| 'เด็ดยอด'
ค้าเสรี เอฟทีเอ ไทย-สหรัฐฯ ใครได้-ใครเสีย จับตา24
มกราฯ นี้
ในบรรยากาศแบบเสรีนิยมใหม่ ,การค้า-การขาย ภายใต้กรอบเจรจาเขตการค้าเสรี
เอฟทีเอ (Free Trade Area) ไทย-สหรัฐอเมริกาเป็นไปอย่างเร่งรีบรวบรัด
,ถึงแม้ว่าในภายหลัง ,เพราะแรงกดดันของเครือข่ายประชาชนต้านการแปรรูปและเปิดการค้าเสรีนับหมื่นคน
ที่ จ.เชียงใหม่ 9-11 มกราคม 2549, และรวมถึงนักสื่อสารมวลชนตลอดจนนักวิชาการจากสำนักต่าง
ๆ ทั่วประเทศ ,ที่ออกมาต้านทาน-คัดค้านทำให้ท่าทีของรัฐบาลโอนอ่อน
,ร้อนแรงที่สุด (ขณะนี้) เห็นจะเป็นจากบรรดาคณาจารย์
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ออกแถลงการณ์ในชื่อ คำประกาศเสรีไทย
2549 กู ไม่เอาพันธนาการ เอฟทีเอ
(www.prachatai.com)
การคัดค้านซึ่งขยายวงกว้างขวางทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับท่าที
,ยอมเปิดเวทีสาธารณะ รับฟังความคิดเห็น ทำความเข้าใจและเดินสายชี้แจงให้สาธารณะชนรับทราบ
โดย นายนิตย์ พิบูลสงคราม หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทยจะเป็นผู้ดำเนินการชี้แจง
,การจัดทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐอเมริกา กับสาธารณชน ใน 3 ระดับ
1. ชี้แจงผ่านสื่อมวลชน เพื่อให้ประชาชนทราบข้อมูลที่ถูกต้องโดยเฉพาะขั้นตอนการเจรจาไปถึงระดับไหนแล้ว
2.เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยในวันที่ 24 มกราคมนี้ จะจัดงานสัมมนาเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายโดยเชิญสภาหอการค้าไทย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยร่วมกับภาครัฐ นำข้อมูลไปใช้เจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐต่อไป
และ 3.จะให้ทางคณะเจรจาฝ่ายไทยออกไปชี้แจงผ่านระดับกรรมาธิการการเศรษฐกิจ
การพาณิชย์และอุตสาหกรรม (โพสต์ทูเดย์
17/01/06)
เหตุใด การเจรจากรอบการค้าเสรี ไทย-สหรัฐอเมริกา จึงอยู่ในความสนใจของประชาชนในภาคส่วนต่าง
ๆ ,ถึงแม้ว่าการเจรจาครั้งนี้ ,จะเกิดแรงกดดันมหาศาล ,แต่รัฐบาลยังคง
"ดันทุรัง" รวบรัดการเจรจา ,จะเป็นไปได้อย่างไรที่คณะเจรจาเอฟทีเอและรัฐบาลจะไม่รู้ว่าเราจะเสียเปรียบ-ได้เปรียบ
อย่างไร ,ขณะการให้สัมภาษณ์ของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ระบุถึงจุดยืนของการเจรจา
คือ การรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง เรื่องที่เกิดขึ้นต้องทำความเข้าใจ
ไม่อยากเห็นความขัดแย้งพร้อมยืนยันว่า การเจรจาล้มเลิกไม่ได้
,ถ้ายุติเกษตรกรจะเป็นผู้รับกรรม
ความล้มเหลวของการเจรจาเปิดเสรีภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก
WTO หลายครั้ง ทำให้นานาชาติหันมาพึ่งวิธีการเจราจาเปิดเสรี
2 ฝ่าย ,เปิดเขตการค้าเสรี เอฟทีเอ หรือ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ
ว่า ,จะทำอย่างไร ให้สินค้าของตนเองสามารถเจาะเข้าสู่ตลาดของประเทศคู่ค้ามากที่สุด
,รัฐบาลในหลายประเทศรวมไปถึงประเทศไทยจึงมุ่งนโยบายเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศต่าง
ๆ ,คำตอบใหญ่ คือ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยในยุคการลงทุนไร้พรมแดน,ด้วยความตื่นตระหนก
,หากยังชักช้า ไม่ทำอะไรเลยในโลกเสรีนิยมใหม่ สินค้าจะถูกประเทศคู่แข่งแย่งตลาด
,เป็นจุดเริ่มต้นของ สปาเก็ตตี้ โบล์ ,หรือการเจรจาไขว้กันไปไขว้กันมา
ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ,อธิบายโดย ภควดี วีระภาสพงษ์ เสนอผ่าน
บททดลองเสนอ เสรีนิยมใหม่ สังคมไทยไร้ทางเลือกจริงหรือ?
(www.prachatai.com) ว่าเป็นแนวคิดเศรษฐกิจ-การเมืองใหม่
,เริ่มเด่นชัดเมื่อไม่เกิน 30 ปี ที่ผ่านมา ลัทธิเสรีนิยมใหม่เป็นพัฒนาการอีกขั้นตอนหนึ่งของระบบทุนนิยมที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับกระบวนการโลกาภิวัตน์
,กล่าวคือ ลดขนาดและบทบาทอำนาจรัฐโดยการ ส่งเสริมให้เกิดตลาดเสรี
,และกลไกตลาดจะเป็นตัวกำกับดูแลตัวเอง ลดระเบียบข้อบังคับในการทำธุรกิจ
โดยเฉพาะธุรกิจและการลงทุนข้ามชาติ ,ปรับและแปลงกฏหมายให้เข้ากับตลาดการค้าขาย
ที่ผ่านมา ,รัฐบาลไทยทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับหลาย ๆ ประเทศไปเรียบร้อยแล้ว
,ผลลัพธ์ คือ ความได้เปรียบ-เสียเปรียบ แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม
,การเดินหน้าการเจรจาของรัฐบาล ในวันนี้ เป็นไปภายใต้ความเชื่อว่า,ประเทศไทยจะได้มากกว่าเสีย
เชื่อว่า จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางการค้า การลงทุนให้กับประเทศไทย
,เพิ่มและขยายผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ
(GDP) เป็นต้น

ขอขอบคุณ รูปประกอบจาก
http://www.geocities.com/fta_chiangmai
ภาพโดย : กานต์ ณ กานท์
สนับสนุนโดย : โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย |
หากความคุ้มค่าผ่านความเชื่อข้างต้นถูกคัดค้านจากภาคประชาชนในซีกต่าง
ๆ ,คำถามถึงความไม่โปร่งใสในการเจรจา ,ประชาชนไม่มีส่วนรู้เห็นในการเจรจา
,การเจรจาไม่ผ่านรัฐสภา ,ผิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540
มาตรา 244 ,ซึ่งกำหนดว่า หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง "เขตอำนาจรัฐ"
อันไม่หมายเฉพาะพื้นที่ในเชิงกายภาพ หากหมายรวมถึงเขตอำนาจทางเศรษฐกิจ
การเมือง และสังคม-วัฒนธรรม จะต้องออกพระราชบัญญัติ ,เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา,และการเจรจาเขตการค้าเสรี
เอฟทีเอ ไทย-สหรัฐอเมริกา "ไม่ได้เสรีจริง" ,คณะเจรจาอเมริกัน
คือ ผู้วางกรอบให้เราเดิน
เอฟทีเอ ไทย-สหรัฐอเมริกา เริ่มเจรจาครั้งแรกเมื่อวันที่ 28
มิ.ย. 2547 ที่รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกาและต่อเนื่องมาจนถึงครั้งนี้
,ครั้งที่ 6 ที่ประเทศไทย ในจ.เชียงใหม่ ,ผลสรุปใน 6 ประเด็นใหญ่
คือ ,การเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม สหรัฐฯเสนอลดภาษีเป็น 0% ,ทันทีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้
,คิดเป็น มูลค่ากว่า 12,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 74% ของสินค้าที่นำเข้า
ส่งผลให้สินค้าไทย 8,100 รายการ เข้าตลาดสหรัฐฯโดยไม่มีภาษีนำเข้า
,สินค้าได้ประโยชน์ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
,ผลิตภัณฑ์ทำจากไม้และยาง ,เครื่องแก้วและเซรามิก ,ผลิตภัณฑ์พลาสติก
,อัญมณีและเครื่องประดับกลุ่มอาหารแปรรูป ,ผลิตภัณฑ์เหล็ก สิ่งทอ
และเครื่องนุ่งห่ม
ขณะที่ไทยเสนอยกเลิกภาษีสินค้าให้สหรัฐฯ 5,000 ล้านเหรียญฯ
หรือ 71% โดยสินค้าอ่อนไหวมาก เช่น เนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์
ข้าวโพด มันฝรั่ง ชา กาแฟ หัวหอม ขอยืดเวลาลดภาษีไป 10 ปี หรือสินค้ามีโควตานำเข้าขอมีมาตรการปกป้อง
,ส่วนการเปิดเสรีภาคบริการ ครอบคลุมการค้าบริการ การลงทุน การเปิดเสรีภาคการเงิน
โทรคมนาคม และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้น ไทยย้ำ ให้สหรัฐฯยืดหยุ่นในเรื่องการยอมรับคุณสมบัติของผู้ให้บริการระหว่างกันและข้อเสนอด้านมาตรการปกป้อง
ส่วนการเจรจาหัวข้อบริการทางการเงิน ไทยผลักดันให้ใช้มาตรการเพื่อการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจมหภาค
เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจไทยจากการเปิดเสรี
รวมถึงขอเวลา 20 ปี ในการเปิดเสรี ,ขณะที่ ภาคประกันภัยนั้น
สหรัฐฯขอตั้งบริษัทประกันภัยที่มีชาวสหรัฐฯถือหุ้น 100% ขอตั้งสาขาย่อยได้โดยเสรี
จำหน่ายประกันภัยผ่านตัวแทนโดยไม่ต้อง ตั้งบริษัท ส่วนธุรกิจประกันวินาศภัยนั้น
ไทยยังไม่พร้อม และขอเวลาปรับตัว 15 ปี
ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ,เรื่องสิทธิบัตรยา สหรัฐฯขอให้ไทยขยายความคุ้มครองการขึ้นทะเบียนยา
5 ปี รวมกับระยะเวลาการให้ความคุ้มครองสิทธิ์อีก 20 ปี เป็น
25-30 ปี ขณะที่ ไทยยืนยันขอให้สามารถผลิตยากรณีฉุกเฉินหรือกรณีเกิดโรคระบาดได้
นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันให้สหรัฐฯขออนุญาตล่วงหน้าก่อนที่จะนำเอาทรัพยากรของไทยไปใช้
เพื่อป้องกันการจารกรรมทางชีวภาพและการแบ่งปันผลประโยชน์
อย่างไรก็ตาม ไทยได้ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังต่อข้อเสนอทรัพย์สินทางปัญญาที่สหรัฐฯยื่นมาให้กับไทย,ทั้งนี้ผลสืบเนื่องจากการเจรจา
,การศึกษาจากหลาย ๆ สำนัก ,สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
(TDRI) ,กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
หรือ นักวิชาการ จากสถาบันต่าง ๆ พบว่า การลดภาษีศุลกากรเป็น
0% ในทุกสาขาสินค้า-บริการ จะทำให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้น 1.85%
หรือประมาณ 100,000 ล้านบาท จากมูลค่าจีดีพีในปัจจุบันที่ 5.5
ล้านล้านบาท ส่วนสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 0.05% ทำให้รายได้ครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้น
1.98% ส่วนสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 0.05% นอกจากนี้ ยังทำให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯมากขึ้น
ทั้งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม
ที่สำคัญ มีการเจรจาเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งลด/เลิกการอุดหนุนการผลิตและส่งออก
มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน
(AD/CVD) ที่แต่ละปีสหรัฐฯใช้มาตรการกับสินค้านำเข้าจากประเทศต่าง
ๆ มากเป็น อันดับ 1 ของโลก ผลจากการส่งออกไปสหรัฐฯมากขึ้น จะทำให้ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯเพิ่มขึ้น
จากปัจจุบัน 300,000 ล้านบาท มูลค่าการค้าระหว่างกัน 900,000
ล้านบาท
สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมที่ไทยจะได้ประโยชน์ในด้านการส่งออก
ได้แก่ เสื้อผ้า เครื่องหนัง สิ่งทอ แต่สหรัฐฯก็ส่งออกมาไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ขณะที่สินค้าเกษตรที่ไทยจะได้ประโยชน์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหาร
น้ำตาล แต่ข้าวและผลิตภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จะส่งออกลดลง
ส่วนสหรัฐฯจะส่งออกสินค้าเกษตรมาไทยเพิ่มขึ้นแต่สัดส่วนการเพิ่มขึ้นน้อยกว่าไทย
ทั้งผลิตภัณฑ์อาหาร น้ำตาล และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์
ด้านการนำเข้านั้นไทยอาจเสียเปรียบ ,เพราะอาจนำเข้าเพิ่มมากกว่าสหรัฐฯ
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง ยานยนต์,ชิ้นส่วน
และสิ่งทอ ขณะที่สินค้าเกษตรนั้น ไทยจะนำเข้าเพิ่มขึ้นทั้งผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์
น้ำตาล และอาหาร ส่วนสหรัฐฯนำเข้าในสัดส่วนน้อยกว่า
(สกู๊ป มองรอบทิศเจราจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐอเมริกา เกมต่อรองเพื่อผลประโยชน์ชของชาติ
นสพ.ไทยรัฐ 16 มกราคม 2549)
นั่นคือ ข้อมูลด้านหนึ่ง ,อีกด้านหนึ่ง เซี่ยงเส้าหลง แห่งสำนักผู้จัดการ
ออนไลน์ เกาะติดพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ระบุถึงข้อมูลชุดหนึ่งว่า
,รัฐบาลไม่มีอำนาจกระทำการลงนามใดใดในทุก ๆ ครั้งการเจรจาข้อตกลง
เอฟทีเอ นอกเสียจาก ได้รับการพิจารณาอนุมัติจากรัฐสภาเสียก่อน
,การทำเอฟทีเอของไทยที่ผ่านมาและอยู่ระหว่างการเจรจานั้น กลุ่มที่ได้ประโยชน์
คือ กลุ่มผู้ส่งออกที่สามารถแข่งขันได้อยู่แล้ว ขณะผู้ที่เสียประโยชน์
คือ กลุ่มผู้ผลิตสินค้าที่แข่งกันสินค้านำเข้า รวมทั้งกลุ่มที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปจากต่างประเทศ
ไปจนถึงกลุ่มเกษตรกร
แยกเป็นกรณี ดังนี้ ,กรณีของออสเตรเลีย ,กลุ่มสิ่งทอ ยานยนต์
อิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มสื่อสารโทรคมนาคมของไทยน่าจะได้ประโยชน์จากการขยายตลาดการส่งออกและการลงทุนในออสเตรเลีย
,แต่ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบและต้องแข่งขันรุนแรงมากขึ้นจากการทำ
FTA กับออสเตรเลีย ได้แก่ เกษตรกร ปศุสัตว์ โชห่วย รวมถึงผู้ประกอบการให้บริการด้านวิชาชีพ
ทั้งในด้านก่อสร้าง ธุรกิจให้คำปรึกษา ,เขตการค้าเสรีไทยกับออสเตรเลีย
เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2548 ผลปรากฏว่า 7 เดือนแรก
(มกราคม กรกฎาคม) ไทยขาดดุลการค้ากับออสเตรเลีย
251.4 ล้านเหรียญสหรัฐ คือ ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น230%
กรณีของจีน ,ผู้ส่งออกยางพารา มันสำปะหลัง ข้าว ชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถยนต์
รวมไปถึงสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์บางรายการ จะได้รับประโยชน์จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น
แต่ยังมีอุปสรรคอีกมากในการตรวจสอบอย่างเข้มงวดสินค้าเกษตรของไทยที่ส่งไปยังจีน
,กลุ่มที่เสียประโยชน์ที่สำคัญก็คือ เกษตรกรผู้ปลูกผักและผลไม้
กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลิตโดยอาศัยแรงงานเป็นสัดส่วนสำคัญของทุน7
เดือนแรกของปี 2548 ปรากฏว่า ไทยขาดดุลการค้าให้กับจีนไปแล้วทั้งสิ้น
1,572 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นถึง186%
,กรณีของญี่ปุ่น ,กลุ่มที่ได้ประโยชน์ก็คงได้แก่กลุ่มชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ในประเทศ
ในขณะที่สินค้าประมง ,กลุ่มเกษตรมีความน่าเป็นห่วงในเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบอื่น
ๆ ที่ไม่ใช่ภาษี
ส่วนในกรณีของสหรัฐอเมริกาที่กำลังเจรจากันอยู่ผู้ประกอบการจากสหรัฐอเมริกาได้สิทธิประโยชน์ภายใต้สนธิสัญญาไมตรีอยู่แล้ว
,เมื่อการเจรจาครอบคลุมถึงภาคการเกษตรและบริการด้วยกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบในประเทศไทย
คือ เกษตรกรบางกลุ่ม เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง รวมถึงผู้ประกอบการภาคบริการ
โดยเฉพาะ ภาคการเงินการธนาคาร การประกันภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สินค้าเวชภัณฑ์ ,หลายรายการราคาจะเพิ่มสูงขึ้น ,อันเนื่องมาจากสิทธิบัตรยา

ขอขอบคุณ รูปประกอบจาก
http://www.geocities.com/fta_chiangmai
ภาพโดย : กานต์ ณ กานท์
สนับสนุนโดย : โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย |
ประเด็น ,สินค้าเวชภัณฑ์เป็นเรื่องใหญ่ในการเจรจา FTA กับสหรัฐอเมริกา
,โดยไทยต้องขยายความคุ้มครองสิทธิบัตรยาจาก 20 ปีเป็น 25-30 ปี
ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของบริษัทวิจัยยา ภาคธุรกิจยาและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีตัดแต่งพันธุกรรมชั้นนำของสหรัฐอเมริกา
โดยปกติ การคุ้มครองสิทธิบัตรให้กับผู้คิดค้นจะมีระยะเวลาการคุ้มครองระยะหนึ่ง
มิฉะนั้น ,บริษัทผู้คิดค้นจะเสียเปรียบและจะทำลายวงการวิจัยและพัฒนาเวชภัณฑ์ไม่ให้เติบโตก้าวหน้า
ในระยะ 20 ปี จึงห้ามใครผลิตแข่งในสูตรยาดังกล่าวและในยี่ห้อดังกล่าว
นี่เป็นกติกาทั่วไปของโลก รอบนี้ สหรัฐอเมริกายื่นข้อเสนอให้ขยายจาก
20 ปีเป็น 25 ปี (คอลัมน์,ข่าวปนคน-คนปนข่าว,เซี่ยงเส้าหลง
ผู้จัดการ 12 มกราฯ 2549)
การเจรจาเขตการค้าเสรี เอฟทีเอ ภายใต้อุดมการณ์เสรีนิยมใหม่
เป็นยอดภูเขาน้ำแข็งที่มีฐานรากขนาดใหญ่ ,แข็งแกร่งภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีการสื่อสาร
,ถาโถมด้วยระบบข้อมูลและข้อเท็จจริง ,บวกกับความสลับซับซ้อนของเนื้อหาการเจรจา
,ดูจะเป็นเรื่องไกลตัวจนกลายเป็นเครื่องมือทำมาหากินเฉพาะของคนกลุ่มหนึ่ง
,ความวิตกกังวลของภาคประชาชนหลายส่วน ,ในเรื่องสิทธิบัตรยา,สิทธิบัตรสิ่งมีชีวิตและพันธุ์พืช,การเปิดเสรีบริการสาธารณะ
,การจำกัดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคหรือมาตรการคุ้มครองนักลงทุนเสมอพลเมืองในชาติ
คือ ประเด็นใหญ่ที่น่าวิตกกังวล ,และรัฐบาล วันนี้ ยังไม่ได้ให้คำตอบ
และ/หรือ หามาตรการป้องกันในข้อกังวลเหล่านี้
ย้ำเอาไว้ ณ ตรงจุดนี้ว่า "เรา ไม่ได้คัดค้านการค้าขายระหว่างประเทศ
เราไม่ได้คัดค้านการพัฒนา แต่เราต่อต้านความไม่เป็นธรรมและคัดค้านการเอาสมบัติของชาติและผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศไปแลกกับผลประโยชน์ของคนหยิบมือเดียว"
(เครือข่ายประชาชนต้านการแปรรูปและเปิดการค้าเสรี)
24 มกราคม นี้ หวังว่า ประชาชนชาวไทยคงได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
19 มกราคม 2549
|