'เด็ดยอด' ค้าเสรี เอฟทีเอ ไทย-สหรัฐฯ ใครได้-ใครเสีย “จับตา24 มกราฯ นี้”

ในบรรยากาศแบบเสรีนิยมใหม่ ,การค้า-การขาย ภายใต้กรอบเจรจาเขตการค้าเสรี เอฟทีเอ (Free Trade Area) ไทย-สหรัฐอเมริกาเป็นไปอย่างเร่งรีบรวบรัด ,ถึงแม้ว่าในภายหลัง ,เพราะแรงกดดันของเครือข่ายประชาชนต้านการแปรรูปและเปิดการค้าเสรีนับหมื่นคน ที่ จ.เชียงใหม่ 9-11 มกราคม 2549, และรวมถึงนักสื่อสารมวลชนตลอดจนนักวิชาการจากสำนักต่าง ๆ ทั่วประเทศ ,ที่ออกมาต้านทาน-คัดค้านทำให้ท่าทีของรัฐบาลโอนอ่อน ,ร้อนแรงที่สุด (ขณะนี้) เห็นจะเป็นจากบรรดาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ออกแถลงการณ์ในชื่อ “คำประกาศเสรีไทย 2549” กู ไม่เอาพันธนาการ เอฟทีเอ (www.prachatai.com)

การคัดค้านซึ่งขยายวงกว้างขวางทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับท่าที ,ยอมเปิดเวทีสาธารณะ รับฟังความคิดเห็น ทำความเข้าใจและเดินสายชี้แจงให้สาธารณะชนรับทราบ โดย นายนิตย์ พิบูลสงคราม หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทยจะเป็นผู้ดำเนินการชี้แจง ,การจัดทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐอเมริกา กับสาธารณชน ใน 3 ระดับ

1. ชี้แจงผ่านสื่อมวลชน เพื่อให้ประชาชนทราบข้อมูลที่ถูกต้องโดยเฉพาะขั้นตอนการเจรจาไปถึงระดับไหนแล้ว
2.เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยในวันที่ 24 มกราคมนี้ จะจัดงานสัมมนาเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายโดยเชิญสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยร่วมกับภาครัฐ นำข้อมูลไปใช้เจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐต่อไป
และ 3.จะให้ทางคณะเจรจาฝ่ายไทยออกไปชี้แจงผ่านระดับกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม (โพสต์ทูเดย์ 17/01/06)

เหตุใด การเจรจากรอบการค้าเสรี ไทย-สหรัฐอเมริกา จึงอยู่ในความสนใจของประชาชนในภาคส่วนต่าง ๆ ,ถึงแม้ว่าการเจรจาครั้งนี้ ,จะเกิดแรงกดดันมหาศาล ,แต่รัฐบาลยังคง "ดันทุรัง" รวบรัดการเจรจา ,จะเป็นไปได้อย่างไรที่คณะเจรจาเอฟทีเอและรัฐบาลจะไม่รู้ว่าเราจะเสียเปรียบ-ได้เปรียบ อย่างไร ,ขณะการให้สัมภาษณ์ของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ระบุถึงจุดยืนของการเจรจา คือ การรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง เรื่องที่เกิดขึ้นต้องทำความเข้าใจ ไม่อยากเห็นความขัดแย้งพร้อมยืนยันว่า การเจรจาล้มเลิกไม่ได้ ,ถ้ายุติเกษตรกรจะเป็นผู้รับกรรม

ความล้มเหลวของการเจรจาเปิดเสรีภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก WTO หลายครั้ง ทำให้นานาชาติหันมาพึ่งวิธีการเจราจาเปิดเสรี 2 ฝ่าย ,เปิดเขตการค้าเสรี เอฟทีเอ หรือ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ,จะทำอย่างไร ให้สินค้าของตนเองสามารถเจาะเข้าสู่ตลาดของประเทศคู่ค้ามากที่สุด ,รัฐบาลในหลายประเทศรวมไปถึงประเทศไทยจึงมุ่งนโยบายเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ ,คำตอบใหญ่ คือ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยในยุคการลงทุนไร้พรมแดน,ด้วยความตื่นตระหนก ,หากยังชักช้า ไม่ทำอะไรเลยในโลกเสรีนิยมใหม่ สินค้าจะถูกประเทศคู่แข่งแย่งตลาด ,เป็นจุดเริ่มต้นของ “สปาเก็ตตี้ โบล์” ,หรือการเจรจาไขว้กันไปไขว้กันมา

ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ,อธิบายโดย ภควดี วีระภาสพงษ์ เสนอผ่าน บททดลองเสนอ เสรีนิยมใหม่ สังคมไทยไร้ทางเลือกจริงหรือ? (www.prachatai.com) ว่าเป็นแนวคิดเศรษฐกิจ-การเมืองใหม่ ,เริ่มเด่นชัดเมื่อไม่เกิน 30 ปี ที่ผ่านมา ลัทธิเสรีนิยมใหม่เป็นพัฒนาการอีกขั้นตอนหนึ่งของระบบทุนนิยมที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับกระบวนการโลกาภิวัตน์ ,กล่าวคือ ลดขนาดและบทบาทอำนาจรัฐโดยการ ส่งเสริมให้เกิดตลาดเสรี ,และกลไกตลาดจะเป็นตัวกำกับดูแลตัวเอง ลดระเบียบข้อบังคับในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจและการลงทุนข้ามชาติ ,ปรับและแปลงกฏหมายให้เข้ากับตลาดการค้าขาย

ที่ผ่านมา ,รัฐบาลไทยทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับหลาย ๆ ประเทศไปเรียบร้อยแล้ว ,ผลลัพธ์ คือ ความได้เปรียบ-เสียเปรียบ แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม ,การเดินหน้าการเจรจาของรัฐบาล ในวันนี้ เป็นไปภายใต้ความเชื่อว่า,ประเทศไทยจะได้มากกว่าเสีย เชื่อว่า จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางการค้า การลงทุนให้กับประเทศไทย ,เพิ่มและขยายผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) เป็นต้น


ขอขอบคุณ รูปประกอบจาก
http://www.geocities.com/fta_chiangmai
ภาพโดย : กานต์ ณ กานท์
สนับสนุนโดย : โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
หากความคุ้มค่าผ่านความเชื่อข้างต้นถูกคัดค้านจากภาคประชาชนในซีกต่าง ๆ ,คำถามถึงความไม่โปร่งใสในการเจรจา ,ประชาชนไม่มีส่วนรู้เห็นในการเจรจา ,การเจรจาไม่ผ่านรัฐสภา ,ผิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 244 ,ซึ่งกำหนดว่า หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง "เขตอำนาจรัฐ" อันไม่หมายเฉพาะพื้นที่ในเชิงกายภาพ หากหมายรวมถึงเขตอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม-วัฒนธรรม จะต้องออกพระราชบัญญัติ ,เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา,และการเจรจาเขตการค้าเสรี เอฟทีเอ ไทย-สหรัฐอเมริกา "ไม่ได้เสรีจริง" ,คณะเจรจาอเมริกัน คือ ผู้วางกรอบให้เราเดิน

เอฟทีเอ ไทย-สหรัฐอเมริกา เริ่มเจรจาครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2547 ที่รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกาและต่อเนื่องมาจนถึงครั้งนี้ ,ครั้งที่ 6 ที่ประเทศไทย ในจ.เชียงใหม่ ,ผลสรุปใน 6 ประเด็นใหญ่ คือ ,การเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม สหรัฐฯเสนอลดภาษีเป็น 0% ,ทันทีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ ,คิดเป็น มูลค่ากว่า 12,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 74% ของสินค้าที่นำเข้า ส่งผลให้สินค้าไทย 8,100 รายการ เข้าตลาดสหรัฐฯโดยไม่มีภาษีนำเข้า ,สินค้าได้ประโยชน์ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ,ผลิตภัณฑ์ทำจากไม้และยาง ,เครื่องแก้วและเซรามิก ,ผลิตภัณฑ์พลาสติก ,อัญมณีและเครื่องประดับกลุ่มอาหารแปรรูป ,ผลิตภัณฑ์เหล็ก สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม

ขณะที่ไทยเสนอยกเลิกภาษีสินค้าให้สหรัฐฯ 5,000 ล้านเหรียญฯ หรือ 71% โดยสินค้าอ่อนไหวมาก เช่น เนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์ ข้าวโพด มันฝรั่ง ชา กาแฟ หัวหอม ขอยืดเวลาลดภาษีไป 10 ปี หรือสินค้ามีโควตานำเข้าขอมีมาตรการปกป้อง ,ส่วนการเปิดเสรีภาคบริการ ครอบคลุมการค้าบริการ การลงทุน การเปิดเสรีภาคการเงิน โทรคมนาคม และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้น ไทยย้ำ ให้สหรัฐฯยืดหยุ่นในเรื่องการยอมรับคุณสมบัติของผู้ให้บริการระหว่างกันและข้อเสนอด้านมาตรการปกป้อง

ส่วนการเจรจาหัวข้อบริการทางการเงิน ไทยผลักดันให้ใช้มาตรการเพื่อการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจมหภาค เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจไทยจากการเปิดเสรี รวมถึงขอเวลา 20 ปี ในการเปิดเสรี ,ขณะที่ ภาคประกันภัยนั้น สหรัฐฯขอตั้งบริษัทประกันภัยที่มีชาวสหรัฐฯถือหุ้น 100% ขอตั้งสาขาย่อยได้โดยเสรี จำหน่ายประกันภัยผ่านตัวแทนโดยไม่ต้อง ตั้งบริษัท ส่วนธุรกิจประกันวินาศภัยนั้น ไทยยังไม่พร้อม และขอเวลาปรับตัว 15 ปี

ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ,เรื่องสิทธิบัตรยา สหรัฐฯขอให้ไทยขยายความคุ้มครองการขึ้นทะเบียนยา 5 ปี รวมกับระยะเวลาการให้ความคุ้มครองสิทธิ์อีก 20 ปี เป็น 25-30 ปี ขณะที่ ไทยยืนยันขอให้สามารถผลิตยากรณีฉุกเฉินหรือกรณีเกิดโรคระบาดได้ นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันให้สหรัฐฯขออนุญาตล่วงหน้าก่อนที่จะนำเอาทรัพยากรของไทยไปใช้ เพื่อป้องกันการจารกรรมทางชีวภาพและการแบ่งปันผลประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ไทยได้ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังต่อข้อเสนอทรัพย์สินทางปัญญาที่สหรัฐฯยื่นมาให้กับไทย,ทั้งนี้ผลสืบเนื่องจากการเจรจา ,การศึกษาจากหลาย ๆ สำนัก ,สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ,กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือ นักวิชาการ จากสถาบันต่าง ๆ พบว่า การลดภาษีศุลกากรเป็น 0% ในทุกสาขาสินค้า-บริการ จะทำให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้น 1.85% หรือประมาณ 100,000 ล้านบาท จากมูลค่าจีดีพีในปัจจุบันที่ 5.5 ล้านล้านบาท ส่วนสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 0.05% ทำให้รายได้ครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้น 1.98% ส่วนสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 0.05% นอกจากนี้ ยังทำให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯมากขึ้น ทั้งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม

ที่สำคัญ มีการเจรจาเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งลด/เลิกการอุดหนุนการผลิตและส่งออก มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) ที่แต่ละปีสหรัฐฯใช้มาตรการกับสินค้านำเข้าจากประเทศต่าง ๆ มากเป็น อันดับ 1 ของโลก ผลจากการส่งออกไปสหรัฐฯมากขึ้น จะทำให้ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯเพิ่มขึ้น จากปัจจุบัน 300,000 ล้านบาท มูลค่าการค้าระหว่างกัน 900,000 ล้านบาท

สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมที่ไทยจะได้ประโยชน์ในด้านการส่งออก ได้แก่ เสื้อผ้า เครื่องหนัง สิ่งทอ แต่สหรัฐฯก็ส่งออกมาไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน ขณะที่สินค้าเกษตรที่ไทยจะได้ประโยชน์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหาร น้ำตาล แต่ข้าวและผลิตภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จะส่งออกลดลง ส่วนสหรัฐฯจะส่งออกสินค้าเกษตรมาไทยเพิ่มขึ้นแต่สัดส่วนการเพิ่มขึ้นน้อยกว่าไทย ทั้งผลิตภัณฑ์อาหาร น้ำตาล และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์

ด้านการนำเข้านั้นไทยอาจเสียเปรียบ ,เพราะอาจนำเข้าเพิ่มมากกว่าสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง ยานยนต์,ชิ้นส่วน และสิ่งทอ ขณะที่สินค้าเกษตรนั้น ไทยจะนำเข้าเพิ่มขึ้นทั้งผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ น้ำตาล และอาหาร ส่วนสหรัฐฯนำเข้าในสัดส่วนน้อยกว่า (สกู๊ป มองรอบทิศเจราจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐอเมริกา เกมต่อรองเพื่อผลประโยชน์ชของชาติ นสพ.ไทยรัฐ 16 มกราคม 2549)

นั่นคือ ข้อมูลด้านหนึ่ง ,อีกด้านหนึ่ง เซี่ยงเส้าหลง แห่งสำนักผู้จัดการ ออนไลน์ เกาะติดพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ระบุถึงข้อมูลชุดหนึ่งว่า ,รัฐบาลไม่มีอำนาจกระทำการลงนามใดใดในทุก ๆ ครั้งการเจรจาข้อตกลง เอฟทีเอ นอกเสียจาก ได้รับการพิจารณาอนุมัติจากรัฐสภาเสียก่อน ,การทำเอฟทีเอของไทยที่ผ่านมาและอยู่ระหว่างการเจรจานั้น กลุ่มที่ได้ประโยชน์ คือ กลุ่มผู้ส่งออกที่สามารถแข่งขันได้อยู่แล้ว ขณะผู้ที่เสียประโยชน์ คือ กลุ่มผู้ผลิตสินค้าที่แข่งกันสินค้านำเข้า รวมทั้งกลุ่มที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ไปจนถึงกลุ่มเกษตรกร

แยกเป็นกรณี ดังนี้ ,กรณีของออสเตรเลีย ,กลุ่มสิ่งทอ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มสื่อสารโทรคมนาคมของไทยน่าจะได้ประโยชน์จากการขยายตลาดการส่งออกและการลงทุนในออสเตรเลีย ,แต่ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบและต้องแข่งขันรุนแรงมากขึ้นจากการทำ FTA กับออสเตรเลีย ได้แก่ เกษตรกร ปศุสัตว์ โชห่วย รวมถึงผู้ประกอบการให้บริการด้านวิชาชีพ ทั้งในด้านก่อสร้าง ธุรกิจให้คำปรึกษา ,เขตการค้าเสรีไทยกับออสเตรเลีย เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2548 ผลปรากฏว่า 7 เดือนแรก (มกราคม – กรกฎาคม) ไทยขาดดุลการค้ากับออสเตรเลีย 251.4 ล้านเหรียญสหรัฐ คือ ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น230%

กรณีของจีน ,ผู้ส่งออกยางพารา มันสำปะหลัง ข้าว ชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถยนต์ รวมไปถึงสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์บางรายการ จะได้รับประโยชน์จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมีอุปสรรคอีกมากในการตรวจสอบอย่างเข้มงวดสินค้าเกษตรของไทยที่ส่งไปยังจีน ,กลุ่มที่เสียประโยชน์ที่สำคัญก็คือ เกษตรกรผู้ปลูกผักและผลไม้ กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลิตโดยอาศัยแรงงานเป็นสัดส่วนสำคัญของทุน7 เดือนแรกของปี 2548 ปรากฏว่า ไทยขาดดุลการค้าให้กับจีนไปแล้วทั้งสิ้น 1,572 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นถึง186% ,กรณีของญี่ปุ่น ,กลุ่มที่ได้ประโยชน์ก็คงได้แก่กลุ่มชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ในประเทศ ในขณะที่สินค้าประมง ,กลุ่มเกษตรมีความน่าเป็นห่วงในเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษี

ส่วนในกรณีของสหรัฐอเมริกาที่กำลังเจรจากันอยู่ผู้ประกอบการจากสหรัฐอเมริกาได้สิทธิประโยชน์ภายใต้สนธิสัญญาไมตรีอยู่แล้ว ,เมื่อการเจรจาครอบคลุมถึงภาคการเกษตรและบริการด้วยกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบในประเทศไทย คือ เกษตรกรบางกลุ่ม เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง รวมถึงผู้ประกอบการภาคบริการ โดยเฉพาะ ภาคการเงินการธนาคาร การประกันภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าเวชภัณฑ์ ,หลายรายการราคาจะเพิ่มสูงขึ้น ,อันเนื่องมาจากสิทธิบัตรยา


ขอขอบคุณ รูปประกอบจาก
http://www.geocities.com/fta_chiangmai
ภาพโดย : กานต์ ณ กานท์
สนับสนุนโดย : โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
ประเด็น ,สินค้าเวชภัณฑ์เป็นเรื่องใหญ่ในการเจรจา FTA กับสหรัฐอเมริกา ,โดยไทยต้องขยายความคุ้มครองสิทธิบัตรยาจาก 20 ปีเป็น 25-30 ปี ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของบริษัทวิจัยยา ภาคธุรกิจยาและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีตัดแต่งพันธุกรรมชั้นนำของสหรัฐอเมริกา โดยปกติ การคุ้มครองสิทธิบัตรให้กับผู้คิดค้นจะมีระยะเวลาการคุ้มครองระยะหนึ่ง มิฉะนั้น ,บริษัทผู้คิดค้นจะเสียเปรียบและจะทำลายวงการวิจัยและพัฒนาเวชภัณฑ์ไม่ให้เติบโตก้าวหน้า ในระยะ 20 ปี จึงห้ามใครผลิตแข่งในสูตรยาดังกล่าวและในยี่ห้อดังกล่าว นี่เป็นกติกาทั่วไปของโลก รอบนี้ สหรัฐอเมริกายื่นข้อเสนอให้ขยายจาก 20 ปีเป็น 25 ปี (คอลัมน์,ข่าวปนคน-คนปนข่าว,เซี่ยงเส้าหลง ผู้จัดการ 12 มกราฯ 2549)

การเจรจาเขตการค้าเสรี เอฟทีเอ ภายใต้อุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ เป็นยอดภูเขาน้ำแข็งที่มีฐานรากขนาดใหญ่ ,แข็งแกร่งภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีการสื่อสาร ,ถาโถมด้วยระบบข้อมูลและข้อเท็จจริง ,บวกกับความสลับซับซ้อนของเนื้อหาการเจรจา ,ดูจะเป็นเรื่องไกลตัวจนกลายเป็นเครื่องมือทำมาหากินเฉพาะของคนกลุ่มหนึ่ง ,ความวิตกกังวลของภาคประชาชนหลายส่วน ,ในเรื่องสิทธิบัตรยา,สิทธิบัตรสิ่งมีชีวิตและพันธุ์พืช,การเปิดเสรีบริการสาธารณะ ,การจำกัดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคหรือมาตรการคุ้มครองนักลงทุนเสมอพลเมืองในชาติ คือ ประเด็นใหญ่ที่น่าวิตกกังวล ,และรัฐบาล วันนี้ ยังไม่ได้ให้คำตอบ และ/หรือ หามาตรการป้องกันในข้อกังวลเหล่านี้

ย้ำเอาไว้ ณ ตรงจุดนี้ว่า "เรา ไม่ได้คัดค้านการค้าขายระหว่างประเทศ เราไม่ได้คัดค้านการพัฒนา แต่เราต่อต้านความไม่เป็นธรรมและคัดค้านการเอาสมบัติของชาติและผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศไปแลกกับผลประโยชน์ของคนหยิบมือเดียว" (เครือข่ายประชาชนต้านการแปรรูปและเปิดการค้าเสรี)

24 มกราคม นี้ หวังว่า ประชาชนชาวไทยคงได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

19 มกราคม 2549