|
เกษตรธรรมชาติ กับ
'แก้ว' อาศรมวงศ์สนิท
ถนนสายคลองราบเรียบ ทอดยาวอยู่ระหว่างรอยต่อจังหวัดปทุมธานี-นครนายก
ภูมิภาพสองข้างเป็นลำคลองคู่ขนานไปกับถนน ปากคลอง15 อาศรมวงศ์สนิท
วางตัวเองอยู่ระหว่างห้อมแหนของสุมทุมพุ่มไม้และลำคลอง แพข้ามฟากเสน่ห์ที่ยากจะหาใครเหมือนของอาศรมวงศ์สนิทสงบนิ่ง
รอผู้มาเยือนชักรอกข้ามไปอีกฝั่งสู่ความสงบล้ำในตัวอาศรม
แก้ว
เจ้าหน้าที่เกษตรของชุมชนพึ่งตนเองอาศรมวงศ์สนิท นครนายก บอกว่า
กิจกรรมชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบทในมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำให้ได้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน
โดยเฉพาะกับเกษตรกรไทย จึงเกิดความคิดที่ต้องการทำงานกับชาวบ้านและชุมชน

หลังจากแก้วเรียนไปได้สักพักก็ให้เหนื่อยหน่าย
ลาออกจากรั้วราม เริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม
(มอส.) เลือกทำงานร่วมกับอาศรมวงศ์สนิท ในฐานะอาสาสมัครด้านเกษตรก่อนเป็นเจ้าหน้าที่ในที่สุด
เริ่มต้นด้วยการเป็นอาสาสมัครทางด้านเกษตร
กับ อาศรมวงศ์สนิท คิด ผลิต ปรับปรุง ภายใต้แนวคิดเรื่องการพึ่งพาตนเอง
งานเกษตรจะเป็นเสมือนตู้เสบียงเลี้ยงคนในชุมชน หลังจากเป็นเจ้าหน้าที่ก็เริ่มพัฒนาระบบเกษตรมาเรื่อย
ๆ ทั้งปลูกผัก ผลิตปุ๋ยเอง ทั้งปุ๋ยหมักและ EM หมายถึงน้ำหมักที่ได้จากการหมักเศษอาหาร
หรือ เศษสิ่งเหลือใช้ที่ย่อยสลายได้
แก้วอธิบายว่า หลักการของอาศรมฯ
นอกจากจะพยายามสร้างการพึ่งพาตนเอง งดการพึ่งพิงภายนอกแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมพิเศษ
ต้อนรับกลุ่มที่มาฝึกอบรม ทั้งกลุ่มที่เข้ามาพักผ่อนและคนที่เข้ามาขอใช้สถานที่จัดกิจกรรม
เศษอาหารเหลือใช้จำพวกเปลือกผลไม้ พืชผักก็นำมาเป็นปุ๋ยน้ำ เป็น
EM โดยการหมักปนกับกากน้ำตาล เพียงระยะเวลา 1 เดือนก็จะได้น้ำหมักที่ใช้เป็นปุ๋ยได้
จะลดเรื่องการใช้สารเคมียาฆ่าแมลง
ส่วนเรื่องการนำออกขายเพื่อเลี้ยงตัวเองเป็นเรื่องในระยะยาวที่ต้องการเวลา
ให้ผืนดิน ฟื้นตัวเพราะผืนดินที่อาศรมวงศ์สนิทมีลักษณะเป็นดินเค็มและน้ำจะกร่อย
ปลูกพืชผลจะได้ผลไม่ค่อยดีนักตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่เริ่มงานเกษตรปลอดสาร
เน้นการพึ่งตนเองจนได้เป็นเจ้าหน้าที่ แง่มุมหนึ่งที่แก้วบอกแก่ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
นั่นคือ เกษตรกรไทยวันนี้ยังไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่ตนเองได้
เมืองไทย
ณ. วันนี้ เกษตรกรจริง ๆ ยังไม่มี ที่บอกว่าไม่มีเพราะว่าเขาเหล่านั้นกลายเป็นลูกจ้างของกลุ่มธุรกิจเกษตร
ทำแล้วขายได้เงินหมุนเวียนมาก็ใช้จ่ายไปกับเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยเคมี
จากเมื่อก่อนที่เกษตรกรผลิตอะไรออกมาได้ก็จะใช้บริโภคในครอบครัว
ในชุมชนก่อนแล้วจึงขาย แต่ปัจจุบันเน้นการเร่งผลผลิต เน้นการขายเพื่อนำรายได้ไปซื้อ
สิ่งของชนิดอื่น ๆ และส่วนหนึ่งเป็นค่าปุ๋ยและยาฆ่าแมลง
อีกเรื่องเป็นการรุกรานของเมล็ดพันธุ์ชนิดซองและกระป๋องที่ได้รับการตัดแต่งพันธุกรรมเมล็ดพันธุ์จำพวกนี้ถูกควบคุมเรื่องการใช้ปุ๋ยสูตรนั้นสูตรนี้
ตอนอายุเท่านั้นเท่านี้ หรือต้องฉีดยาฆ่าแมลง เมื่อโตได้เท่านั้นเท่านี้วัน
ในที่สุดหากมาลองคิดดู เกษตรกรถูกควบคุมจากกลุ่มธุรกิจเกษตรอย่างครบวงจร
เพราะฉะนั้น เกษตรกรรมที่ปลอดจากการควบคุมจึงเป็นจุดหนึ่งที่ผมคิดจะพัฒนา
เน้นเพื่อการทำกินก่อน เพื่อทำให้ชีวิตเราไม่เร่งรีบ ทำให้จิตใจเราสงบเย็นลงไปด้วย
แก้วยืนยันเจตนารมย์
ส่วนหนึ่งของงานทางด้านเกษตรในตอนนี้มีการคิดทำโครงการเตาเผาถ่านขนาด
200 ลิตร ซึ่งได้รับคำแนะนำจากพี่คนหนึ่งที่เข้ามาสาธิตให้แก่กลุ่มเครือข่ายชาวบ้านเมื่อผมไปเห็นวิธีการคิดว่ามีความน่าสนใจมาก
แก้วให้เหตุผลว่า เตาเผาขนาด 200 ลิตร เป็นเรื่องของการพึ่งตนเองในชุมชน
โดยการใช้ประโยชน์จากเศษไม้เล็ก เศษไม้ที่เหลือจากการตัดแต่งกิ่ง
แทนที่เราจะปล่อยทิ้งเอาไว้เราก็เอามาเผา วิธีการเริ่มแรกคือการเตรียมถังน้ำมัน
200 ลิตร หลังจากนั้นจึงเจาะฝาทั้งสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งให้ความร้อนเข้าโดยเจาะช่องขนาด
20 x 20 นิ้ว ส่วนอีกด้านเจาะเพื่อระบายควันออก ขนาด 4 นิ้ว
ช่องระบายควันนั้นใช้ท่อซีเมนต์ใยหินประกบลงตรงปาก ต่อเป็นปล่องควันขึ้นไป
ตรงปลายซีเมนต์จะต่อด้วยไม้ไผ่ยาวประมาณ 5 เมตร เส้นรอบวง 4
นิ้ว เพื่อกักเก็บ น้ำวู๊ดเวเนก้าหรือน้ำส้มควันไม้
ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นให้พืชเจริญเติบโตไวขึ้น 
น้ำส้มควันไม้นี่เป็นผลพลอยได้จากเตาเผา 200
ลิตร สามารถใช้ในเรื่องการทำเกษตร หรือใช้เป็นส่วนผสมอาหารให้กับสัตว์
ภายในครัวเรือนก็ใช้ดับกลิ่น ไล่แมลง ได้ทั้งถ่านและฮอร์โมนสำหรับต้นไม้-สัตว์
หากศึกษาลึกลงไปเราจะพบว่าน้ำส้มควันไม้ที่ได้จากพืชแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป
บางชนิดใช้ฆ่าจุลินทรีย์ ป้องกันเชื้อรา บางชนิดมีคุณสมบัติให้พืชดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น
ถ่านที่ได้จากเตาเผาขนาด 200 ลิตร หากจะเทียบกับถ่านที่ได้จากเตาเผาขนาดใหญ่แล้วอาจจะสู้กันไม่ได้ในเรื่องขนาดเท่านั้นแต่ทว่าจุดเด่นอยู่ที่การนำไม้เล็ก
ๆ กลับมาใช้ใหม่ แทนที่ว่าจะทิ้งไปเสียเฉย ๆ ที่สำคัญคือจะช่วยประหยัดไม่ต้องเสียเงินซื้อถ่านจากกลุ่มธุรกิจค้าถ่าน
ซึ่งความจริงหากเทียบการเผาไหม้กันแล้วไม้ที่ได้จากการเผาด้วยเตา
200 ลิตรนี้จะแกร่งและแน่นกว่า เพราะว่าโดยหลักการของกรรมวิธีการเผาไม่ใช่เป็นการเผาโดยตรงแต่เป็นการอบ-รมด้วยควันจนไม้แห้งกลายเป็นถ่าน
คือ มันจะมีจังหวะการไล่ความชื้นที่แน่นอน ไม้จะค่อย ๆ แห้งตัวก่อนกลายเป็นถ่านถึงขนาดที่ว่าเราสามารถใส่ดอกกุหลาบ
ข้าวโพด หรือวัสดุต่าง ๆ ลงไปได้ การอบ-รมด้วยควันของเตาจะทำให้วัสดุแต่ละชนิดคงสภาพไม่สลายตัว
เอาไปใช้ดับกลิ่นในตู้เย็นก็ดูสวยงามเก๋ไปอีกแบบ
แก้วบอกกับทีมงานไทยเอ็นจีโอด้วยสายตาที่มุ่งมั่นว่าต้องสร้างฐานเรื่องการทำเกษตรในอาศรมวงศ์สนิทให้เป็นสถานที่ต้นแบบในการทำเกษตรแบบยั่งยืนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้จริงและเปิดให้คนเข้ามาเรียนรู้ได้
แก้วย้ำว่า การดำรงอยู่ของชีวิตขึ้นอยู่กับความมั่นคงทางด้านอาหาร
ผืนดินเป็นธรรมชาติที่มีค่านับอนันต์ การทำให้เกิดความยั่งยืนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
เมื่อเราสร้างอาหารได้เราสามารถสร้างสุขให้แก่ชีวิตได้อย่างมั่นคงเพราะจริง
ๆ แล้วความสุขเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนให้มาก ไม่ต้องซื้อต้องหา
มันอยู่ภายในมันอยู่บนผืนดินของคุณนั่นเอง
ขณะนี้มีการสาธิตการทำเตาเผา
200 ลิตร ให้ชาวบ้านหนองผือ จ.อุบลราชธานีไปแล้วเป็นที่แรกและ
ที่ ปากพลี จ. นครนายกจะเป็นลำดับต่อมา
ชาวบ้าน-ชุมชนใด สนใจติดต่อฝึกฝนการสาธิตได้ที่ คุณ ลูกแก้ว
คำยนต์
ตู้ปณ.1 อ.องครักษ์ จ.นครนายก 26120.
TEL. 06 9-728-526.
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
16 กรกฏาคม 2546
|