|
เจี้ยต้อง
มหัศจรรย์ป่าชุมชน
บ้านสันเจริญ
..เจี้ยต้อง
ส่วนหนึ่งของผืนป่าบรรพบุรุษที่มาพร้อมการตั้งถิ่นฐาน บรรพบุรุษของเราเมื่อแรกเริ่มได้ตั้ง..เจี้ยต้อง..ขึ้นมา
เป็นส่วนหนึ่งของการทำมาหากิน.. เจี้ยต้อง ถือว่าทุกถิ่นฐานล้วนมีคุณ
ธรรมชาติคือระบบชีวิตที่ต้องให้ความเคารพ ทุก ๆ สายน้ำ ทุก ๆ
ภูดอย เป็นส่วนหนึ่งของประเพณี เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราเอง..
ทุก ๆ ปี ตามประเพณี เจี้ยต้อง ชาวบ้าน..ลุ่มน้ำรัก..ชาวบ้านจากทุก
ๆ สายน้ำรอบ ๆ บริเวณนี้จะเข้ามาร่วมประกอบพิธีกรรม..ถือเป็นประเพณีใหญ่
เรียกกันว่า..ผีหลวง..เป็นผีใหญ่เรียกว่า พิธีใหญ่หรือเจี้ยต้อง..
..จุดประกอบพีธีจะอยู่สูงกว่าที่ตั้งหมู่บ้าน..
นี่คือ เจี้ยต้อง ที่ผู้ใหญ่เจริญศักดิ์ เล่าถึง..เจี้ยต้อง..คือสถานที่ประกอบพีธีเป็นพื้นที่ตายตัว
ซึ่งได้รับ การกำหนด ที่ตั้งเอาไว้ตั้งแต่เริ่มเข้าตั้งหมู่บ้าน
หมู่บ้านสันเจริญ อ.ท่าวังผา สันของดอยวาว ภูสันทอดยาวครอบพื้นที่ไกลถึงสามจังหวัด
น่าน แพร่ พะเยา เมื่อก่อนพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นสถานที่ปลูกฝิ่นที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือตอนล่าง
ชาวบ้านเรียกพื้นที่ปลูกฝิ่นผืนใหญ่นั้นว่า ไร่ยาหลวง
นับจากการได้รับการส่งเสริมเรื่องการปลูกพืชในที่สูง
..จากโครงการพืชพื้นที่สูง.. กาแฟ..เข้ามาแทนที่ดงฝิ่น บนพื้นที่ที่เคยเรียกว่า
ไร่ยาหลวง กาแฟพันธุ์อราบริกาและสายพันธุ์ติมอร์ เม็ดสีน้ำตาลอ่อน-แก่จึงกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ
ของบ้านสันเจริญ วันนี้..แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ความเหนียวแน่นของชุมชนกลับเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ชุมชนสันเจริญกลายเป็นหมู่บ้านของการอนุรักษ์..
บริเวณ
เจี้ยต้อง คือ แหล่งของความเชื่อของชาวบ้าน ..หากไม่เกิดโรคภัยระบาดร้ายแรง
ไม่มีปัญหาเรื่องการเพาะปลูกหรือเรื่องรายได้ที่ไม่พอจ่าย เรียกว่า
อยู่กันในภาวะปกติ ก็จะทำสักพิธีกัน 3 ปี ครั้ง..แต่หากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง
เรียกว่า ทุพิกขภัย..ก็จะทำกันถี่ตามเหตุการณ์..เรียกว่าใครมีเรื่องเดือดร้อนก็เข้าไปประกอบพิธีกรรมกัน
เป็นธรรมชาติ.. ประเพณี..เจี้ยต้อง..เป็นจุดเริ่มต้นงานอนุรักษ์
ผู้ใหญ่เจริญศักดิ์ให้ความเห็น..เมื่อเรานับถือสิ่งใด เราจะไม่ทำร้ายสิ่งที่เราเชื่อว่า..ดี
เรามาอาศัยที่นี่ เราดูแลป่า..ดูแลธรรมชาติ ป่า สายน้ำ และธรรมชาติก็จะดูแลเรา
เช่นกัน
ป่าเจี้ยต้อง..ถือเป็นเรื่องสำคัญ
สำหรับชนเผ่า เมี่ยนหรือ เย้า..ที่ไหนมีหมู่บ้าน
ของชาวเมี่ยนที่นั่นต้อง มีป่าเจี้ยต้องเพื่อเป็นที่ประกอบ พิธีรำลึกถึง
คุณธรรม ความงาม ความดี ของระบบในธรรมชาติ..และบรรพบุรุษ ผู้ใหญ่เจริญสักดิ์เล่าแก่ทีม
งานไทยเอ็นจีโอ
เมี่ยนหรือเย้าเป็น ชน เผ่าที่มีเชื้อ สายมา
จากจีนโดยตรง ลักษณะการแต่งกายโดยทั่วไป ผู้หญิงจะมีผ้าโพกศีรษะสีดำ
ประกอบเข้ากับเสื้อไขว้กระดุมหน้าอกแบบจีนทั้ง ส่วนผู้ชาย ต่างกันตรง
ที่จะ ไม่มีผ้าโพกศีรษะ นิยมปักลายผ้าเป็นลายธรรมชาติ ซึ่งสาวเมี่ยนบางคนนั่งปักลาย
ผ้าตั้งแต่สาวจนแก่ก็ยัง ไม่เลิกปัก..ขณะ ปัจจุบันทั้งเรื่องการแต่งกาย
และ ลายปักผ้าลดลงตามวันเวลาของความการพัฒนา..
พื้นที่เจี้ยต้อง..นอกจากจะเป็นพื้นที่สำหรับพิธีสายน้ำและขุนห้วยแล้ว
ประโยชน์อีกอย่างที่ตามมา นั่นคือ การจัดการทราพยากรป่า..ดิน..น้ำ
ผู้ใหญ่ เจริญศักดิ์ อธิบายว่า การกำหนดพื้นที่ป่า ..เจี้ยต้อง
..เป็นการกันบริเวณป่าหนึ่งส่วน ไว้สำหรับประกอบ พิธีกรรมทำให้พื้นที่บริเวณ
นั้นเป็นเสมือน พื้นที่ต้องห้าม สำหรับ ชาวบ้าน ห้ามเข้าไปตัดไม้
ห้ามเข้าไปใช้สอย เด็ดขาด..เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ..หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่สาธารณะ
ใครก็ตามที่เข้าไปตัดต้นไม้ใน
เจี้ยต้อง พื้นที่ต้องห้ามตรงนั้น จะเป็นเสมือนการทำลายชีวิตคนในหมู่บ้านหนึ่งคนเลยทีเดียว..
ถือเป็นกฏบ้าน ที่เคร่งครัด ซึ่งทุกคนต้องให้ความเคารพ
เชื่อถือ เป็นกฏบ้านที่เกี่ยวพันกับชีวิตและวิถีแห่งป่า..และสมัยก่อนก็มีคนเสียชีวิตจริง
ๆ ผู้ใหญ่เจริญศักดิ์ ย้ำเน้นหนัก
ชนชาวเมี่ยนสันเจริญ
บนพื้นที่ดอยวาว เมื่อราวร้อยกว่าปีก่อน บรรพบุรุษของผู้ใหญ่เจริญศักดิ์เมื่อเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
ยังไม่มีที่มั่นเป็นหลักฐาน ชาว บ้านก็โยกย้ายไปตามสันเขา อยู่บนบริเวณที่เรียกกันว่า
ไร่ยาหลวง (ไร่กาแฟปัจจุบัน) พื้นที่ซึ่งเป็นสันเขาทำให้ทำมาหากินยากลำบาก
ต้องย้าย ที่ย้าย ทาง เรื่อย ๆ จนป่าไม้บริเวณดอยวาวเริ่มเหลือน้อย
พื้นที่ทำมาหากินจำเป็นก็จริง แต่ต้องหาวิธีฟื้นคืนสภาพป่าด้วยเช่นกัน
งานอนุรักษ์ถึงได้เริ่มต้นจากจุดนั้น ผ่านวิธีการ สร้างความเชื่อ
สร้างป่า..เจี้ยต้อง..
ความคิดเห็นเรื่อง
การใช้ชีวิตที่สัมพันธ์กับระบบธรรมชาติ การรักษาป่าเพื่อลูกหลานมีมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษเป็นระบบภูมิปัญญา
ความรู้สึก เป็นเจ้าของและหวงแหนที่สัมพันธ์กับระบบชีวิต ทำให้ชาวเมี่ยน
รู้จักการอนุรักษ์รักษาพื้นที่ป่าเอาไว้แบ่งเป็นที่ทำกินและสร้างให้มีชีวิตรอด
ยืนยาว เจี้ยต้อง อยู่ที่ใด พื้นที่ตรงนั้น เสมอหนึ่งความเชื่อแห่งการรักษาป่า..
ในลำดับต่อมา..ถึงระยะที่สอง
เมื่อมีคนเพิ่มขึ้น นโยบายการสร้างความเจริญผ่านแนวพัฒนาของรัฐราชการ
ซึ่งต้องการให้คนในพื้นที่สูง ต้องอยู่อาศัย เป็นหลักแหล่งเพื่อจะได้พัฒนาพื้นที่ไปด้วย..ผู้ใหญ่เจริญศักดิ์
เล่าว่า เริ่มแรก เมื่อคนมาก เกิดปัญหาที่ทำกินกระจัดกระจาย
ชาวบ้าน ไม่ได้ทำจุดไหนจุดเดียว.. ทำให้พื้นที่ป่าถูกทำลายลงมากขึ้น
ชาวบ้านเริ่มมองถึงปัญหา คิดว่าจะปล่อยเอาไว้อย่างนี้ไม่ได้
มิฉะนั้น เราจะเสียพื้นที่ป่าไปเรื่อย ๆ จึงคิดหาวิธีการ ..กำหนด
พื้นที่เพาะปลูกทำมาหากินให้เป็นที่และทำให้แนวกันไฟเอาไว้..กำหนดให้แต่ละครอบครัวมี
4-5 ที่เพื่อสลับหมุนเวียนพื้นที่กันทำ ทำจุดแรก 2 ปี ย้ายไปทำอีกจุด
2 ปีแล้วย้ายไปอีกจุด เมื่อกลับมาจุดแรกก็พอดี ผืนดินก็ เริ่มฟื้นตัว
 
เมื่อเริ่มเผาที่แรกแล้วปล่อยไว้หญ้าคาจะขึ้นมาเป็นชนิดแรก
ต้องปล่อยให้หญ้าคลุมดินเอาไว้ ความสมบูรณ์ งอกงาม จะค่อย ๆ
ฟื้นตัว แล้วต่อมาเราจะปลูกพืชได้อีกครั้ง การใช้ระบบการพัฒนาที่ดินอย่างนี้ทำให้เรากันพื้นที่ป่าส่วนหนึ่งเอาไว้เป็นป่าอนุรักษ์ได้เป็นส่วนมาก
..แม้จะเป็นวิธีการเดิม ๆ หากถือได้ว่าเป็นรูปแบบการรักษาพื้นที่ป่าตามบุคลิกของชาวเมี่ยนสันเจริญ..
ปัญหาระยะต่อมา
คือ ชาวบ้านไม่มีรายได้ต้องอาศัยเก็บของป่า พืชผักมาทำกินสำหรับยังชีพ
เราค่อนข้างโชคดีที่ว่าบริเวณสันเจริญมีพืชชนิดหนึ่งอยู่มาก
เรียกว่า ลูกต๋าวหรือลูกชิด ที่คนในพื้นที่ราบนิยมรับประทานกับไอศ-ครีมนั่นเอง
..ชาวเมี่ยนสันเจริญจึงได้เก็บลูกต๋าวขายสร้างรายได้ ปลูกข้าวไร่ไป
ด้วย เก็บ ลูกต๋าวไปด้วย..
ผู้ใหญ่บ้านเจริญศักดิ์
อธิบายถึงการแบ่งพื้นที่ป่าบ้านสันเจริญว่า ส่วนหนึ่งถูกกันเอาไว้เป็นพื้นที่ทำกินสำหรับ
ปลูกข้าวไร่และกาแฟอีกส่วน หนึ่งเป็นป่าต๋าว ที่จะไม่มีการแตะต้องหรือเข้าไปหักล้างทำลาย
นอกจาก การเข้าไปเก็บลูกต๋าวในแต่ละปีเท่านั้น ส่วนอีก พื้นที่ที่กันเอาไว้จะเป็นป่าอนุรักษ์หรือ
พื้นที่ของ ความ เชื่อ..เจี้ยต้อง..นั่นเอง
ป่า
เป็นพื้นที่ของทุกคนในหมู่บ้าน การเข้าไปใช้ประโยชน์จำเป็นต้องเป็นไปด้วยความเสมอภาค
การแบ่งพื้นที่ แบ่งเขตจำเป็นต้องชัดเจน เพราะนอก จากการ ใช้สอยแล้วเราจะต้องเก็บรักษาเอาไว้ด้วย
ความขัดแย้งในระยะแรก คือ ปัญหาความไม่ชัดเจนในพื้นที่การรักษาป่า
หมู่บ้านอื่น ๆ ที่ไม่ได้คิดจะรักษา ก็รุก ล้ำ เข้ามาใช้สอยพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของเรา
ถึงจำเป็นต้องใช้ข้อตกลงกัน เป็นกลุ่มพลังชุมชนเพื่อรักษาผืนป่าของชุมชนเราเอาไว้ด้วย..ด้วยสิทธิของการดูแล
ผืนป่า ของหมู่บ้าน เป็นป่าไม้ร่มเย็นของหมู่บ้านเพื่อแผ่นดิน
เพื่ออนาคต
ป่าคือคุณค่า
น้ำสะอาดต้องผ่านป่าสมบูรณ์ มีน้ำไหล หน่อไม้ อาหารพืชผักที่เราได้พึ่งพิงอาศัย
สิ่งเหล่านี้นอกจากการ ได้ประโยชน์แล้ว จำเป็นต้อง
ได้รับการ ดูแลรักษา ป่าที่สมบูรณ์สามารถป้องกันไฟป่าได้ด้วยเพราะให้ความชุ่มชื้นเป็นเหมือนบ้านของเรา
ผู้ใหญ่ เจริญศักดิ์ ยืนยันเป็นมั่นเหมาะ แก่ทีมงาน ไทยเอ็น
จีโอ ชาวเมี่ยนสันเจริญจะรักษาพื้นที่ป่าเอาไว้ ตระหนักและเห็นค่าของ
ทรัพยากร ดินน้ำป่า แม้บางคนจะพูดออกมาไม่ถูก..
การจัดการป่าบ้านสันเจริญ
ใช้เรื่องการท่องเที่ยวเข้ามาเร้าความรู้สึก ของคนภายนอกทุกคน
ที่เข้ามาเยี่ยมความจำเป็น ของการ อนุรักษ์และ แก้ไขข้อกล่าวหา
ที่ว่าชาวเขา คือ คนทำลายป่าดินน้ำ ในระยะเริ่มต้น ผู้ใหญ่บ้านเจริญศักดิ์บอกว่าก็มีปัญหาเรื่องการทำความเข้าใจบ้างเหมือนกัน..
อย่างที่เล่าให้ฟัง
ในระดับแรก เมื่อเริ่มต้นการรักษาพื้นที่ป่าเอาไว้
..กันพื้นที่ทำกินและพื้นที่อนุรักษ์ออก จากกัน
ทำข้อตกลงกัน
ภายใน หมู่บ้าน และ ระหว่างหมู่บ้าน..กระทั่งเริ่มมีคนภายนอกให้ความสนใจ
แรก ๆ เป็นนักศึกษาเข้ามาทำงานวิจัยบ้าง มาพูดคุยทำการศึกษาบ้าง
..ต่อมา มีคนมาเที่ยวมากขึ้น ปัญหาที่ตามมา คือ ขยะและพฤติกรรมบางอย่างของนักท่องเที่ยวที่ควบคุมไม่ได้
เช่น การจุดไฟ ก่อไฟ ทิ้งขยะนี่เป็นปัญหาหนัก
..เมื่อเกิดปัญหาอย่างนี้
ผู้ใหญ่เจริญศักดิ์ หาทางออกด้วยการกำหนดให้คนที่เข้ามาท่องเที่ยวที่หมู่บ้านต้องเข้ามาเพื่อทำการศึกษา
ชื่นชม ธรรม ชาติเท่านั้น จำเป็นต้องกำหนด ต้องเข้ามาท่องเที่ยวเพื่อการรักษาชีวิตในธรรมชาติเท่านั้น
ท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา ไม่ใช่การท่องเที่ยว เพื่อท่องเที่ยว
เท่านั้น..และจำเป็นต้องประสานมาทางหมู่บ้านให้ชาวบ้านได้ทราบเสียก่อน..
ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา
ข้าราชการหรือบุคคลทั่วไปซึ่งต้องการทราบว่า เรามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร
รักษาป่า รักษาน้ำอย่างไร ต้องติดต่อชาวบ้านก่อน ชาวบ้านทุกคนสามารถชี้แจงหรือให้คำแนะนำตรงจุดนี้ได้เป็นอย่างดี
ดีกว่าเข้าไปทำการศึกษาเอง อีกทั้งยังเป็นการป้องกันปัญหาขยะ..
อาจจะเป็นเรื่องคนที่รู้เท่าไม่ถึงการ ไม่ทราบให้ระวังเรื่องตรงนี้ด้วย
บางคณะนำขยะเข้ามา นำนิสัยจากคนเมืองติดเข้ามา ไม่ทราบว่า ตรงนี้
จุดนี้เป็นจุดที่เรารักษาเอาไว้ อย่างไร นั่นเองเป็นส่วนที่ทำให้เราจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเพื่อป้องกัน
บางคนก็จุดไฟในป่า ตัดไม่ในป่าอนุรักษ์
ผู้ใหญ่เจริญศักดิ์ เน้นว่า การประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ
สร้างสำนึกเดียวในระบบเดียวกัน บนแนวทางเดียวกัน เป็นเรื่องที่ต้องทำให้มาก
ๆ และหลากหลายทาง ประโยชน์ใดที่เกิดแก่ชุมชนจะส่งผลให้แก่สังคมโดยรวมเช่นกัน
เรารักษาป่า รักษาต้นน้ำ คนตอนล่างก็ได้มีน้ำสะอาดใช้ คนเมืองไม่เคยเข้าใจ
เพราะเขามีน้ำปะปาเอาไว้ ไม่เคยรู้ว่าน้ำนั้นมาจากไหน จำเป็นต้องช่วยกันหลาย
ๆ ทาง หลาย ๆ ความคิด อธิบายภาพให้สังคมใหญ่เข้าใจว่า ประโยชน์ของป่าเป็นประโยชน์มหาศาลที่สังคมทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน..
สุดท้ายผู้ใหญ่เจริญศักดิ์
ทิ้งความคิดเห็นถึงชีวิตในเบื้องปลาย ท่ามกลางความเรียบง่ายผ่านการรักษาพื้นที่ดินน้ำป่าของชุมชนสันเจริญ
และ ชุมชนใหญ่ ผู้ใหญ่ให้คำยืนยันว่า ได้ร่วมกับลูกบ้านคิดทำกันมานานและเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต..เสียแล้ว
มีน้ำสมบูรณ์ ดินสมบูรณ์ ชีวิตเหล่านี้เป็น เรื่อง ที่ไม่ต้องไขว่คว้า
ไม่ต้องดิ้นรน ผู้ใหญ่เจริญศักดิ์ยืนยันว่าบนเนื้อที่
20,600 ไร่ ของบ้านสันเจริญ จะเกิดโครงการต่อไป พื้นที่บ้านสันเจริญ
แบ่งเป็นที่ทำกิน ราว 7,000 ไร่ และป่าอนุรักษ์ต้นน้ำ 6,000
ไร่ ป่าชุมชน ป่าใช้สอย 7,000 ไร่ เช่นเดียวกัน พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ติด
เขตจังหวัดพะเยาว์อัน เป็นพื้นที่ซึ่ง ไฟป่าเกิดขึ้นได้..เต็มที่
ชาวเมี่ยนสันเจริญ จึงคิดทำ แนวกันไฟ ขณะนี้ได้เริ่มทำถนน ขึ้นไปตามแนวกันไฟ
ทำเป็นทางรถด้วยขณะเดียวกัน ก็กั้นเป็นจุดเพื่อสร้าง แนวกันไฟด้วย
บนเนื้อที่ปลูกฝิ่นที่เรียกว่า ไร่ยาหลวง ..ต่อมาเปลี่ยนเป็นป่าหญ้าคาซึ่งชาวเมี่ยนสันเจริญพยายามคืนป่าให้แก่พื้นที่ตรงจุดนั้น
..ตามโครงการคืน ป่าแก่ ในหลวง มอบเป็นหนึ่งในโครงการตามพระราชดำริ
ภายในระยะเวลา 7 ปี ตอนนี้เริ่มมาได้ 3 ปีแล้ว คือ ตั้งแต่ปี
2544-2550 พอดีในหลวงท่านพระชน มายุจะครบ 80 พรรษา..
เป็นสวนป่าที่เกิดขึ้นเพื่อถวายให้แก่ในหลวง..นี่เป็นโครงการในอนาคต
อีกเพียง
4 ปีเท่านั้น ภาพสวนป่าที่ผู้ใหญ่เจริญศักดิ์คิดทำเพื่อถวายแก่ในหลวงจะเป็นรูปเป็นร่าง
เป็นการยืนยันจากปากคำของความมุ่งมั่นจากผู้ใหญ่เจริญศักดิ์..และชาวเมี่ยนสันเจริญทุกคน
หน่วยงานใดสนใจโครงการสวนป่าหรืออยากศึกษาข้อมูลการจัดการทรัพยากรป่า
ผ่านความอัศจรรย์ของป่าเจี้ยต้อง ..ติดต่อผ่าน ผู้ใหญ่เจริญศักดิ์
เลิศวรายุทธ์ (ฟุยิ่น แซ่จ๋าว) 185 หมู่ที่ 6 บ้านสันเจริญ ต.ผาทอง
อ.ท่าวังผา จ.น่าน 55140 หรือผ่าน ชุมชนรักษ์ป่า sarnjai_online@fastmail.fm
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
22 ธันวาคม 2546
|