|
"เลี้ยงจ้าวลวงตุ้ม"
คืนตุ้มปลายอนกลับลำมูน
ฝนปรอย ท้องฟ้าอุ้มฝน น้ำมูนบริเวณบ้านค้อใต้ล้นฝั่ง เชี่ยวและไหลแรง
นับเป็นอีกครั้งที่ทีมงานไทยเอ็นจีโอ มีโอกาสมาเยือนบ้านของพรานปลา
"บ้านค้อใต้" หนึ่งในหมู่บ้านริมฝั่งแม่น้ำมูนบริเวณที่เรียกกันว่า
"แก่งสะพือใต้" หลังจากได้นำเสนอเรื่องราวการหายไปของ
"พรานปลา" ผ่านคำสัมภาษณ์ คุณลุงคำสิงห์
ทองเนื้อ
หากวันนี้ น้ำมูนมีชีวิตและการกลับมาของตุ้มปลายอน หมายถึง รอยยิ้มของพรานปลา
"คนบ้านค้อใต้"

วิทยาลัยการจัดการทางสังคม และ ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
เดินทางไปบ้านค้อใต้ ต.โพิธิ์ศรี อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี
หนึ่งในหมู่บ้านริมฝั่งแม่น้ำมูน ร่วมงานบุญเลี้ยง
"จ้าวลวงตุ้ม" (8-9
กันยายน) พิธีกรรมขอบคุณแม่น้ำ "ลำมูน"
ซึ่งคนค้อใต้เชื่อว่าหากทำพิธีขอบคุณจะทำให้น้ำท่าและปลาอุดมสมบูรณ์
แม่แจ่มจันทร์ แสงป้อ บอกทีมงานว่า พิธีขอบคุณเกิดขึ้นตั้งแต่แม่ยังเด็ก
คนเฒ่า-คนแก่จะถือดอกไม้ลงไปท่าน้ำพูดกับแม่น้ำว่า "ขอโชค-ขอชัย
ขอปลา-ขอน้ำ"
ลวง หมายถึง พื้นที่หรืออาณาบริเวณหาปลา
"คนโบราณจะทำใครทำมัน ถือดอกไม้ไปบอก(ขอโชค-ขอปลา)แต่วันนี้เราทำร่วมกัน
ไม่ร่วมกันไม่ได้เพราะปลามีน้อย" แม่แจ่มจันทร์สรุปให้ฟังว่า
พิธีนี้มีจุดมุ่งหมายเลี้ยงขอบคุณแม่น้ำที่
"ให้ปลาให้น้ำให้เรามีโชคดี"

สานโครง

สานส่วนที่เรียกว่า งา

ตุ้มใหญ่-คนเข้าไปนั่งได้

ปั้นเหยื่อ |
บ้านค้อใต้หนึ่งในห้องเรียนชุมชน จาก 7 ห้องเรียนชุมชนที่วิทยาลัยการจัดการทางสังคมและเสมสิกขาลัย
อุบลราชธานีร่วมกับคนค้อใต้พลิกฟื้นพื้นความรู้ ความรู้ของพรานปลา
ความรู้แห่งชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ
ตุ้มปลายอน ขนาด 6 เมตร หลายหลัง เรียงรายบนฝั่งก่อนตระเตรียมนำลงน้ำหรือ
"ใส่ตุ้ม" ตามสำนวนคนค้อใต้ พ่อสุนทร หอมศิลป์
บอกว่า แรงบันดาลใจหนึ่งที่ทำให้คนค้อใต้หันกลับมาใส่ตุ้มกันอีกครั้งเกิดจากครั้งงานมหกรรมห้องเรียนชุมชน
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (1-3 เมษายน วิทยาลัยการจัดการทางสังคม)
ชาวบ้านสานตุ้มใหญ่ (กว่า6 เมตร) ไปร่วมแสดงในงานเสร็จงานแล้วเอากลับมาที่หมู่บ้าน
ชาวบ้านเห็นว่าน้ำมูนล้นฝั่งและบางคนใช้เบ็ดราวตกปลายอนได้จึงลองเอาลงน้ำ
'ใส่ปลา' พร้อมกับสานใหม่อีกหนึ่งหลัง ใส่ตุ้มราวหนึ่งอาทิตย์
ได้ปลาถึง 4-5 กิโลกรัม"
จากนั้นมาชาวค้อใต้จึงคิดฟื้นชีวิตให้กับตุ้มปลายอนและลำมูน "มันหมาน"
พ่อสุนทรหัวเราะ
พ่อสุนทรอธิบายให้ฟังว่าตุ้มปลายอนเป็นเครื่องมือหาปลาของพรานปลาตลอดริมฝั่งแม่น้ำมูนมาช้านานไม่ใช่เฉพาะบ้านค้อใต้เท่านั้น
ไล่เรียงตั้งแต่บ้านสะพือเหนือ-ใต้ บ้านพิบูล บ้านทรายมูน "คนค้อใต้เห็นตุ้มปลายอนมาตั้งแต่เกิด
ใส่ตุ้ม (ลงตุ้ม) จับปลายอนมานานตั้งแต่รุ่นพ่อ-รุ่นแม่"
เริ่มจากตัดไม้ไผ่มาตัด จัก(เหลา)ให้มีผิวเรียบไม่ตำมือ
สานโครงขึ้นรูปตามขนาดใช้กิ่งต้นไม้เป็นหลักสำหรับสานโครง สานโครงตามแนวดิ่ง
ต่อมาจึงเริ่มสานส่วนที่เรียกว่า "งา" ซึ่งเป็นส่วนที่ป้องกันไม่ให้ปลาหลุดกลับออกมา
ส่วนนี้ต้องอาศัยทักษะ ความละเอียดอ่อนและประสบการณ์
พ่อปน ไทรคำ อธิบายถึงขั้นตอนการสานโครงว่า "เมื่อสานไปได้
1 เมตร ต้องใส่ "กง"(ขอบตุ้ม)เพิ่มความแข็งแรงซึ่งจะค่อย
ๆ ลดระยะลง จาก1เมตร เหลือ 80 เซ็นติเมตร ลดลงเรื่อย ๆ ตามลักษณะของตุ้มที่ปลายจะเรียวลง"
ทั้งนี้ พ่อปนบอกว่าความยาวโดยเฉลี่ย คือ 6 เมตร หรือแล้วแต่ระดับความลึกของน้ำ
บางหลังอาจยาวถึง 10 เมตร การลงตุ้มหรือการใส่ตุ้มนั้นก็มีวิธีการ
แม่แจ่มจันทร์ อธิบายตรงนี้ว่า "การใส่ตุ้มจะทำเป็นช่วงเวลา
โดยเฉลี่ย คือ ช่วง06.00 น.-18.00น. และ18.00น.-03.00 น. ซึ่งระหว่างวัน
ชาวบ้านสามารถทิ้งตุ้มเอาไว้ไปทำภารกิจอื่นได้
ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของตุ้ม คือ โครงไม้ไผ่สานขึ้นรูปตั้งวางเป็นแนวดิ่ง
ด้านฐานมีมุมโค้ง ป้านและกว้าง ขณะปลายด้านบนมนรีและสอบเข้า
ด้านปลายจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยเฉลี่ย 1 ฟุต ด้านฐานถูกประกบปิดด้วย
"งา" เป็นปากสามารถเปิด-ปิดได้ แม่แจ่มจันทร์บอกว่า
"งา ถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งเพราะเป็นส่วนปากล่อปลาเข้าตุ้ม
เข้าได้แต่ออกไม่ได้"
"ก่อนนี้ปลามันเยอะ ปกติแล้วต้นเดือนมีนาคมคนจะเริ่มใส่ตุ้มกัน
ช่วงนี้ถือเป็นปลายฝน-ปลายน้ำคนจะไม่ใส่ตุ้มพอดีว่าบ้านเราพยายามจะฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่
ที่เห็นใส่กันเป็นแถว ๆ เพราะน้ำมันแรง ตามปกติแล้วเค้าจะจุ้ม
(ล้อมเป็นวง) ใกล้ ๆ กัน ปลายฝนแล้วน้ำมันแรง" แม่แจ่มจันทร์ย้ำในประโยคต่อมาว่าจะรื้อฟื้นทั้งทีต้องมีพิธีการให้เด็ก
ๆ รุ่นหลังได้เห็นได้เข้าใจ
พิธีบุญขอบคุณ "จ้าวลวงตุ้ม" ทำกันเป็นประเพณี
พ่อจันทร์ ศรีทุมมา บอกว่า "ลวง
หมายถึง อาณาบริเวณหาปลา พื้นที่บางแห่งมีจ้าว-มีผี" การประกอบพิธีจะเป็นไปง่าย
ๆ ด้วยการตั้งโต๊ะริมฝั่งน้ำ บนโต๊ะจะประกอบไปด้วย ข้าว มะพร้าว
อ้อย เหล้า ไก่ต้ม ส่วนผู้ประกอบพิธีกรรมจะมีผู้ช่วยหนึ่งคน
ถือเป็น "พ่อครู-แม่ครู" ประจำหมู่บ้าน
ตุ้มปลายอนเกือบ 30 หลัง ผูกยึดกับหลักไม้ไผ่ขนาดยาว จมหายไปในสายน้ำมองเห็นส่วนปลายโผล่เหมือนปาก
ส่วนหลักไม้ไผ่จะช่วยยึด ป้องกันตุ้มไม่ให้ลอยไปตามกระแสน้ำ
พ่อจันทร์ บอกว่า "น้ำไหลแรง หลักไม้ไผ่ต้องแข็งแรง
หากน้ำเชี่ยวปลาจะเข้าตุ้มยาก" ดังนั้น พรานปลาบ้านค้อใต้จึงสาละวนอยู่กับการเคลื่อนย้ายหลักปักตุ้มเข้ามาทางริมฝั่ง
ลดแรงปะทะกับกระแสน้ำ
การใส่ตุ้มเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องมีวิธีการ พ่อจันทร์อธิบายว่า
"การใส่ตุ้มลงน้ำจะทำเป็นแนวดิ่งผูกติดหลักไม้ไผ่ขนาดยาว
2 ท่อน ท่อนแรกปักลงพื้นน้ำสำหรับยึดตุ้มเอาไว้ส่วนอีกท่อนจะผูกติดท่อนแรกเป็นแนวเฉียงสำหรับโยก"
พ่อจันทร์บอกว่ามันง่ายต่อการเคลื่อนย้าย หลังจาก ใส่ตุ้มพรานปลาแต่ละคนจะต้องหมั่นดูแลตุ้มของตนเองอย่างเอาใจใส่
เหยื่อ เป็นสิ่งสำคัญ เจ้าของตุ้มแต่ละหลังจะปั้นเหยื่อ (ข้าวสุกไหม้พอหอม)
ล่อปลา
"ฝูงปลายอนจะว่ายวนรอบ ๆ ตุ้ม รอให้ตัวแรกที่มาถึงทึ้งเหยื่อเสียก่อน
'รอ' เมื่อตัวแรกเข้ากินเหยื่อ ปลายอนตัวอื่น ๆ จะทยอยตามเข้าตุ้มไปเอง"
ตรงนี้พรานปลาจะมีวิธีการ ชาวเรือจะเรียกปลาด้วยการตบผิวน้ำ
เสียงจะกังวานก้องลงสู่ผืนน้ำ เรียกว่า อ่อยตุ้ม พร้อมกับกลิ่นเหยื่อ
(ข้าวสุกไหม้พอหอม)
สำหรับการทำงานของตุ้ม พ่อจันทร์อธิบายว่า "เมื่อตุ้มจมน้ำส่วนของ
'งา' ที่ฐานตุ้มจะเปิดออกด้วยเส้นเชือกที่ผูกโยงจากฐานขึ้นสู่ปลาย
ฐานตุ้มจะเหนือพื้นน้ำไม่ต่ำกว่าหนึ่งฟุตเว้นที่ไว้สำหรับงาให้เปิดออกด้วยสายเชือก"
เป็นอย่างนี้พ่อจันทร์บอกเคล็ดลับเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า
"เชือกที่ร้อยจากฐานขึ้นสู่ปลายตุ้ม
คือ สัญญาณเมื่อปลาเข้าตุ้ม"
เมื่อปลายอนตัวแรกเข้ากินเหยื่อครีบและหลังของมันจะกระตุกเส้นเชือกที่ร้อยเอาไว้ซึ่งบริเวณปลายจะผูกโยงกับซี่ไม้เล็ก
ๆ ทำให้ซี่ไม้กระดิกตามแรงกระตุกของปลา "หากปลายอนเข้าตุ้มมาก
ๆ ซี่ไม้จะกระดิกถี่ ๆ" ตุ้มใครปลาเข้ามากทั้งผู้ชายผู้หญิงจะมาช่วยกันยกพ่อจันทร์ย้ำว่า
"ยกได้ทั้งผู้หญิง-ผู้ชาย ไม่มีผิดผี"
ชาวค้อใต้ส่วนใหญ่ "สานตุ้ม-ใส่ตุ้ม" เป็น
ทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ เมื่อไม่มีใครอยากจะออกไปทำงาน (ขายแรงงาน)
นอกหมู่บ้าน ความรู้จะได้รับการถ่ายทอด นอกจาก ใส่ตุ้มแล้วจะต้องสานตุ้มเองได้
รู้ระยะเวลาใส่ข้าว ดำลงไปดูข้าว เป็นคนช่างสังเกตทั้งเรื่องน้ำ-เรื่องฟ้า
ตุ้มจะมีหลายประเภทเรียกตามลักษณะปลา เรียก ตุ้มปลายอน ตุ้มปลาแตบ
อีกลักษณะเรียกว่า ตุ้มลาน ตุ้มชนิดนี้จะหลังไม่ใหญ่แตกต่างกันที่
"งา"
ตุ้มเป็นเครื่องมือหาปลาที่ผูกพันกับวิถีชีวิตจนเกิดคำเรียกขานกันตามสำนวนพื้นถิ่นว่า
'ตุ้ม-โฮม' คือ เรามาร่วมกัน ซึ่งพ่อสุนทรได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้อย่างน่าคิดว่า
"การใส่ตุ้มจะต้องทำเป็นกลุ่ม ทำคนเดียวไม่ได้"
ตุ้มโฮม จึงหมายถึง ความสามัคคี ร่วมแรงใจทำงานช่วยเหลือกันเพราะจะทำตุ้ม-ใส่ตุ้มได้ไม่ใช่เรื่องง่ายมีกันหลายขั้นตอน
ตั้งแต่ การสานตุ้ม ใส่ตุ้ม ล่อปลา ยกตุ้ม ทำคนเดียวไม่ได้ต้องทำเป็นกลุ่ม
พรานปลาทยอยตุ้มแต่ละหลังขึ้นมาบนฝั่ง "ปลายอน"
ตัวสีเงินผิวท้องนูนๆ (กินข้าวเข้าไปเยอะ)
สีขาวเลื่อมจากครีบจรดปลายหาง สะบัดกระโดดไป ๆ มา ๆ ภายในโครงไม้ไผ่
ก่อนจะถูกเคาะออกจากตุ้มลงกะละมังสำหรับใส่ปลา การยกตุ้มก็แล้วแต่จำนวนปลาหากปลาเข้าตุ้มน้อยจะยกเอาทางก้นขึ้นเพื่อให้ปลามาอยู่ที่ปลายตุ้ม
หากปลาเข้าตุ้มเยอะจะยกตุ้มขึ้นตรง ๆ แม่แจ่มจันทร์ชี้ให้ดูเงี่ยงปลายแหลมข้างลำตัว
แกบอกว่า "หากเงี่ยงตำจะเจ็บและเลือดไหลไม่หยุด"
 
"ปลายอนเป็นปลาชนิดเดียวที่เข้าตุ้ม
ส่วน ปลาผอ ปลาผื่อ (ปลาเทโพ) ปลาซวยหรือปลาอื่น ๆ จะใช้เบ็ดตกปลาแต่ยังมี
ลาน มอง หรือ เบ็ดราว เครื่องมือเหล่านี้ไว้ใช้ในกรณีน้ำริมมูนลด
เบ็ดราวตกปลาใหญ่ จำพวก ปลากด ปลาดุก ส่วน 'มอง' จะใช้เมื่อระดับน้ำลดลงอีก
จำพวก ปลาหมู อีกชนิดเรียก 'ลาน' สำหรับ ปลาอีตู๋ ปลาอีแตะ
ปลาสะก่ำ หรือ กั้ง ปู กุ้ง จำพวกนี้ก็เข้าลานเหมือนกัน อุดมสมบูรณ์มีให้กินตลอดทั้งปี"
แม่แจ่มจันทร์ยิ้ม
แม่แจ่มจันทร์กล่าวต่อไปว่า "เมื่อก่อนไม่มี
'เขื่อนปากมูน' ชาวบ้านหาปลายอนได้เฉลี่ย 80-100กิโลกรัม/ตุ้ม/วัน
ต่อมาในช่วงก่อสร้างเขื่อนปลาลดลงเหลือวันละ 12 กิโลกรัม/ตุ้ม/วัน"
หลังจากมีเขื่อนปากมูนประตูเขื่อนปิด 'ปลาไม่มี' ตั้งแต่นั้นมาชีวิตพรานปลาบ้านค้อใต้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
คนไปทำงานนอกหมู่บ้าน ร้านอาหาร งานก่อสร้าง กระทั่งงานเก็บขยะ
ปลาหาย คนหาย ตุ้มปลายอนหาย"
จากปี 2535 จนถึงปีนี้ 2548 ราวเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาคนค้อใต้เพิ่งขายปลายอนได้
10,000 บาท

เขื่อนปากมูน เขื่อนที่ทำให้ชีวิตคนริมมูนต้องเปลี่ยนแปลง จากคนหาปลาถึงคนขายแรงงานในเมือง
แม่แจ่มจันทร์บอกว่าเมื่อใดที่ประตูเขื่อนปิด
(8บาน) น้ำจะเอ่อล้นฝั่ง "น้ำขึ้นเร็วมาก
คนหาปลาจะใส่ตุ้มไม่ได้ ไม่มีปลา" เนื่องจากว่าปลายอนเป็นปลาที่ว่ายจากน้ำโขงเข้าลำมูนตามฤดู
"ปลาไม่ขึ้นคนต้องออกไปหางานทำนอกหมู่บ้าน
'เป็นกรรมกรก่อสร้างหรือแล้วแต่ใครจะจ้างให้ทำงานอะไร'
มีบ้างบางคนจะนำ 'อีหลง' เครื่องมือหาปลาอีกชนิดไปวางไว้ตามพุ่มไม้ที่น้ำท่วมถึง
กางเบ็ดราว พอได้กิน"
ไกลออกไป ประตูน้ำทั้ง 8 บาน ของเขื่อนปากมูนปล่อยสายน้ำมูนให้ไหลได้อย่างอิสระ
หากสิ้นกันยายนนี้ (เปิด 4 เดือน ปิด
8เดือน) ประตูน้ำของเขื่อนปากมูนจะปิดลงอีกครั้งและเป็นอีกครั้งสำหรับการรอคอย
รอคอยการกลับมาของ 'ตุ้ม' ปลายอน วิชาชีพของพรานปลา
'คนลุ่มน้ำมูน'
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
ขอบคุณ อินทิรา วิทยสมบูรณ์ วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
ช่วยสัมภาษณ์
16 กันยายน 2548
|