ค่ายลูก-หลานคนค้านท่อ ‘หนูขอที่ วะกัฟฮ์ คืน’

สายฝนโปรยปรายลงมาบางเบา เที่ยงวันของวันที่18 กันยายน 2547 เด็ก ๆ ลูกหลาน’คนค้านท่อ’ ก๊าซไทย-มาเลย์ จับมือถือธงสีแดงกันเป็นขบวนเข้าสู่ที่ดินวะกัฟฮ์ที่ดินสาธารณะตามบทบัญญัติแห่งมุสลิมพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ที่มอบไว้แด่องค์’พระผู้เป็นเจ้า’อันไม่อาจจะยกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ใคร วันนี้ ที่ดินศักดิ์สิทธิ์วะกัฟฮ์ ผืนนั้น กลายสภาพเป็นที่ตั้งโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียและกรรมสิทธิ์การครอบครองของเอกชน

ค่ายของดีชุมชน ระหว่าง 17-19 กันยายน 2547 โรงเรียนบ้านป่างาม อ.จะนะ จ.สงขลาจึงวางกิจกรรมนำเด็กลงปลูกต้นไม้บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เรียนรู้ ‘สิทธิ’ ของชุมชน ‘คนขายที่ดินจะได้รับการพิพากษาจากองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ในโลกหน้า’ ผู้อาวุโสท่านหนึ่งบอกกับลูกหลานคนค้านท่อที่เข้าร่วมกระบวนการ ‘พื้นที่นี้เมื่อก่อนเป็นนาเป็นป่าพรุที่อุดมสมบูรณ์ พ่อแม่เราสมัยเป็นเด็กเคยวิ่งเล่น เลี้ยงวัวกันเต็มพื้นที่วันนี้ถูกถมไถและปรับเพื่อสร้างโรงแยกก๊าซ’ ผู้อาวุโสท่านนั้นชี้ไปยังที่ราบเบื้องหน้าซึ่งมองเห็นเสาเข็ม ปั้นจั่น เครื่องมือขุดเจาะและก่อสร้างเลือนรางอยู่ในม่านฝน

‘อยากเข้าไปดูกันหรือเปล่าว่า…พวกเค้าทำอะไรกัน’ ผู้อาวุโสท่านนั้นสำทับหลังจากนำขบวนเด็ก ๆ ลงปลูกต้นไม้เต็มพื้นที่วะกัฟฮ์ ‘อยาก’ เด็ก ๆ ตอบรับเสียงสนั่นพร้อมกันกับธงสีแดงมั่นในมือ บ้างเดินบ้างจูง ฉุดดันกระทั่งวิ่งเพื่อข้ามให้พ้นเนินดินแดงเบื้องหน้าเข้าสู่พื้นที่การก่อสร้างโรงแยกก๊าซ หลุมขนาดใหญ่ถูกขุดเพื่อใช้เป็นแหล่งกักน้ำสำหรับหล่อเย็นและปั้นจั่นขนาดใหญ่กำลังกระแทกเสาเข็มฝังลงในเนื้อดิน เด็ก ๆ เฮโลเข้าไปพร้อมธงแดงพวกเค้าตะโกนออกมาว่า ‘เราขอที่ดิน วะกัฟฮ์ เราคืน’ กลางสายฝนบางเบานั้นสายตาของคนทำงานต่างจ้องมอง รถตำรวจสามคันมาถึงในแทบจะทันทีที่เราเข้าไปในเขตก่อสร้างพร้อมกันนั้น ตำรวจห้านายพกอาวุธเต็มอัตราเดินตามเด็ก ๆ เข้าสู่เขตก่อสร้าง

‘เป็นยามได้เงินไม่กี่บาทถึงกับยอมทำลายหลัก วะกัฟฮ์ เราจะไม่ทำลายหลัก วะกัฟฮ์’ ผู้อาวุโสบอกกับเด็ก ๆ
…………………………………………………………….

‘ป่าฮ่าม เป็นผืนป่าขนาดใหญ่ ต่อมาคนเริ่มจับจองเข้าอยู่อาศัยใช้ประโยชน์จากที่ดินผูกพันเข้าเป็นหลักการใหญ่ของชีวิต’ ค่ำคืน กิจกรรมค่ายของดีบ้านเราโรงเรียนบ้านป่างาม เริ่มด้วยบทสนทนาระหว่างเด็ก ๆและผู้อาวุโสในชุมชน ‘เมื่อมีคนเข้ามาตั้งบ้านเรือนเพิ่ม พื้นที่ทำกินก็เพิ่ม พื้นที่นาและวิถีปฏิบัติถือเป็นวิถีอันเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นตาทวด ป่าฮ่าม ถือเป็นบริเวณที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านถือว่าเป็นบริเวณที่เราต้องให้ความเคารพเพราะชีวิตของพวกเราพึ่งพาป่า พึ่งพาแม่น้ำลำคลอง เราเดินทางโดยอาศัยแม่น้ำเป็นเส้นทางหลัก เรือใหญ่เมื่อก่อนมาจาก สะทิงพระ นาทวี บรรทุกหม้อ-ไห ทำมาค้าขายกันมาแต่โบราณ’

สายตาอ่อนโรยของผู้เฒ่าฉายแววเรียบเรื่อย เมื่อกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ’ความเจริญเข้ามา อาชีพของคนบ้านเรา เริ่มเปลี่ยนแปลง เมื่อก่อนคนบ้านเราทำนาเลี้ยงวัว เป็นหลัก วัวควายสมัยนั้นราคาไม่กี่สตางค์ ผู้หญิง บ้านเราเมื่อเสร็จหน้านาเข้าป่าหากระจูด ตัดต้นเตย สานเสื่อ ชีวิตแม้จะลำบากแต่ก็สงบสุข’ พ่อเฒ่าพูดถึงชีวิตคนสมัยก่อนที่เคยผูกพันอยู่กับควาย นาและป่าใหญ่ วันนี้ ลดน้อยถอยลง เราหันไปให้ความสำคัญกับสิ่งใหม่ที่เรียกว่า ความเจริญ ‘การทำนาไม่ต้องใช้ควาย’ เพราะต่อมาเรามีรถไถซึ่งเด็ก ๆ ร้องขึ้นพร้อมกันว่า ‘ควายเหล็ก’ แต่สิ่งสำคัญ คือ เราลำบากกว่าเมื่อก่อนเพราะต้องดิ้นรนยิ่งกว่าเดิม

‘เรามีควายเหล็กช่วยผ่อนแรงแต่เราต้องจ่ายค่าน้ำมันที่แสนแพง วัวควาย วันนี้จึงมีเหลือเพียงไม่มากเพราะคนไม่ให้ความสนใจอีกต่อไปแล้ว เมื่อก่อนเราทำนาได้ถึงปีละ 2 หน ฝนฟ้าไม่เคยขาดหาย พอถึงเดือนห้าเริ่มเกี่ยวข้าว ชีวิตที่สุขสบายหายไปขี้วัวก็ไม่ต้องไปหามากจากที่ไหนก็วัวที่เราเลี้ยงนั่นเอง มาวันนี้เราต้องไปซื้อหาปุ๋ยเคมี’ พ่อเฒ่าสรุปว่าเราหาเงินแทน หาความหมายของชีวิต ‘เรามีปลากินเอง เรามีพืชผักกินเอง เสื้อผ้าของใช้ทุกอย่างทำได้เอง แต่วันนี้เราไปพึ่งสิ่งที่เรียกว่า ความเจริญ จนความฉลาด ความคิดอ่านของคนรุ่นเก่ากลายเป็นเรื่องไม่ทันสมัยไปเสียแล้ว เราปลูกแตง เราไม่ขาย เราแบ่งปัน แต่วันนี้เราเน้นการขาย เราจึงกลายเป็นคนแล้งน้ำใจ

พ่อเฒ่าบอกว่า สำหรับการประมงก็เหมือนกัน การหาปลาบ้านเราจะเริ่มต้นฤดูฝน จำได้ว่า ปลาเยอะมากได้กลับมาเต็มลำเรือเสมอ ๆ แต่ป่าพรุและปลาในป่าพรุ วันนี้ ไม่มีเหลือ เพราะมันกลายเป็นสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าเสียแล้ว สุดท้ายพ่อเฒ่าสำทับว่าโรงไฟฟ้าไม่มีความจำเป็นต้องใช้เลย เราต้องการชีวิตของเราคืน ‘พื้นดิน ป่าใหญ่วันนี้เปลี่ยนแปลงไปหมดที่ดินถูกแปรสภาพเพื่อ ทำเงิน บ้านเรา ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ วัวควายตัวอ้วน ๆ วันนี้ ไม่มีเหลือเค้าความทรงจำเดิมของคนรุ่นโบราณ เมื่อก่อนชาวบ้านแลกเปลี่ยนกันด้วยน้ำใจเพราะไม่คิดค้ากำไรอะไรกัน เราไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากมิตรภาพ จิตใจกว้างใหญ่ เจ็บป่วยเราก็จะช่วยเหลือกัน เป็นหลักสำคัญของการปฏิบัติตัวตามวิถีมุสลิมเพราะศาสนากับสังคมต้องไม่แยกออกจากกัน มันผูกพันและเป็นหลักให้ยึดถือเป็นวัตรปฏิบัติ’

‘เราถือความดี เราย่อมประพฤติดี’
…………………………………………………………….

‘เราทุกคนคงรู้ดีว่า ท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซกำลังจะเกิดขึ้นที่บ้านของเรา’ พ่อเฒ่าทิ้งกังวานท้ายประโยคโครงการนี้เป็นโครงการที่ไม่ได้เอื้อประโยชน์กับพวกเราหากก่อให้เกิดโทษมากกว่า ทั้งมลพิษ มลภาวะ ด้านร้างกายและจิตใจ ลองคิดดูว่า ท่อก๊าซเป็นท่อที่ทำมาจากเหล็กถึงระยะเวลาหนึ่งจะเกิดการสึกกร่อนหรือเสื่อมคุณภาพ ใครจะรับประกันได้ว่า ก๊าซที่รั่วออกมาจะไม่ก่ออันตราย พ่อเฒ่าเล่าต่อไปว่า ‘ขณะนี้ทางบริษัทกำลังดำเนินการฝังท่อ เดินสายท่อ 2 ท่อ หนึ่งท่อเป็นท่อก๊าซธรรมชาติ อีกท่อเป็นก๊าซหุงต้ม หากเกิดการรั่วแล้วโดยธรรมชาติท่อแรกก๊าซจะพุ่งขึ้นข้างบนอีกท่อจะลงข้างล่างซึ่งเพียงแค่ประกายไฟเท่านั้นก็สามารถเกิดการสันดาปได้แล้ว เราเสียสละเพื่อใคร ใครได้ประโยชน์’

…เท่านั้นยังไม่พอ ที่บอกว่าจะไม่เกิดผลกระทบจากโครงการ ล้วนเป็นเรื่องโกหก พ่อเฒ่าเล่าต่อไปว่า ‘การเดินท่อจะต้องขุดดินลงไปเพื่อวางท่อในตำแหน่งที่เหมาะสมแต่มีบางที่ที่ใต้ดินเป็นชั้นหินแข็ง ขุดไม่ได้ อย่างเช่น บริเวณนาม่วงต้องใช้วิธีเจาะรอดใต้พื้นที่แข็งแต่การเจาะไม่อาจจะเจาะได้ง่าย ๆ บริษัทรับขุดเจาะจึงใช้สารเคมีที่มีชื่อว่าเบนโทไนต์ (เป็นสารเคมี สีขาว) เพื่อทำปฎิกิริยากับชั้นหิน ทำให้หินอ่อนตัว ปรากฏว่า สารเคมีก่อให้เกิดการปนเปื้อนไหลลงบ่อน้ำชาวบ้านบริเวณนั้นและสวนยางพารายืนตายทั้งสวน’ พ่อเฒ่าอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นว่าน้ำในบ่อจะตกเป็นตะกอนขาว มีกลิ่น ดื่มไม่ได้ และผลจากการขุดเจาะหลุมเพื่อสอดท่อทำให้บ้านเกิดเป็นรอยร้าวทั้งหลัง

‘ยิ่งต่อไปเจ้าหน้าที่ จะต้องเจาะท่อรอดคลองบ้านเรา จะเป็นอย่างไรหากสารเคมีปนเปื้อนลงในคูคลอง อีกอย่าง โรงไฟฟ้าพลังความร้อนจังหวัดสงขลาก็กำลังเกิดขึ้น การทำโรงไฟฟ้าชนิดนี้จะต้องใช้น้ำเพื่อหล่อเย็น จำเป็นต้องสูบหรือถ่ายน้ำออกมาซึ่งจะไปไหนไม่ได้นอกจากลงคูคลอง อะไรจะต้องสูญเสียไปบ้างหรือแม้แต่เหตุผลที่บอกว่าเราจะได้ทำงาน เราจะไปทำอะไรในโรงไฟฟ้า ในโรงไฟฟ้าจ้างยาม จ้างแม่บ้านกี่คน นี่หรืองานที่เค้าสัญญา มันคุ้มกันหรือเปล่ากับสิ่งแวดล้อมเดิมที่เราเคยมี เราต้องสูญเสียไปอย่างไม่มีสิ้นสุด ทั้งชีวิต ทั้งการงานอาชีพที่เราเคยภาคภูมิใจ’ ผู้เฒ่ากล่าวสรุปในบรรทัดสุดท้ายว่า

‘วันนี้ คนเรากำลังมีความสุขกับการทำเงิน โลกเราจะเหลือเพียงศาสนาเดียว คือ ศาสนาเงิน ทำทุกอย่างเพื่อเงิน แม้แต่ ที่ดินวะกัฟฮ์ ที่เคยมีคุณค่าทางใจก็ถูกซื้อด้วยเงิน เราต้องรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งระบบสังคมของเรา ความคิด ที่บอกว่า ‘มุสลิมทั้งโลก คือ พี่น้องกัน’ จะต้องเป็นจริงให้ได้ เราต้องยืนยัน ยืนหยัด ตามหลักปกครองของมุสลิมที่ว่า ‘เรา ต้องกล้าที่จะพูดความจริงแก่ผู้ปกครองที่อธรรม’
…………………………………………………………….

ทางด้าน ครูเอียด กรรณิกา ปานดำรงค์ เล่าที่มาที่ไปสำหรับกิจกรรมค่ายของดีชุมชนให้ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ทิ้งท้ายประเด็นความสำคัญของความจำเป็นที่เด็ก ๆ จะต้องรับรู้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในชุมชนตัวเองว่า ‘กิจกรรมค่ายของดีชุมชนเป็นกิจกรรมหนึ่งควบคู่ไปกับการทำงานของศูนย์พลเมืองเด็กสงขลาซึ่งโดยหลักการกว้าง ๆ ต้องยอมรับความจริงที่ว่า …เด็กไม่ได้รับโอกาสในฐานะเป็นหนึ่งในพลเมืองแห่งรัฐ สังคมโดยทั่วไปไม่ได้สร้างทางเลือกเพื่อเสริมศักยภาพแก่เด็กที่แท้จริง ต่างจากคนรุ่นก่อนที่การเรียนรู้ผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตของตัวเค้าเอง ศูนย์พลเมืองเด็กจะส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กด้วยการดึงเด็กกลับเข้าสู่ฐานคิดของระบบชุมชน เด็กจะได้เรียนรู้และผูกพันกับความคิดที่เกิดจากการเรียนรู้ร่วมกัน กับคนในชุมชน’

‘สิ่งเหล่านี้เสริมสร้างให้เกิดการเรียนรู้ทำความเข้าใจกันระหว่างกลุ่มคน ระหว่างผู้ใหญ่-เด็ก อันจะเป็นการลดช่องว่าง เมื่อเด็ก ๆ ได้รับรู้ว่าโลกของความชาญฉลาดไม่ได้มีเฉพาะเพียงในทีวีและโรงเรียน เท่านั้น แต่ในบ้าน ผู้ใหญ่ของเค้ามีความสำคัญมากกว่านั้นมาก ในส่วนของวิธีการ คือ การนำเด็ก ๆ มารู้จักและเจอสภาพที่เกิดขึ้นจริงในหมู่บ้าน ในชุมชน โครงการท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซียถือเป็นอีกโจทย์หนึ่งที่สำคัญและใหญ่มาก จำเป็นที่พวกเค้าจะต้องเรียนรู้ว่า …วิธีคิดแบบการใช้อำนาจของรัฐ อำนาจของทุนที่พยายามเข้ามามีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจและการมีส่วนร่วมของชุมชนจะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นมาบ้าง เด็กจะได้รับการพูดคุยและเรียนรู้ในทุก ๆ มุม เค้าจะต้องเรียนรู้แม้แต่วิธีการต่อสู้’

ไม่ใช่เรื่องของความรุนแรงหรอก หากเป็นวิถีหนึ่งการเข้าเป็นส่วนในกระบวนการทางสังคมและการพัฒนาประเทศ ครูเอียดย้ำ ‘ความจริง ครูคิดว่า ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงนะหากคนอื่น ๆ จะมองว่า นำเด็กมาเข้าค่ายเพื่อประโยชน์ซ่อนเร้นหรือเป็นการนำเด็กมาล้างสมอง บางคนอาจจะเป็นห่วงว่าจะทำให้เด็กก้าวร้าวหรือเปล่า ครู คิดว่า อะไรต่างหากที่เป็นความจริง เด็กเหล่านี้เติบโตมาพร้อมกับสภาพการณ์ความขัดแย้ง พวกเค้าจะต้องเผชิญหน้ากับสภาพจิตใจของพวกเค้าเอง ทำอย่างไร พวกเค้าถึงจะเข้มแข็งได้เพราะในวันข้างหน้าประเด็นการแย่งชิงทรัพยากรจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ในสังคมนี้ พวกเค้าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ดังนั้น เค้าจะต้องรับรู้ว่าสังคมที่พวกเค้าอาศัยอยู่เป็นสังคมแบบใด อย่างไร พร้อมจะเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง’

‘ค่ายของดีของชุมชน เป็นส่วนหนึ่งของการจัดสรรกระบวนการดังกล่าว การเรียนรู้ความจริง และสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเค้าโตขึ้น เค้าจะจัดระดับความสัมพันธ์ใหม่กับชุมชน เราไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร แต่เราบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับชุมชนของพวกเค้า ทำไมเกิดความขัดแย้งระหว่างคนในครอบครัว ระหว่างพ่อกับแม่ ระหว่างคนค้านท่อและสนับสนุนท่อ’

ครูเอียด สรุปทิ้งท้ายแก่ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ว่า ‘ลูกหลานของคนค้านท่อจะเติบโตผ่านกระบวนการการเรียนรู้ สภาพการณ์จริงเท่านั้นจะทำให้พวกเค้าเข้าใจสังคม ซึ่งหากใครไม่เคยลงมาทำความรู้จักพวกเค้าจะไม่มีวันรับรู้ถึงความเจ็บร้าวและความเข้าใจของพวกเค้า’


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

27 กันยายน 2547