ฟัง..คนเลจะนะ..พูด

ในสายตา ..คนเล.. ท้องน้ำสีครามทั้งบริเวณ คือ อู่ข้าวอู่น้ำ หากในสายตาของคนเมือง..(บางกลุ่ม) กลับเป็นสถานที่ทำเงิน เหมาะสำหรับการปรับเป็นพื้นที่เป็นโรงงาน เป็นสถานที่ท่องเที่ยว สำหรับ วันหยุดพักผ่อนของพวกเขา เท่านั้น..

การชุมนุมแสดงความคิดเห็น คัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซ ไทย-มาเลย์ ในวันนี้ เดินทางมาถึงจุดของความรุนแรงอันเจ็บปวด ..ความพยายามที่จะย้อนเรื่องราว เล่าอดีต คนเล..จะนะ เป็นการกู่ตะโกนที่ปราศจากการตอบรับ รับฟังจากสังคมและคนรัฐ การย่อยสลายกลุ่มชาวบ้านเป็นฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านสร้างความร้าวฉานผ่านความกดดันที่ คนเล ..จะนะ ถูกกระทำต่อเนื่อง ตลอดมา..สิ่งที่หลงเหลืออยู่ คือ การยืนยัน บอกกล่าวข้อมูลและหลักการ แห่งความถูกต้อง..บนฐานของประชาสังคม และการทำ ประชาพิจารณ์ทั่ว ประเทศเท่านั้น..

เปิดเวที นำเสนอ ข้อมูลทั่วประเทศจึงเป็นเสมือน การยื่นข้อเสนอสุดท้ายอันจะเป็นทางออก ..แห่งการประสานและรอมชอมความขัดแย้ง ที่..คนเมือง..จำเป็นต้องรับฟังจะนะ เป็นพื้นที่ที่ห่างไกลในความคิดของใครหลายคน การติดตามข้อมูล เหตุการณ์ เรื่องราว จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ใครก็ตาม..จะเฝ้า ติดตามอย่างใกล้ชิด.. งาน..คนเลรัก แผ่นดิน..คนเมืองต้องร่วมแรง..(อนุสรณ์สถาน 14ตุลา 29-30 พ.ย.) เป็นเสมือนตัวแทน เป็นโทรโข่งของ ..คนเล..จะนะ..บอกผ่านวิถีชุมชน ชีวิตที่หาอยู่หากินกับธรรมชาติ สันทรายชายหาด และความล้มเหลวของระบอบทุนอุตสาหกรรมหากเกิดการตั้งโรงแยกก๊าซ..และสร้างท่อส่งก๊าซ..

รอหีม สะอุ อดีตโต๊ะอิหม่าม ผ่านวันเวลาของความศรัทธาที่มีต่อศาสนา พูดถึง การต่อสู้เพื่อความถูกต้องสิทธิอันชอบธรรมเป็นสิ่งที่ชาวบ้านจำเป็นต้องยืนยัน เรียกร้อง ต่อสู้ กู้วิถีสร้างความยั่งยืนให้แก่ชีวิตคนเล..แห่งจะนะ

“คุณค่าของระบบวัฒนธรรมของเราเป็นสิ่งที่จะต้องรักษาเอาไว้ จะนะได้ชื่อว่า เป็นถิ่นฐานของ..ส้มจุก แตงโมรสหวาน ตำนานกเขา ถิ่นเก่า 2 วัฒนธรรม ชุดความรู้เหล่านี้รัฐบาลไม่เคยเข้ามาศึกษา หาคำตอบและไม่ได้รับการเหลียวแล ..จนวันนี้ โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทยมาเลย์ สร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งที่ เมื่อก่อน คนเลจะนะอยู่กันอย่างสมานฉันท์ ทั้งอยู่ดี กินดี ภายใต้ชีวิต อาชีพที่เรียบง่ายผ่านระบบธรรมชาติที่พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานมาให้”

“ทุกอย่างจบสิ้น หากโครงการสำเร็จ..ไม่ได้หมายความว่า ทะเลจะเสียความสมบูรณ์เพียงชั่วข้ามคืน แต่ทะเลจะค่อย ๆ เสีย จนกระทั่งความสมบูรณ์หายไป แล้ว เรา…คนเล จะไปอยู่ที่ไหน หาปลาไม่ได้ ก็ต้องเข้าโรงงานเป็นลูกจ้าง ใช่หรือเปล่า.. จุดนี้สำคัญ นี่หรือเปล่าที่รัฐบาลบอกว่า ทำเพื่อความเจริญของพวกเรา ถึงที่สุดประโยชน์ผลที่แท้จริง ตกไปอยู่ทีใครกันแน่ เป็นความเจริญของใครกันแน่..อยากให้ทุกคนคิดตรงนี้ให้ออก เรา.. คนเล หาอยู่หากินอยู่กับธรรมชาติ ผูกพันกับท้องทะเลมานานหลายชั่วคน จะต้อนให้เราเข้าโรงงานนั้น เป็นวิธีการคิดที่ถูกต้องแล้วหรือเปล่า อยากให้คนในสังคมเข้าใจว่า..โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซเป็นสิ่งที่ คนเล อย่างเราไม่ได้เป็นคนต้องการ แต่กลุ่มทุน ข้าราชการและนักการเมืองต่างหากที่เป็นผู้ต้องการ” รอหีมกล่าว ปิดท้ายว่า

“คนในเมือง..น่าจะฟังเราพูดบ้าง ..รัฐธรรมนูญให้สิทธิเราในการตัดสินใจ ในการเลือกรับหรือไม่ และมีสิทธิในการเลือกสรร ตัดสินใจบนฐาน ของความเห็นชุมชน ประชาสังคมและจะต้องสอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะนี้ รัฐกำลังใช้ผลประโยชน์เข้าเบียดบังความรู้สึกของคนเมือง บอกว่า จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศมหาศาล…จะได้รับเม็ดเงินจากพลังงานและมีพลังงานสำรองใช้เหลือเฟือทั้งที่พลังงานมีเพียงพอ”..

“ลองคิดดูว่าพลังงาน..ส่วนใหญ่ จะไหลเข้าสู่ใคร คนในเมืองเป็นหลักที่จะได้รับประโยชน์หาก คนเล..จะนะ จะกลายเป็นผู้เสียสละ สูญเสียหม้อแกง แหล่งสุดท้าย ที่ไม่อาจหาสิ่งใดในโลกเข้ามาทดแทนได้..”

อำนาจรัฐกำลังบิดผัน ปั่นข้อมูลโดยอาศัยประโยชน์ของคนเมืองเป็นหลัก สร้างให้เห็นว่าภาพความขัดแย้ง รุนแรง เกิดขึ้นเพราะกลุ่มคนเล..จะนะ โดยไม่คำนึงถึงความสูญเสียที่ชาว จะนะ จะได้รับ ผ่านความเอื้ออาทรของแต่ละกลุ่ม สร้างระบบปัจเจกด้วยการจัดสรรผลประโยชน์เข้าไปสู่กลุ่มต่าง ๆ แล้วแบ่งแยก ทำให้แต่ละกลุ่มพยายามรักษาสถานะ และประโยชน์ของตนเอาไว้…ความสุขเอื้อมถึงได้โดยง่าย เป็นความหวังที่มลังเมลืองจนในที่สุด ความสนใจในเรื่องความขัดแย้งและเหตุบ้าน การเมืองหมดความหมาย…ลง

สิ่งสำคัญ..รัฐบาลกำลังให้สิทธ์ขาดแก่ข้าราชการท้องถิ่นสนับสนุนหนุนหลังเปิดไฟเขียวให้เกิดการกระทำใดใดก็ตามที่สามารถหนุนเสริมกระบวน..

..หรือนโยบายแห่งรัฐบาลได้เต็มรูปแบบ สร้างความถูกต้องให้แก่วิธีการ ชี้นำให้คนในเมือง เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นรัฐเป็นฝ่ายที่ถูกต้องที่สุด ทั้งที่เป็นเรื่องของการทำร้าย ทำลาย คน ประชาชนในประเทศด้วยกัน..

รอหีม ชี้จุดสังเกตุที่น่าสนใจว่า “..ตลอดเวลาที่ผ่านมาสิ่งที่รัฐบาลไม่เคยตอบได้ชัดเจน คือ หากไม่คิดวางแผนร่างโครงการ เขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่จังหวัดสงขลา รัฐบาลจะนำก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาลขึ้นมาทำอะไรและกำไรจากการขายก๊าซคุ้มค่าหรือไม่กับการลงทุน ..และสิ่งที่รัฐบาลไม่เคยจะเปิดให้ประชาชนได้รับทราบ คือ สัญญาที่ประเทศไทยทำกับประเทศมาเลเซียมีเงื่อนไข อย่างไรบ้าง..ได้เปรียบ-เสียเปรียบ อย่างไร ไม่เคยบอก เหล่านี้ถูกซ่อนเร้นทำให้รู้สึกถึงเงื่อนงำ..สิ่งที่รัฐบอกแก่คนในสังคมเสมอ ๆ นั่นคือว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ..ของประเทศ”

โครงการมาบ-ตาพุด เป็นหนึ่งตัวอย่างแห่งความเจ็บปวด 25 ปีที่แล้ว รัฐบาลกำหนดโครงการเช่นนี้ ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ผ่านโครงการอีสเทิร์น ซีบอร์ด และพาดท่อส่งก๊าซขึ้นบริเวณ มาบ-ตาพุด สร้างโรงแยกก๊าซ 3 โรง ปรับแปรสภาพพื้นที่ให้เป็นพื้นที่ตั้งโครงการขนาดใหญ่ เป็นโรงโรงงานทั้งสิ้น 59 โรง ..

10 ปี ต่อมา ปัญหามลพิษ มลภาวะทางน้ำ-อากาศเสียก่อสภาวะเป็นพิษทั้งกลิ่น-เสียง จนคนในพื้นถูกหามส่งโรงพยาบาล นับพันคนด้วยโรคทางเดินลมหายใจ ..น้ำดื่มได้รับการ ปนเปื้อนด้วยโลหะหนัก ชายฝั่งทะเลพังทั้งแถบ เป็นระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร คนเล ..ตะวันออก สูญเสียอาชีพประมง พืชผลการเกษตรเสียหาย ชุมชน ที่เคยมีสุขอยู่สบายบนชีวิตที่เรียบง่ายถูกทำลายตามมาด้วยปัญหาสังคมมากมาย เช่น อาชญากรรม ยาเสพติด และโรคเอดส์…

“เหล่านี้ทั้งสิ้นเป็นเรื่องที่น่าหวาดหวั่น คนเล ..จะนะ ถามว่า คนเมืองอยากให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดซ้ำรอยขึ้นกับลูกหลานชาวจะนะ หรืออย่างไร..เราคงยอมอย่างนั้นไม่ได้” รอหีม ย้ำหนักแน่น

การคัดค้านโครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลย์ ของคนสงขลาและชาวจะนะเริ่มขึ้นในปี 2541 อย่างต่อเนื่องและเข้มข้นตลอดมาจนถึงขณะปัจจุบัน..สิ่งที่ คนเล จะนะคัดค้านนั่นคือ รัฐบาลและปตท.จะต้องไม่ตัดสินใจดำเนินโครงการนี้โดยพลการ ระหว่างการทำสัญญาซื้อขายและก่อสร้างโรงแยกและท่อส่งก๊าซ โดยที่ คนเล จะนะ ไม่รับรู้และ ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ..ความพยายามของคนจะนะ คือ การเรี่ยกร้องให้รัฐบาลดำเนินโครงการตามขั้นตอน ตามกฏหมายแห่งรัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิการมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจในทุก ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในชุมชน..บ้านเกิด

ผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจชุมชน ล้วนแล้วแต่ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นระบบมาตรฐาน ขณะที่ทางซีกรัฐบาลกลับจัดฉากทำประชาพิจารณ์ กีดกั้น คนเลจะนะ ออกจากกระบวนการมีส่วนร่วมทั้งหมด ..ที่ผ่านมากระบวนการเคลื่อนไหวทักท้วงขอให้ทบทวนโครงการ ไม่เกิดเฉพาะ คนเลจะนะ เท่านั้น หากในส่วนคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมวุฒิสภา เสนอให้รัฐบาลทบทวนโครงการ และแผนพัฒนาภูมิภาคของโครงการทั้งหมด..คณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สรุปชัดเจนถึง การละเมิดรัฐธรรมนูญของโครงการ และการไม่เคารพสิทธิสภาพ ในกระบวนการ มีส่วนร่วมและการตัดสินใจของ คนเล จะนะ..

ส่วนผลการศึกษาของคณะกรรมการพิเศษฯ ซึ่งเป็นกลุ่มของนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยบูรพาเสนอให้ทบทวนโครงการใหม่ทั้งหมดเช่นกัน และถัดมาช่วงปลายปี 2545 นักวิชาการกว่า 1,400 คนทั่วประเทศ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนโครงการและหยุดการใช้ความรุนแรงเข้าแก้ไขปัญหา หากสิ่งที่รัฐบาล ตอบสนองข้อทัดทาน เหล่านี้ กลับเป็นสิ่งตรงข้ามทั้งหมด..

“คนเล รักแผ่นดิน รักทะเล เหมือนกับคนทุกคนที่รักบ้านของตนเอง วันนี้ ถึงเวลาหรือยัง ที่คนในเมืองสมควรที่จะหันมาให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง..ร่วมแรง ร่วมให้ความสนใจปัญหาทรัพยากร สิ่งแวดล้อมมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวพวกท่าน..ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายระบบในธรรม ทำลายสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานมาให้มวลมนุษยชาติ หยุดการทำลาย คืนชีวิต คืนธรรมชาติให้แก่คนท้องถิ่นได้ร่วมมือกันพัฒนาเถิด” คำกล่าวสุดท้ายของ รอหีม สะอุ อดีตโต๊ะอิหม่ามและคนฟังปลาแห่งท้องทะเล จะนะ..

ท้องฟ้าที่..จะนะ
โอ...อาทิตย์ลับเลื่อนแล้วเพื่อนเอ๋ย                จะนะเอยบ้านเรายิ่งเศร้าหมอง
แค่ปิดตาฝ่าค่ำชำเลืองมอง                    นั่นฟ้าร้องฝนใหญ่ใกล้เข้ามา
ครั้นวกกลับหมุนวนเป็นวงคลื่น              เขามีปืน..มีโรงงาน..การศึกษา
ผู้เฒ่าหนึ่ง นิ่งสงบ แต่กลบตา..                บ่งสะท้อนชัดว่า ..กล้าประชัน
เสียง..ลิเกฮูลูไม่รู้จบ                             ว่าใครมาสร้างศพให้บ้านฉัน
ทะเลเราเรารัก จักป้องกัน                             หม้อข้าวใครหม้อข้าวมัน ฉันดิ้นรน
โอ้..พายุนี่เองกลืนเพลงรัก                            ไม่เผาผีพวกพรรคเพราะโภชน์ผล
เกิดอาเพศข้อใดใครดาลดล               ให้ล้อมฆ่าคนจนตาดำดำ
เป็นภาครัฐกระไร ..เล่นไม่ซื่อ..                  หากเราอือ ออ..ออ ..พ่ออิ่มหนำ
เขาหวานดอกกำไร...ใครระกำ                      ใครเจ็บจำ ร่นถอย ..ค่อย ๆ ตาย
ผู้เฒ่าแห่งจิตวิญญาณ..เล่าขานว่า                     การเหลียวมองกลับมา..ยังไม่สาย..
เถิดทบทวนให้ตลอดก่อนวอดวาย                    เป็นรายราย หลายรายใหญ่ก็ไทยเรา
พายุยัง เราจะตั้งกำแพงสู้               เพื่อกลับสู่ถนนนี้วิถีเก่า
แว่วเพลงแทรก..เสียงฮูลูอยู่ เบา-เบา        ท่านผู้เฒ่าก็ระงับสดับฟัง
คือ เต-หน่า ล่องลอยจากดอยสูง                   เพลง..ดอกหางนกยูง..มีมนต์ขลัง
ผสาน..ขลุ่ย.. กีตาร์…มาจริงจัง                        เหมือนเมืองสั่งความว่า.. มาร่วมแรง
โอ้..อาทิตย์ ลับล่วง พุ่มพวงเอ๋ย                        จึงจันทร์เคยเฉิดฉายขึ้นพรายแสง
ดาวทั้งฟ้าก็ วิบ-วิบ กระพริบแรง               ผู้เฒ่าแฝง…ยิ้มไว้ …ในเงาตา…

ขอบพระคุณ ลัดดา ส่งกระสินธ์ กวีอิสระแห่งรั้วราม
30 พฤศจิกายน 2546

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

2 ธันวาคม 2546