‘ปฎิรูปที่ดิน’ระบบ'ฮั้ว'สุดคลาสสิค แห่งสยามประเทศ

เวทีเสวนา เรื่องการทุจริต สปก.ภูเก็ต,แควระบม-สียัด ถึงกรณีที่ดินลำพูน ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว โดยเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน ในวันที่ 4 ก.ค. 2546 เป็นการเปิดมุมมองปัญหา 28 ปีการปฎิรูปที่ดินด้วยการพูดถึงปัญหาในเรื่องการครอบครองที่ดิน เพราะจากข่าวการเปิดฉากตรวจสอบ การแจกเอกสารสิทธิของรัฐบาลที่จังหวัดภูเก็ต ค่อนข้างเป็นเรื่องอึมครึมและมีเงื่อนงำที่น่าติดตามอยู่หลายจุด

กล่าวได้ว่า ประเด็นการปฎิรูปที่ดิน เป็นโครงการทุจริตที่สุดคลาสสิคในประเทศนี้ การงุบงิบกันออกโฉนดจากผู้เกี่ยวข้องสามฝ่าย เจ้าหน้าที่ สปก.บางส่วน นักการเมืองระดับประเทศ และกลุ่มทุน-อิทธิพลท้องถิ่นเป็นปัญหาเรื้อรังต่อเนื่องและยาวนานมาตั้งแต่ครั้งยุครัฐบาล นายกชวน หลีกภัย ชนิดที่เรียกว่าตรวจสอบกันไม่ได้ ซึ่งครั้งนั้นคงจำกันได้ดี การปฎิรูปที่ดินโดยการแจกเอกสารสิทธิมีปัญหากระทั่งต้องมานั่งตีความกันว่า เกษตรกรคือใคร?ผู้ใด? และต่อมาเรื่องถูกโยงเข้าสู่กระบวนการการทำลายกันทางการเมือง รัฐบาลยุคนั้นจึงต้องยุบตัวเองไปในที่สุด

ครั้นมาถึง ปัจจุบัน ยุครัฐบาลนายกทักษิณที่กลับรื้อเรื่องการปฎิรูปที่ดินขึ้นมาปัดฝุ่นกันใหม่ เริ่มด้วยการฟื้นฝอยกรณีแจกเอกสารสิทธิในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต คงเป็นเรื่องที่ดีหากการตรวจสอบเป็นเรื่องจริงใจแต่จากการจับตามองของเครือข่ายปฎิรูปที่ดินที่ทำการศึกษาประเด็นการตรวจสอบ การแจกเอกสารสิทธิที่จังหวัดภูเก็ตในครั้งนี้พบว่าความจริงแล้วเรื่องการตรวจสอบ การแจกเอกสารสิทธิในจังหวัดภูเก็ตจะเป็นเพียงเรื่องการทำฐานคะแนนประชานิยมในพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้หรือไม่..

เพราะเรื่องจริงของปัญหาที่ดินไม่ได้เกิดเฉพาะเมืองภูเก็ต หากแต่เป็นปัญหารากหญ้าระดับชาติที่ไม่เคยได้รับการแก้ไขจริงจัง!!!

ต่อเรื่องนี้ คุณไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ความเห็นเอาไว้อย่างเป็นที่น่าสนใจว่า “หากจะย้อนกลับไป ปัญหาการแจกเอกสารสิทธิ์แก่บุคคลซึ่งมิใช่เกษตรกรเกิดขึ้นทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2532-2540 ประเด็นสำคัญคือว่า ปัญหาการปฎิรูปที่ดินถูกทำให้กลายเป็นเรื่องการแปลงที่สาธารณะให้เป็นของเอกชนโดยถือตั๋วเอกสารสิทธิที่ทำกันอย่างลับ ๆ และหากจะสาวกันจริงการปฎิรูปที่ดินเป็นการคอร์รัปชั่นสุดคลาสสิคที่เกิดขึ้นในประเทศนี้และทุจริตกันในทุกภาคส่วนตั้งแต่ เอกชน ข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมือง”

“การปฏิรูปที่ดินนั้นมีประเด็นปัญหาอยู่ 4 ประเด็นหลักด้วยกัน ข้อแรก เจตนารมย์จริง ๆ ของการปฎิรูปที่ดินคืออะไร? ข้อสอง 28 ปีการปฎิรูปที่ดินก่ออะไรแก่ใคร?บ้าง ข้อสาม ปัญหาและสาเหตุของการปฎิรูปที่ดินอยู่ตรงจุดไหน ข้อสี่ ประตู ทางออกของการปฎิรูปที่ดินอยู่ตรงจุดไหน”

คุณไพโรจน์ท้าวความให้เราเห็นว่ากฎหมายการปฎิรูปที่ดินเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2518 โดยพี่น้องเกษตรกรซึ่งไม่มีที่ทำกินเรียกร้องกฎหมายการปฎิรูปทิ่ดินทั่วประเทศ “โดยเจตนรมย์ของกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า 1. ต้องจัดสรรที่ดินให้แก่ผู้ซึ่งไม่มีที่ทำกิน 2.ต้องเป็นเกษตรกร ซึ่งมีที่ทำกินน้อยหรือไม่มีเลย และ 3.เป็นการจัดสรรที่ของเอกชน-รัฐ ที่ไม่มีการทำประโยชน์เกินกว่า 50-100 ไร่ โดยการใช้มาตรการซื้อและเวนคืนเพื่อให้ได้มาและทำการจัดสรรให้แก่พี่น้องเกษตรกร สุดท้ายที่ไม่ค่อยจะพูดถึงกันมากนักเป็นการสร้างสรรค์ระบบตลาดและการผลิตให้แก่พี่น้องเกษตรกรหลังการจัดสรรด้วยเพื่อป้องกันการสูญเสียที่ดิน”

“ต่อมาเจตนารมย์ของกฎหมายเริ่มบิดเมื่อปี 2532 ที่มีการแก้กฎหมายปฎิรูป คือ สามารถเพิ่มคนซึ่งมีความประสงค์จะเป็นเกษตรกร แต่ไม่ใช่เกษตรกรให้ร้องขอเอกสารสิทธิได้แต่จะต้องเป็นคนที่ไม่มีที่ทำกิน ,จบมาทางด้านเกษตร ,เป็นลูกหลานเกษตรกร แถมแก้เงื่อนไขโดยการเพิ่มการจัดสรรพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมและมอบอำนาจให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้จัดสรรโดยเบ็ดเสร็จ”

“ดังนั้น ช่วงปี 2537 กรมป่าไม้เริ่มโอนที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมให้แก่สำนักงานการปฎิรูปที่ดิน ถึง 44 ล้านไร่ เวนคืนที่เอกชนได้ 485,285 ไร่ แต่ปรากฎว่า เมื่อประกาศปฎิรูปที่ดิน 69 จังหวัดทั่วประเทศ บนพื้นที่ 51,240,000 ไร่ จัดให้ประชาชนไปแล้ว 1,340,000 ราย ในพื้นที่ 22 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ของรัฐ 21 ล้านที่เอกชน 67,000 ไร่ เหมือนจะดีแต่เมื่อเจาะในรายละเอียด พบว่ายังมีเกษตรกรซึ่งไม่มีที่ทำกินและมีที่ทำกินไม่เพียงพอประมาณ 1,500,000 ครอบครัว จากเกษตรกร 7,600,000 ครอบครัวทั่วประเทศ”


ที่ดินสปก.จังหวัดลำพูนที่ไม่มีการตรวจสอบโฉนด

“ประเด็นคือว่า 1,340,000 ราย ที่จัดสรรให้คือใคร การจัดสรรที่ดินที่ภูเก็ตกลายเป็นปัญหา คำว่า เกษตรกรเป็นใครเคยเป็นเรื่องถกเถียงและต้องมาหานิยามกัน กระทั่งรัฐบาลนายกชวน หลีกภัยล้ม การดำเนินการจัดสรรที่ดินจึงยุติและเมื่อสังเกตุจากข้อมูลตัวเลขจะเห็นว่า ที่ดินส่วนใหญ่ไม่ใช่ที่ของเอกชนแต่เป็นที่ของรัฐซึ่งเป็นของคนทั้งประเทศเอามาจัดสรรแถมส่วนใหญ่อยู่ในมือผู้ซึ่งไม่ใช่เกษตรกร”

คุณไพโรจน์ เน้นย้ำว่า เจตนารมย์การกระจายที่ดินให้เป็นธรรม ซึ่งพี่น้องเกษตรกรเป็นผู้เรียกร้องนั้นมันไม่เกิดและไป ๆ มา ๆ มันไม่ถึงมือเกษตรกรจริง ดังนั้นปัญหาขณะนี้ คือว่า หากเริ่มตรวจสอบเรื่องการกระจายที่ดินซึ่งประชาชนกลุ่มหนึ่งถือครองในขณะนี้ต้องตรวจสอบทั่วประเทศ

“ท้ายที่สุดการมอบอำนาจให้รัฐกลายเป็นเรื่องการคบคิดกันเพียง 3 ฝ่าย และดำเนินการให้ได้มาซึ่งที่ดิน พวกแรก คือ เจ้าหน้าที่สปก.บางส่วน พวกที่สองคือบรรดากลุ่มเอกชนคนโตทั้งหลาย พวกที่สามนักการเมืองโดยใช้อำนาจร่วมกันอย่างที่ใครก็เข้าไปตรวจสอบไม่ได้”

“เมื่อตรวจสอบไม่ได้ประชาชนอยู่ที่ไหน ประชาชนถูกผลักให้ต้องออกมาอยู่บนท้องถนน กลายเป็นกลุ่มประท้วงอย่างกรณีที่ดินที่ลำพูน ดังนั้นแล้วหากคิดจะรื้อกันจริง ๆ การตรวจสอบการแจกเอกสารสิทธิจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการหลายฝ่ายโดยดึงภาคส่วนอื่น ๆ เข้าไปเป็นคณะกรรมการอันมาจากกลุ่มข้าราชการ ประชาชน ตัวแทนนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวข้องโดยทำการตรวจสอบ 2 เรื่องด้วยกัน

1. ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ถือครองว่า คือ เกษตรกรจริงหรือไม่ 2.ตรวจสอบว่าพื้นที่ที่จัดสรรไปแล้วมีการใช้ประโยชน์อะไร หากพบว่าพื้นที่ไหนที่ไม่มีการทำเกษตรหรือพื้นที่ใดผู้ถือครองไม่ใช่เกษตรกร ให้เพิกถอนมาเป็นของรัฐแล้วจัดสรรใหม่ตามเจตนารมย์การปฎิรูปที่ดิน” ทั้งนี้ทางเครือข่ายปฎิรูปที่ดินได้ยื่นข้อเสนอสุดท้ายที่จะเป็นวิถีทางแก้ปัญหาการฉ้อฉลเรื่อที่ดิน คือ การแก้ไขกฎหมายปฎิรูปที่ดินใหม่ โดยยึดเจตนารมย์การจัดสรรที่ดินให้แก่ประชาชนโดยรวมด้วยเหตุผล 2 ประการ 1.คือว่าผลของการมอบอำนาจหน้าที่ให้รัฐอย่างเด็ดขาดทำให้ตรวจสอบไม่ได้ 2. คือการรักษาดูแลเรื่องพื้นที่และสิ่งแวดล้อมต้องให้ชุมชนได้เข้าไปมีส่วนร่วม

“โดยหลักการ คือ ต้องให้ประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดสรร ตั้งแต่กำหนดพื้นที่ เลือกสรรบุคคล พัฒนาระบบการผลิต-การตลาด กระทั่งตรวจสอบการใช้อำนาจด้วย และจะต้องมีการจัดระบบป้องกันที่ดินหลุดมือ เก็บอัตราภาษีที่ดินที่ก้าวหน้า ใครทิ้งร้างไม่ก่อประโยชน์ต้องเก็บให้สูงขึ้น” คุณไพโรจน์ย้ำหนักแน่น

แผ่นดินของคนไทยไม่ใช่ของคนรัฐที่จะคิดจัดสรรอย่างไรก็ได้ การตรวจสอบการแจกเอกสารสิทธิทั่วประเทศเป็นเสมือนการเริ่มต้นปฎิรูปที่ดินกันใหม่ คนไทยจะได้ที่ดินผืนใหญ่กลับมาเป็นสมบัติของส่วนรวมก่อนทำการจัดสรรใหม่ โดยยึดเจตนารมย์การปฎิรูปที่ดินอันเป็นเรื่องของการทำเกษตรจากผู้ที่เป็นเกษตรกร ไม่ใช่
รีสอร์ท บ้านพักหรือโรงแรม และถ้าไม่ตั้งคณะกรรมการร่วมหลายฝ่าย มอบอำนาจให้รัฐตรวจสอบกันเองทุกอย่างจะกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ถูกต้องอย่างไม่มีข้อสงสัย

'เบาะแสข้อมูลพื้นที่ที่ให้รัฐบาลเริ่มทำการตรวจสอบได้ทันที ได้แก่
-พื้นที่ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.สุพรรณบุรี
-พื้นที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา
-พื้นที่รอยต่อระหว่างปากช่อง-มวกเหล็ก โคราช-สระบุรี
-พื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
-พื้นที่บ้านป่านายางกลัด อ.เทพสถิตย์ จ.ชัยภูมิ
-พื้นที่บ้านโศกส้มกก อ.สีชมภู จ.ขอนแก่น
-พื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี'


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

9 กรกฎาคม 2546