปัญญาภายนอกมีข้อจำกัด
ป่าชุมชนจะเป็นขุมขบวนของการศึกษาวิจัยและพัฒนาเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม
ตลอดเวลา 10-15 ปี เราฝากความหวังไว้กับเศรษฐกิจโลก
ยามที่เศรษฐกิจบูมขึ้นมาทุกคนก็ตาพอง ปี 2540 เราได้บทเรียนแล้วว่าเศรษฐกิจโลกที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นเพียงความเสี่ยงเท่านั้นเพราะฉะนั้นโปรดอย่าบริหารความเสี่ยงอยู่เลย
หันกลับมาร่วมกับชนบท ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักวิชาการ
ทั้งสังคมศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์มาร่วมกันทำงานวิจัยกับชาวบ้าน
ทั้งเรื่องยาและอาหาร ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรที่นำรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล
ป่าชุมชนจะเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้และการศึกษาของสังคมเรา
ป่าชุมชนจะเป็นบทนำไปสู่การเรียนรู้อีกมากมาย ความหลากหลายทางชีวภาพ
ภูมิปัญญา การวิจัย การพัฒนายาและอาหาร ซึ่งเป็นพรสวรรค์ของคนในสังคมไทย
โดยเฉพาะ อาหารซึ่งเป็นจุดแข็งในการพัฒนาเศรษฐกิจ
ผมอยากจะถามนักเศรษฐศาสตร์ไทยว่า เคยนึกถึงเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า
เวลานี้กล่าวได้ว่าเรากำลังบริหารความเสี่ยง ทำไมจะต้องเสี่ยงผมเรียนเศรษฐศาสตร์
ผมไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน
ป่าชุมชนจะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าแรกของสังคมในการมองไปข้างหน้าลำพังชุมชนท้องถิ่นก็ทำไม่สำเร็จ
ยังมีข้อจำกัด คนชั้นกลางทุก ๆ ส่วนโปรดอย่าดื้อดึง
ควรหันกลับมาจุดนี้แล้วพัฒนาเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบอย่างแท้จริง
ไม่ใช่พัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของความเสียเปรียบตลอดเวลาอย่างทุกวันนี้ |
|
ศ.นพ.ประเวศ
วะสี ราษฎรอาวุโส ผมเองเป็นนักวิทยาศาสตร์
ชื่นชมวิทยาศาสตร์เพราะว่าให้ความรู้ที่คมชัดลึก
นับตั้งแต่มีการค้นพบวิทยาศาสตร์ในยุโรปเมื่อ 400
ปีก่อน คุณูปการอันยิ่งใหญ่ของวิทยาศาสตร์ควรจะนำไปสู่ปัญญาแต่ชาวยุโรปเลือกลงต่ำ
นำวิทยาศาสตร์ไปผลิตอาวุธไล่ฆ่าฟันคนและแย่งชิงทรัพยากร
-ชาวยุโรปไปอเมริกาใช้ปืนกลไล่ฆ่าอินเดียนแดงซึ่งอยู่มาหมื่นสองพันปี
-ในอินเดียที่รัฐอะมาริสะทหารอังกฤษใช้ปืนกลยิงชาวบ้านที่ยืนชุมนุมตาย
-ในประเทศจีนกองพันจีนใช้ง้าวทวนต่อสู้แต่ทหารอังกฤษใช้ปืนกลยิงตายหมด
สิ่งเหล่านี้ คือ ฐานที่มาของความรู้ฝรั่ง ความรู้วิชาการต่าง
ๆ มาจากฐานการแย่งชิงทรัพยากร
ในปัจจุบันนี้ เรื่องโลกาภิวัตน์เหมือนเป็นสัจธรรม
เป็นธรรมะอันยิ่งใหญ่แต่โลกาภิวัตน์ที่กล่าวกัน
หมายถึง การเงินเสรี การค้าเสรี โดยแท้จริงแล้ว
ก็คือ การแย่งชิงอย่างเสรี เป็นโลกาภิวัตน์แบบด้อยพัฒนา
ไม่ได้เจริญขึ้นและเรารับเอาฐานความคิดและความรู้นี้เข้ากระทำกับชนบทของเราเองเหมือนชนบทของเราเป็นประเทศอื่นใช้เรื่องการเงินการจัดการ
ครอบงำจากต่างชาติ
ป่าชุมชนจะเป็นการสร้างฐานที่แข็งแรงเพื่อยันการรุกรานจากต่างชาติ
เรา ควรรวมพลกันสร้างความเข้มแข็งทางสังคม เศรษฐกิจ
ภูมิปัญญาและวัฒนธรรม รักษาทรัพยากรของเราไว้เรียนรู้ร่วมกัน
ผมเป็นแพทย์ก็ขอมองแบบแพทย์ว่าสังคมไทยป่วยเป็นโรคจิตในท่ามกลางความซับซ้อน
มองแบบแยกส่วน เข้าใจเป็นส่วน ๆ เหมือนตาบอดคลำช้าง
มองไม่เห็นช้างทั้งตัว เรื่องป่าชุมชน รัฐมองว่า
ถ้าเป็นป่าอนุรักษ์จะต้องไม่เป็นป่าเศรษฐกิจ ขณะที่ชาวบ้านมองป่าเป็นเรื่องชีวิตการอนุรักษ์และเศรษฐกิจในตัว
นี่คือ โลกทัศน์แบบแยกส่วน ความรู้พื้นฐานของฝรั่ง
คือ การคิดแบบแยกส่วน เรารับเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
นับตั้งแต่ระบบการศึกษาสมัยใหม่เมื่อ 100 กว่าปีเป็นต้นมาเป็นการศึกษาที่ทำให้คนทั้งแผ่นดินไม่เข้าใจแผ่นดินไทยเพราะเราเรียนหนังสือตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยโดยเอาวิชาการเป็นตัวตั้ง
หนังสือก็คนกรุงเทพฯ เขียน คนกรุงเทพฯไปลอกฝรั่งมา
แต่ว่าไม่ได้สัมผัสความเป็นจริงของแผ่นดินไทยเพราะฉะนั้นจึงไม่เข้าใจคนไทยอย่างแท้จริงเพื่อแก้ปัญหาต่าง
ๆ
โดยความจริงแล้ว ปัญหาต่าง ๆ แก้ไม่ยาก ความยากจนก็แก้ไม่ยาก
แต่ว่าแก้ไม่ได้เพราะไม่ได้ใช้ความจริงเป็นฐาน เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้เป็นโรคติดขัดทางปัญญา
มองไม่เห็นว่า ป่าชุมชนเป็นเรื่องใหญ่กว่าป่าและชุมชน
เรืองป่าชุมชนเป็นทิศทางของบ้านเมือง เป็นการพลิกฟื้นชาติ
ถ้ามองฐานของชาติได้อย่างสมดุลแต่การพัฒนาที่ผ่านมาได้ทำลายฐานดังกล่าวโดยสิ้นเชิง
ประเทศไทยพังลงไปทุกวันนี้เพราะว่าเราไปใช้ระบบที่
เรียกว่า เส้นทางเดียว ในการจัดการ ใช้ระบบรัฐเข้าไปจัดการทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่ระบบที่ดีที่สุด
คือ ร่างกายของเรา ระบบในร่างกายของเราไม่มีวันที่จะใช้เส้นทางเดียว
ไม่ว่าจะเป็นปอด หัวใจ ตับ ถ้าเส้นทางหนึ่งตีบตันก็จะใช้เส้นทางอื่น
เราคิดว่ากรมไม้เป็นผู้รักษาป่าและมันก็พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า
ทำไม่ได้ วุฒิสภาก็ยังอยากจะให้กรมป่าไม้เป็นผู้รักษาป่าอีก
แทนที่จะเลือกใช้หลายวิธี กฎหมายป่าชุมชนไม่ได้เสนอให้ชาวบ้านจัดการฝ่ายเดียวแต่มีหลายช่องทาง
ชาวบ้านก็มีส่วน รัฐก็มีส่วน ใครต่อใครก็มีส่วนช่วยกันเป็นการปฏิรูปการจัดการเปลี่ยนจากการใช้เส้นทางเดี่ยวมาเป็นหลายเส้นทางที่เชื่อมโยงกันตรงนี้จะช่วยให้เกิดการจัดการที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนเป็นการปฎิรูปการจัดการเพื่อใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
ผมมองเห็นว่า ความรุนแรงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตจะมาจากความยากจนและการแย่งชิงทรัพยากรในชนบท
ซึ่งรัฐเป็นส่วนสำคัญของการแย่งชิงทรัพยากร ผมเตือนมาหลายปีแล้วว่า
อนาคตอาจเกิดการนองเลือด เพราะว่าการแก้ปัญหาไม่มีทางออก
เรื่องป่าชุมชนจะเป็นการถอดชนวนความรุนแรงดังกล่าว
โดย ให้ชาวบ้านมีสิทธิในการจัดการ วางแผนระยะยาวได้เพราะถ้าเขารู้ว่าเขาไม่ถูกไล่ออกจากป่าเขาสามารถอยู่อาศัยทำกินได้ตลอดชั่วลูกชั่วหลาน
เขาจะฟื้นฟูดูแลป่า ฉะนั้น เรื่องป่าชุมชน คือ การถอดชนวนความรุนแรงในประเทศไทยนั่นเอง |
|
ศ.ดร.นิธิ
เอียวศรีวงศ์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ผมคิดว่าการที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ประชาชนสามารถเสนอกฏหมายได้นั้นเป็นการเปิดพื้นที่ประชาธิปไตยทางตรงแก่ระบอบการปกครองของเราหลังจากที่เราประสบความล้มเหลวในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนมาเป็นเวลานานเพราะประชาธิปไตยทางตรงเปิดโอกาสเรื่องการทำงานร่วม
กำกับร่วมและถ่วงดุลได้
อย่างไรก็ตาม เราเคยอยู่กับระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนมานานจึงมีคนจำนวนมากพอสมควรที่เข้าไปสร้างผลประโยชน์และฝังตัวในระบบ
เช่น นักการเมือง นักการเมืองท้องถิ่น นายทุนท้องถิ่น
ระบบราชการซึ่งฝังตัวในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนได้อย่างหนาแน่นและมีคนชั้นกลางเป็นพันธมิตร
คนชั้นกลางจึงค่อนข้างเป็นมิตรจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
นอกจากนี้ คนชั้นกลางยังคุ้นเคยกับการจัดทรัพยากรแบบรวมศูนย์
ผมมองว่า สังคมไทยมีอคติที่ใหญ่มหึมาต่อการกระจายการจัดการทรัพยากรไม่ใช่เพียงแค่อคติกับคนมีอำนาจเท่านั้น
คนชั้นกลางในเมืองเองก็มีอคติด้วย เมื่อใดก็ตามที่มีการกล่าวถึงการจัดการทรัพยากรคนชั้นกลางจะมองด้วยความระแวงสงสัย
ทั้งที่ก็ยอมรับว่ารัฐเองก็ไร้ประสิทธิภาพในการจัดการแต่ก็ยังรู้สึกว่า
ให้รัฐจัดการดีกว่า
ดังนั้น เรื่องกฎหมายป่าชุมชนถ้ามองให้ลึกลงไปจริง
ๆ มันไม่ใช่ปัญหาแต่เพียงเรื่องการจัดการป่าชุมชนแต่เป็นเรื่องการเมืองของสังคมไทยที่แบ่งแยกระหว่างคนชั้นกลางในเมืองกับประชาชนชนบทส่วนใหญ่
เรื่องขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของป่าชุมชนทำให้ผมนึกถึงทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของอาจารย์ประเวศ
วะสี ประการแรก
คือ กรณีป่าชุมชนเป็นการผลักดันกฎหมายจากภาคประชาชนที่ค่อนข้างตรงกับทฤษฎี
ดังกล่าว คือ เริ่มต้นจากตัวความรู้ก่อน ผมคิดว่า
ไม่เคยมีเร่างกฎหมายฉบับใดที่มาจากประชาชนซึ่งมีฐานมาจากการสร้างฐานความรู้มาก่อน
เนื่องจากเรื่องป่าชุมชนมีงานศึกษาวิจัยมานานกว่า
10 ปีแล้ว และยังมีการวิจัยศึกษาจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องซึ่งแสดงว่ามีตลาดของผู้อ่านจำนวนมาก
ประการถัดมา คือ การขับเคลื่อนสังคมผ่านแนวคิดเรื่องป่าชุมชน
ผมมองว่าได้ผลดีพอสมควรเพราะอย่างน้อยที่สุดผลลัพธ์ก็สามารถวัดกันได้
เช่น รายการทุ่งแสงตะวันของคุณ นิรมล เมธีสุวกุล
ที่นำเสนอถึงความสำเร็จของป่าชุมชนสืบเนื่องมาเป็นเวลาหลายปีโดยที่ยังมีโฆษณาสนับสนุนอยู่
, การตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับป่าชุมชนในหนังสือพิมพ์เนชั่น
, หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หรือสกู๊ปข่าวในหน้ากลางของหนังสือพิมพ์มติชนและฉบับอื่น
ๆ เกี่ยวกับความสำเร็จของชุมชนที่รักษาป่าหรือว่าการนำเที่ยวป่าแบบอีโคทัวร์ลิสซึ่มก็ตาม
ผมคิดว่าเป็นการขับเคลื่อนสังคมที่ประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า คนชั้นกลางมีอคติในเรื่องนี้และได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องป่าชุมชนไประดับหนึ่งแล้วแต่สัดส่วนที่เป็นการให้ความรู้ยังไม่ค่อยเพียงพอ
เนื่องจากว่า อคติที่ฝังแน่นในคนชั้นกลาง ดังนั้น
การให้ความรู้ที่ไม่เพียงพออาจจะไม่สามารถทำลายอคติได้
ประการสุดท้าย คือ การขับเคลื่อนทางการเมือง แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่าง
พ.ร.บ. ป่าชุมชนไปได้ แต่ว่าการขับเคลื่อนดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างความเข้าใจที่แท้จริงให้กับนักการเมือง
ในขณะที่การขับเคลื่อนทางสังคมหรือการเมืองภาคประชาชนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว
จึงกลายเป็นส่วนที่สำคัญในการผลักดันให้ ส.ส.ลงมติผ่านตัวร่าง
พ.ร.บ.ป่าชุมชนออกมา
เราจำเป็นต้องคำนึงถึงการประสานเครือข่ายกับคนชั้นกลางให้มากขึ้น
อย่างเช่น ในกรณีชุมชนคนรักป่าพยายามที่จะนำเอาความรู้เกี่ยวกับป่ามาเชื่อมต่อกับคนชั้นกลางในเมือง
ภารกิจดังกล่าวจะเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญมากในอนาคต |
|
พิศิษฐ์
ชาญเสนาะ สมาคมหยาดฝน ผู้ได้รับรางวัลโกลแมนไพร์ส
2545 ผมได้ทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น
ในเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในภาคใต้มาเป็นเวลานาน
ส่วนใหญ่ทำงานกับชาวประมง ป่าไม้ของเขา ก็คือ
ป่าชายเลนชายฝั่ง ในมุมมองของชาวบ้านคิดว่าป่าชุมชนเป็นเรื่องป่าอนุรักษ์
ป่าเศรษฐกิจ และป่าเชิงวัฒนธรรม
ชีวิตชาวบ้านต้องพึ่งปากท้องอยู่กับป่าเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะชาวประมง
การทำมาหากิน กุ้ง หอย ปู ปลา จะต้องพึ่งพาป่าชายเลนทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นเขาจะต้องมีจิตสำนึกว่าชีวิตในอนาคตของเขาต้องอยู่อาศัยควบคู่ไปกับการคงอยู่ของป่าชายเลน
แต่ว่า ป่าอนุรักษ์ในความหมายของกรมป่าไม้ ชาวบ้านกลับไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์อะไรได้เลยหรือไม่สามารถแตะต้องป่าชายเลนได้
เท่าที่ผ่านมา นโยบายการจัดการป่าชายเลนของรัฐเมื่อเปรียบเทียบกับป่าบกหรือป่าไม้บนบกแล้ว
ยังถือว่า ล้าหลังมาก นับตั้งแต่ปี 2532 รัฐได้ประกาศหยุดสัมปทานป่าบก
แต่ว่าป่าชายเลนยังไม่สิ้นยุคสัมปทาน ยังคงมีการตัดไม้เผาถ่านอยู่
จนกระทั่ง ภายหลังเกิดกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในสังคมอย่างมากมาย
รัฐ ถึงมองเห็นคุณค่าของป่าชายเลนแล้วประกาศยกเลิกการสัมปทานโดยเปลี่ยนไปสู่การใช้กฎหมายป่าไม้เพื่อเตรียมประกาศป่าอนุรักษ์ในเขตป่าชายเลน
ดังนั้นถ้าหากรัฐประกาศป่าชายเลนทั้งหมดเป็นป่าอนุรักษ์แล้วไม่อนุญาตให้ชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์จัดการป่าชุมชนได้
ผมคิดว่า นี่คือประเด็นสำคัญของ พ.ร.บ.ป่าชุมชน
เพราะเรากำลังพูดถึงความอยู่รอด ไม่ใช่ความโลภหรือต้องการตัดไม้ขายและไม่ใช่การฮุบที่ดินเหมือนกับที่หลายท่านกล่าวหา
แต่เขาทำเพื่อฝากชีวิตไว้กับป่า เขาจึงจัดการป่าด้วยจิตวิญญาณและทุ่มเทเสียสละด้วยชิวิต
เพราะฉะนั้น การจัดการป่าชุมชนเป็นเรื่องระหว่างป่ากับชีวิต
สังคม เศรษฐกิจ และการเสียสละเพื่อส่วนรวม
|
|
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
20 เมษายน 2548
|