คนหาปลา รุ่นสุดท้าย ริมกว๊านพะเยา..

เกิดอะไร..กับกว๊านพะเยาวันนี้..กว๊านพะเยาสถานที่ที่ พระธรรมวิมลโมลี หรือ..หลวงพ่อใหญ่ แห่งวัดศรีโคมคำ กล่าวเอาไว้ว่า... เมื่อปี 2482 ท่านจำพรรษาที่วัดเมืองชุมใกล้สถานีประมงในปัจจุบัน จริง ๆ แล้ว บริเวณประตูน้ำที่กั้นแม่น้ำอิงเป็นฐานวัดเก่า หลวงพ่อยังเคยไปดูเขาขุดร่องทำประตูน้ำ แต่สมัยนั้นประชาชนไม่ได้สนใจโบราณวัตถุ เมื่อก่อน หลังวัดจะมีร่องป่าแขมป่าอ้อ หรือป่าไม้กระยาเลย เช่น กระทุม แสะ ทองกวาว เมื่อน้ำท่วมหลังปิดประตูน้ำ ต้นไม้พวกนี้ตายหมด..เมื่อก่อนไม่มีประตูน้ำ น้ำจะท่วมสูงสุดเดือนกันยายน เลยกันยายนถึงพฤศจิกายน ฝนจะเบาลง แต่มาทีหลังนี่เริ่มไม่แน่นอน ท่วมหนักหลายครั้ง ตลอด 20-21 ปี เดี๋ยวนี้ทางระบายน้ำธรรมชาติหาย กลายเป็นเขื่อนหมดแล้ว เขื่อนแม่นาเรือ แม่ตุ่น แม่ต๋อม แม่ร่องไฮ บ้านเหยี่ยน แม่ปืม ก็เพิ่งสร้าง กว๊านพะเยาสมัยนั้นเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวบ้านเครื่องมือทำประมงขนาดเล็ก สุ่ม จำ ยกยอ แซะและตุ้มสำหรับดักปลาไหล..แต่วันนี้ แหล่งปลาหายไป ปลาค้าวขนาดเมตรกว่า ๆ เดี๋ยวนี้ไม่เหลือ..

กว๊านพะเยาวันนี้.. กว๊านแอ่งกระทะที่เคยรองรับน้ำ จากแหล่งน้ำต่าง ๆ แห่งเทือกผีปันน้ำ ก่อนไหลลงน้ำอิงแล้วย้อนกลับลงน้ำโขง ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย วันนี้..เสื่อมโทรม ทั้งในแง่การจัดการและระบบนิเวศ..คนหาปลาชีวิตบนผืนน้ำกว๊านพะเยา ที่มีคนหาปลาลงมือเก็บข้อมูลสร้างงานวิจัยด้วยสองแขนความคิดของเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน กว๊านพะเยา มูลนิธิกองทุนไทยและโครงการพะเยาเพื่อการพัฒนา คุณ จันทร์ติ๊บ ฟูเฟือง ชาวประมงธรรมดาที่ไม่ธรรมดา แห่งบ้าน สันต้นผึ้ง และ คุณ สหัทยา วิเศษ จากโครงการพะเยาเพื่อการพัฒนา พูดถึงกว๊านผ่านงานวิจัย คนหาปลา ชีวิตบนผืนน้ำกว๊านพะเยา ถึงผลกระทบจากงานพัฒนาและกฎหมายที่กลายเป็นความขัดแย้งตลอดกาลระหว่างชุมชนและคนรัฐ..

ก่อนี พ.ศ. 2484 กว๊านพะเยา เป็นเพียงหนองน้ำธรรมชาติ มีพื้นที่ประมาณพันกว่าไร่ เท่านั้น แต่ทว่า ภูมิประเทศรอบกว๊านประกอบด้วยหนองและบวกน้ำต่าง ๆ กระจัดกระจาย หนองน้ำแห่งนี้จึงเป็นแหล่งรองรับน้ำจากเทือกผีปันน้ำ หลายสิบสายรวมกัน ซึ่งรู้จักกันในนาม แม่น้ำอิง ไหลล่องลงทางไต้รวมกันที่หนองกว๊าน และไหลย้อนกลับไปทางเหนือ จากดอกคำใต้ไปจุน เชียงคำ เทิง ขุนตาล เชียงของ ลงแม่น้ำโขงที่ บ้านปากอิง อ.เชียงของ จ.เชียงราย..เกิดการแปรสภาพเป็นบึง ขนาดใหญ่ขนาดหมื่นไร่ทั้งงดงามและเป็นชีวิตของคนหาปลา..

ชีวิต..คนหาปลาเปลี่ยนไปหนองน้ำ ธรรมชาติที่บริบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ปลานานา จากอดีตถึงวันนี้เปลี่ยนไปในทางเสื่อมโทรม การลดลงและสูญพันธุ์ของพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำ ตะกอนดิน เศษวัชพืช และขยะทำให้กว๊านตื้นเขิน น้ำเน่าเสียจากอาคารบ้านเรือนถูกปล่อยลงกว๊าน และการทำประมงที่ไม่มีสำนึกเชิงอนุรักษ์..คนหาปลา วันนี้ จึงลดจำนวนลงถึงขนาดลูกหลานของชาวประมงริมกว๊าน ว่ายน้ำกันไม่เป็นเสียแล้ว..

งานวิจัย..ชิ้นนี้ยังเล่าเรื่องราวแต่หนหลังถึง วิถีประมงของคนหาปลาริมกว๊าน ผ่านปากคำ คุณจันทร์ติ๊บ ฟูเฟือง ชาวประมงกว๊านพะเยา ..กว๊านพะเยายังเป็นแอ่งกะทะ ก่อนจะเป็นประตูกั้นน้ำ ปลาเยอะมาก ระบบนิเวศสมบูรณ์ น้ำสะอาดขนาดใช้กินได้เลย

หลังจาก เปลี่ยนจากฝายน้ำล้นมาเป็นประตูกั้นน้ำ ปลาเริ่มลด น้ำจะท่วมมาก ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง จาก โครงการพัฒนาต่าง ๆ รอบ ๆ กว๊าน ร้ายแรงที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องการดูดเอาดินขึ้นมาเอาดินถมกว๊านทำน้ำเสียมากขึ้นจึงทำให้หาปลาในปัจจุบันได้ไม่มาก..ส่วนคนหาปลามีส่วนมากเหมือนกันจากที่เคยหาใช้ตาข่ายเอ็นธรรมดาใส่เบ็ด เปลี่ยนจากแน่งเอ็นธรรมดา มาเป็น แน่งใยไหม..

คุณ จันทร์ติ๊บ เล่าถึงสมัยเด็ก..ไปกับพ่อแม่ พ่อก็ทำสวนบัวและหากินในกว๊านไปด้วย จำได้ว่า ไปที่ไหนก็มีแต่ปลา ปลาตัวใหญ่ ปลาที่หาได้มาก เหลือก็จะขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ป่าบัว ป่าแหน(สาหร่าย) เอาไปขาย เอาไปเลี้ยงหมู เอาแหนมาเป็นอาหารให้หมู…..ไม่ไปใส่แน่งก็เอาแหนไปขาย ถ้าไม่จับปลา ก็หาแหนขาย..คุณจันทร์ติ๊บ บรรยายให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของกว๊าน .. แต่ก่อนลำเรือหนึ่งก็ 30 – 40 บาทมีพ่อค้ามารับซื้อ ถนนหนทางก็ยังเป็นทางเกวียนไม่ได้ลาดยาง ไปใส่เบ็ดไม่ต้องใส่มากหลัง เหมือนปัจจุบัน ใส่แค่ 20 – 30 หลัง ก็ได้ปลาเต็มข้อง ปลาดุก ปลาช่อน ปลาสร้อย ปลาตะเพียน ปลาเฉา ปลาลิ่น ปลาซ่ง ปลากราย.. แน่งก็ใส่กันคนละ 4 –5 ผืน แหนมี น้ำใส ปลาอุดมไปจับปลาติดไฟตั้งหม้อไว้ได้ เดี๋ยวก็ได้กิน...
หาปลาเดี๋ยวนี้ ต้องหากินกันเป็นฤดู ฤดูหนาวหาปลาพอได้ ฤดูฝนช่วงน้ำหลาก ช่วงต้นปีพอหาได้ระยะสั้น ๆ ช่วงฤดูแล้ง หากินลำบากหน่อยเพราะน้ำไม่ค่อยดี ..เดี๋ยวนี้ ถึงน้ำหลากลงมา น้ำจะพาตะกอน พาน้ำเน่า น้ำเหม็นลงมา น้ำเหม็นปลาหายาก เมื่อก่อนเทียบกับปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก รอบ ๆ กว๊านพะเยามีถนนเรียบฝั่งหรือต้นสน เป็นคอนกรีต หนองกับบวกน้ำถูกถม จากป่าแขม ป่าอ้อ ก่อนลงกว๊านนี่จะเจอป่าพวกนี้ก่อน..กว๊านถึงได้สมบูรณ์..

กว๊านพะเยา..ก่อน 2484 มีสภาพเป็นบึงขนาดย่อม ๆ มีบวกน้ำหนองน้ำอยู่รอบ ๆ กว๊านที่ไหลจากลุ่มน้ำอิงมากมายหลายบวกหนอง..แหล่งสำคัญ ๆ ที่ระบุในงานวิจัยได้แก่ กว๊านหลวง กว๊านน้อย หนองเอี้ยง ร่องเหี้ย แม่ร่องน้อยห่าง หนองช้างแดง สภาพโดยรอบจะเป็นป่าอ้อ ป่าแขม ป่าแฝก ป่าไผ่ ทองกวาว ต้นงิ้ว ไม้สัก ไม้กระยาเลย จากช่วงฤดูฝนน้ำจะเริ่มหลาก และค่อยลดลง จนแห้งขอดจนสามารถเดินเท้าได้ ชาวบ้านทำมีไร่นารอบกว๊านจะนำพืชผลจากไร่นา พวกข้าวครั่งบรรทุกเกวียน และถึงขนาดหาบสิ่งของมาแลกเปลี่ยนค้าขายที่ตลาดในเวียงอีกฝั่งหนึ่งได้ทีเดียว..

กลัวที่สุด เห็นจะเป็นการปรับผังเมือง..คุณจัทร์ติ๊บ เล่าถึงแนวคิดที่จะเปลี่ยนฝั่งตะวันตกให้เป็นพื้นที่อาศัย....หากเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัย น้ำจะเอ่อไปอีกฝั่ง น้ำจะท่วม ..เดี๋ยวนี้รอบกว๊านที่ดินถูกจับจองจากเอกชน หากพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย ทำร้านอาหาร..ก็จะเกิดปัญหาเพราะเขาต้องถมดิน เทศบาลมากำหนด เขต 1 ไม่ให้จับปลา แต่มีหลายหมู่บ้านอยู่ในเขตนั้นที่หากิน ริมกว๊าน เขต 2 เป็นแหล่งพัฒนา ที่อยู่อาศัย พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ..ถูกต้องหรือเปล่า ..เรื่องนี้จำเป็นต้องทบทวน ..ส่วนหนึ่งแล้วการกำหนดขอบเขตการพัฒนากว๊าน เป็นประเด็นที่ต้องใช้กระบวนการมีส่วนร่วมกับชมชนรอบกว๊านและการกำหนดเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาก็ต้องดูให้มันสอดคล้องกับชีวิตคนหาปลารอบ ๆ ไม่ใช่กำหนดตามความพอใจ หรือคิดจะพัฒนาเชิงท่องเที่ยวมากเกินไป..

..เข้าร่วมรับฟังเวทีคณะกรรมการพัฒนากว๊าน(จากเทศบาล) แต่แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย กลายเป็นว่าหน่วยงานราชการตัดสินใจมากกว่า เราไม่มีเสียง เราพูดไปเขาก็รับไปอย่างนั้น เห็นเราเป็นไม้ประดับ เป็นตัวประกอบ ไม่มีบทบาท..

..ชมรม..อนุรักษ์ป่าต้นน้ำกว๊านพะเยาจึงต้องรวมตัวคิดหาวิธีการร่วมรักษา ตั้งแต่ป่าต้นน้ำกว๊านพะเยา สร้างส่วนร่วม ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนกิจกรรมที่ชาวบ้านต้องการ เช่น การทำเขตอนุรักษ์เพื่อแก้ปัญหา การกำหนด เขต 1 เขต 2 ชุมชนต้องทำด้วยตัวเอง จัดสรรด้วยตนเอง วันนี้ชุมชนรอบกว๊านตื่นตัวเรื่องการจัดสรรเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาของตนเอง มีความพร้อมมาก แต่ยังมีปัญหาเรื่องแหล่งทุนจัดซื้ออุปกรณ์ เมื่อไม่มีถึงต้องรอไปก่อน..

อนาคต ถ้า 15 ชุมชน สามารถรวมตัวกันเป็นเครือข่ายประมงพื้นบ้านได้ จะเป็นพลัง สามารถแสดงความเห็นได้เสียงดังขึ้น ถึงเรื่องผลกระทบจากการพัฒนาจากรัฐ ถ้ารวมตัวกันได้ก็จะพัฒนาอาชีพคนหาปลาริมกว๊านได้ ไม่หายไปไหน ไม่ต้องไปรับจ้าง ทำงานในแหล่งอื่น.. คุณ จันทร์ติ๊บ พูดถึงเหตุผลง่าย ๆ ..งานวิจัย คนหาปลา ชีวิตบนผืนน้ำ ริมกว๊านพะเยา ชาวประมงทำขึ้นเพราะอยากจะบอกความผูกพันระหว่างชีวิตและกว๊านเชื่อมโยงชีวิตคนหากินริมกว๊าน คนรัฐต้องรับรู้ว่า จะทำอะไร จะมีโครงการอะไร คนหาปลาริมกว๊านต้องทราบ ปัญหาเกิดขึ้นกับเขา ความต้องการต้องเป็นความต้องการของชาวบ้านจริง ๆ ในกว๊านมีคนหาปลา จะทำอะไรสักอย่างต้องมองชาวบ้านตาดำ ๆ ริมกว๊านด้วย ชาวประมงรอบกว๊านต้องรวมตัวกันสร้างเขตอนุรักษ์ของตัวเอง สร้างสำนึกอนุรักษ์ หาปลาด้วยวิธีการที่ไม่ทำลาย..

กว๊าน..พะเยา..วันนี้ ถูกกระหน่ำด้วยพายุแห่งการทำให้เจริญ สร้าง เปลี่ยนแปลง ดูดเงินออกจากกระเป๋าของนักท่องเที่ยว เป็นเพียงเศษเสี้ยวของชีวิตคนหาปลา ที่ไม่ทำให้ชีวิตริมกว๊าน ยืนอยู่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ การลดลงของพันธุ์ปลาวันนี้เป็นบทพิสูจน์ถึงโทษทัณฑ์ที่ได้รับ จากแนวคิดของการทำให้เจริญ ..ถามว่า.. คนหาปลาอย่าง คุณ จันทร์ติ๊บ ฟูเพือง จะเป็นรุ่นสุดท้าย เมื่อลูกหลานของเขาว่ายน้ำกันไม่เป็นเสียแล้ว ถนนและการศึกษาเชื่อมโยงคนออกจากชุมชนรอบกว๊าน โลกแห่งการท่องเที่ยวทำเงิน กำลังทำให้คนหาปลาวันนี้กลับกลายเป็นเพียงอดีตหวานหอม เป็นเพียงพนักงาน..บริการ..ตามโรงแรมหรูหรา ใช่หรือเปล่าว่า นี่คือฉากสุดท้าย ของการทำให้เจริญ.. เพียงคนหาปลาริมกว๊านเท่านั้น จะตอบคำถามเหล่านี้ได้!!

หมายเหตุ:15 ชุมชน รอบกว๊าน ได้แก่ บ้านร่องห้า บ้านต้นผึ้ง บ้านต๋อม บ้านสันหนองเหนียว บ้านสันปูเลย บ้านสันป่าม่วง บ้านสันเวียงใหม่ บ้านทุ่งกิ่ว บ้านสันกว๊าน บ้านสันช้างหิน บ้านฮ่องไฮ บ้านสันกลาง บ้านแม่ต๋ำ บ้านป่าก่อน บ้านแม่ใส


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

26 กุมภาพันธ์ 2547