คณะกรรมการที่ดินแห่งรัฐ ให้แผ่นดินไทยถอนสะอื้น..

“รัฐบาลนายกทักษิณมีนโยบายเรื่องที่ดินอย่างไร???..
ตอบ ..นโยบายปฎิรูปที่ดินเป็นเพียงหนึ่งในนโยบายประชานิยม เรียกฐานคะแนนในการเลือกตั้ง เดือนกุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งจะได้มวลชนทั่วประเทศ 20 ล้าน ที่ถือสิทธิ์ครองที่ดิน..ทั่วประเทศ ภายใต้การนำเสนอนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนเป็นบันไดขั้นแรก.. ก่อนเข้าสู่กระบวนการปฎิรูปที่ดิน..ฉบับนายกทักษิณ..

ตามที่ไทยเอ็นจีโอได้นำเสนอ ประเด็นปฏิรูปที่ดิน กรณีศึกษาที่ดินลำพูนในครั้งหนึ่งภายใต้ความเคลื่อนไหวที่ว่า “การปฏิรูปที่ดิน ระบบฮั้วสุดคลาสสิกแห่งสยามประเทศ” ที่ครั้งนั้น คุณไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไดเสนอให้เกิดการการตรวจสอบการแจกสปก.4-01 ทั่วประเทศจะทำการจัดสรรให้ให้ถึงมือเกษตรกรตัวจริง..

มาในครั้งนี้ ไทยเอ็นจีโอ ได้ติดตามและนำเสนอ มุมมองของนักวิชาการอีกท่านหนึ่ง อาจารย์ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สถาบันราชภัฎจังหวัดนครราชสีมา ที่ให้กระจ่างและ นำเสนอแนว ทางการปฎิรูปที่ดิน ตามกลไกอำนาจรัฐธรรมนูญ ภายใต้สิทธิความเสมอภาคที่เท่ากันโดยชี้ให้เห็นว่า ในโลกยุคนี้ประเด็นเรื่องการถือครองที่ดินเป็นประเด็นใหญ่หลวงของความขัดแย้ง เป็นศูนย์กลางแห่งปัญหาที่ค่อย ๆ เติบโตก่อนจะลุกลามกระทั่งมีการใช้กำลังอาวุธเข้าประหัตประหารกัน..ระหว่างประชาชนและคนรัฐ..

“ประเด็นปัญหาการถือครองที่ดินมีหลากหลายมิติ ราวเดือนที่ผ่านมา กลุ่มทหารหนุ่มในประเทศฟิลิปปินส์ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากประธานาธิบดีอาโรโยแห่งฟิลิปปิปนส์ ด้วยเหตุผล 2-3 ประการ ตามคำแถลงของกลุ่มรัฐประหารนั้นระบุเนื้อความของเหตุผลที่หยิบยกออกมาได้ 3 เรื่อง..

-เป็นเพราะรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้จนกระทั่งความยากจนแผ่กระจายไปทั่วประเทศ
-การปฏิรูปที่ดินเพื่อจัดสรร แบ่งปันให้คนยากจน ล้มเหลวอย่าง..สิ้นเชิง
-เกิดการคอร์รัปชั่นในทุก ๆ ด้าน..อย่างขนานใหญ่ในยุครัฐบาลนี้


ทั้งที่นักวิเคราะห์สถานะการณ์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายต่อหลายคนสรุปได้ตรงกันว่า เหตุการณ์ก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐจะไม่เกิดขึ้นอีกในภูมิภาคนี้..แต่ดูเหมือนว่าจะไม่จริง..เสียทีเดียว..”

“หากดูประวัติศาสตร์การต่อสู้ของขบวนคนจนในเรื่องที่ดิน อันเป็นศูนย์ของความขัดแย้งทั่วสังคมโลก เดือนที่ผ่านมาองค์กรประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนทั่วโลก 61 ประเทศ มาจัดการประชุมที่เชียงใหม่ (ส่วนใหญ่ คือประเทศยากจน..โบลิเวีย เปรู บราซิล) ตามรายงานการประชุมระบุว่า..ประเทศโดดเด่น กรณีปฎิรูปที่ดินโดย คนจน คือ กลุ่ม เอ็มเอสที..ของบราซิล ที่ขณะนี้ได้ยึดที่ดินมากกว่า 200,000 เอเคอร์ ภายใต้กระบวนการ แนวทางที่ชัดเจนยิ่ง คือ เมื่อทำการยึดที่ได้แล้ว กระบวนการต่อมา คือ การจัดตั้งโรงเรียนของขบวนขึ้นเอง สอนในเรื่องหลัก ๆ สองเรื่อง คือ

การเกษตรและเรื่องราวการลุกขึ้นสู้ของขบวนการประชาชน.. ถึงขั้นส่งมวลชน(นายคนหนึ่งมีอาชีพตีเหล็ก)เข้าสมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ ปรากฏว่าชนะเลือกตั้งได้คะแนนเสียง 68% ทั่วประเทศ”..

“ในประเทศเม็กซิโก เช่นกัน ขบวนการซับปาตริสตา ก่อการยึดภูเขาหนึ่งลูก เรียกร้องการปฎิรูปที่ดินเพื่อคนจน..ทั่วประเทศ ขณะล่าสุดขวนการเอ๊ปตา ปาริฉัตร ของอินเดียก็กำลังก่อการให้เกิดการเรียกร้องให้มีการปฎิรูปที่ดิน”..

ตามสถานะการณ์ที่เกิดขึ้น ณ. ขณะนี้ ปัญหาการจัดสรรที่ทำกิน ทรัพยากรที่ดิน เป็นสภาวะหนึ่งบนคลื่นความขัดแย้ง ลำดับต้น ๆ ของโลก..

“สำหรับประเทศไทย หากจะพูดถึงข้อขัดแย้งเรื่องที่ดิน ในประวัติศาสตร์..การต่อสู้ของมวลชนนับจากการก่อรูปของสมัชชาเกษตรกรรายย่อย ภาคอิสาน มาแล้ว กรณีทับลาน ..เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นในการเคลื่อนไหว มีการสั่งฟ้อง “ประจวบ กลางนอก” แกนนำกลุ่มชาวนาที่เข้ายึดครองที่ดินในทับลาน ซึ่งต่อมาถูกศาลฎีกาสั่งจำคุก 2 ปี น่าจะเป็นกรณีต้น ๆ ที่น่าทำการศึกษา-ถอดประสบการณ์”…

“กรณีที่ดินสุราษฎร์ธานี ที่เกิดกรณียึดที่ดินที่ครอบครองโดยกลุ่มทุนท้องถิ่น ซึ่งหากลองสำรวจจะพบว่าจำนวนคนจนไร้ที่ทำกินในภาคใต้รวมกันแล้วมีประมาณกว่า 25,000 คน..ขบวนการเคลื่อนไหว ภายใต้ชื่อเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน ทำการยึดที่ดินที่มีการถือครองโดยสิทธิ์มิชอบ มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการ ดำเนินการจัดสรรที่ดินและให้ยกเลิกการ ถือครองของกลุ่มทุน..ก่อนจัดสรรใหม่..

มีการจัดตั้งกองอำนวยการคณะกรรมการเครือข่ายปฎิรูปที่ดินเพื่อคนจน..ใช้ปฎิบัติการยึดที่ดินเป็นหัวใจหลักของการเคลื่อนไหว(กาญจนดิษฐ์ กระบี่)คาดว่า ณ.ขณะนี้ทำการยึดไปแล้ว 5 จุด ทั่วจังหวัดสุราษฎร์ธานี”เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้และดูเหมือนว่า รัฐบาล ค่อนข้างมีท่าทีที่แข็งกร้าวในการเข้าแก้ปัญหา…

“ส่วนกรณีปฏิบัติการ สำรวจการถือครองที่ดินที่ภูเก็ต..เป็นหนึ่งตัวอย่างของความน่าสนใจ เพราะว่า จำนวนที่ดิน สปก.4-01 ในประเทศไทยที่จัดสรรแล้ว มีถึง 29 จังหวัด (ขณะนี้แจกไปแล้ว 20 กว่าล้านไร่ 1 ล้าน 2 แสน ครอบครัว โดยประมาณ)..และมีโฉนดตามที่ออกไปแล้วประมาณ 113 ล้านแปลง ประมาณ 30 ล้านไร่ ..

แต่สรุปผลการวิจัย กรณี การแจกสิทธิ์ครอบครอง จากสำนักงานข้าราชการพลเรือน กพ. พบว่าหน่วยงานที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดในภาคชนบทคือสำนักงานที่ดิน.. เป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งให้นิยามได้ว่า เป็นองค์กรอาชญากรรมแผ่นดินระดับชาติ ก็คงไม่ผิดความหมายนัก”..

“สังคมไทยจำเป็นต้องปฏิรูปความโปร่งใส องค์กรสององค์กร..คือ กรมที่ดิน..และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม..และยืนยันได้ว่า ไม่มีจังหวัดไหนในประเทศนี้ที่แจกเอกสารสิทธิ์ไปแล้ว ไม่มีการคอร์รัปชั่น”..

“การปฎิบัติการตรวจสอบการปฎิรูปที่ดิน อย่างมีเป้าหมายเฉพาะ (ภูเก็ต, ลำพูน) เป็นขบวนการจัดการทางเทคนิคของรัฐบาลเท่านั้น เพื่อขจัดความเติบโตของขบวนการปฏิรูปที่ดิน.. โดยเฉพาะ กลุ่มเอ็นจีโอ..เป็นการเลือกปฏิบัติการบางพื้นที่ที่ไม่ใช่แนวทางเพื่อปฎิรูปที่ดินอย่างเสมอกัน..เพียงทอนกำลังกลุ่มเอ็นจีโอและนักวิชาการเรื่องที่ดินภาคเหนือ..และกลุ่มหัวคะแนนของฝ่ายค้านในภาคใต้..

การดำเนินการปฏิรูปที่ดินที่ผ่านมา พบสิ่งที่น่าสังเกตุมี 2 กรณี ของการออกเอกสารสิทธิ์รับรองซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย..บนเงื่อนไข 2 ข้อ.. 1.ที่ดินที่การปฏิรูปเกือบครึ่งออกในพื้นที่เหล่านี้...ที่ดินในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ..เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า .ป่าสงวนแห่งชาติที่ยังไม่ได้เพิกถอน… ระหว่างความร่วมมือของกรมป่าไม้ และเจ้าพนักงานที่ดิน..2.ออกเอกสารในพื้นที่ที่โยกย้ายหลักฐานกันได้ง่าย..เมื่อตรวจสอบกันแล้ว ผู้ถือครองล้วนแล้วไม่ใช่ คนจน..ทั้งนั้น”

“ที่ผ่านมา ยังไม่มีชุดรัฐบาลไหนในรัฐไทยที่จะทำการตรวจสอบเรื่องการปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจัง ทั้งที่มีองค์กรหนึ่งในกรมที่ดินที่เรียกว่า “ส่วนคุ้มครองที่ดินของรัฐ” แต่กลไกเหล่านี้ไม่ทำงาน ถูกแทรกแซง จากเพราะอยู่ภายใต้ระบบ ราชการ.. เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้องค์ตรวจสอบเหล่านี้ ก่อรูปในลักษณะองค์กรมหาชน จัดตั้งประชาชน เข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการ ตรวจสอบถ่วงดุลย์พลัง กันระหว่างรัฐและประชาชน ..เป็นหน่วยคุ้มครอง ที่ดินภายใต้กลไกนโยบาย ตามกฏหมาย”..

“ยุคสมัยนี้ พื้นที่ทำกินมีอยู่อย่างจำกัด จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการเข้าตรวจสอบ จัดสรร สร้างความเป็นธรรมในเรื่องการถือครอง ด้วยการจำกัดการถือครองที่ดิน สร้างระบบภาษีใหม่ใน อัตราก้าวหน้า ..กระจายอำนาจการมีส่วนร่วมด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองที่ดินแห่งรัฐ ให้เป็นองค์กรมหาชนอย่างถูกต้องตามกฏหมาย..จะเป็นประเด็นก้าวหน้าที่สุดในโลกเลยทีเดียว”..

ถึงวันนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องใคร่ครวญให้รอบคอบว่า ..การดำเนินการจับกุมชาวบ้าน ที่เข้ายึดครองที่ดินนายทุนนั้นจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ ลุกลามไปทั่วประเทศหรือไม่?..

กรณีลำพูน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงการแก้ปัญหาด้วยการใช้วิธีการที่รุนแรงโดยรัฐ..ภาคใต้จะเป็นอีกกรณีที่รัฐจำต้องใคร่ครวญในการเข้าแก้ปัญหา..มิฉะนั้นมันจะทำลายความราบรื่นในเรื่องนโยบายปฏิรูปที่ดินของรัฐ บนฐานที่ว่า …คนไทยจำเป็นต้องมีความเสมอภาคกันภายใต้กฏหมายเดียว..

 

หมู่บ้านที่ชาวบ้านเข้าทำประโยชน์ในที่ดินทิ้งร้าง ภาคเหนือตอนบน

1.บ้านดงเจริญ อ.พาน จ.เชียงราย 2.บ้านสันทราย อ.พาน จ.เชียงราย 3.บ้านเวียงบ้านเหล่าปงสือ กิ่งอ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน 4.บ้านแพะใต้ กิ่งอ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน 5.บ้านท่าหลุก กิ่งอ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน 6.บ้านท่าช้าง-หนองล่อง กิ่งอ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน 7.บ้านหนองเขียด อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน 8.บ้านศรีเตี้ย อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน 9.บ้านท่ากอม่วง อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน 10.บ้านหนองสูน อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน 11.บ้านหล่ายแก้ว อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน 12.บ้านไร่ดง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 13.บ้านดงขี้เหล็ก อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน 14.บ้านสันป่าฮัก อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 15.บ้านโป่งรู อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 16.บ้านนครเจดีย์ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 17.บ้านสันห้างเสือ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 18.บ้านไร่กอค่า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 19.บ้านพระบาท อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 20.บ้านโป่ง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 21.บ้านไร่บน กิ่งอ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ 22.บ้านดอยหล่อ กิ่งอ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ 23.บ้านคานาอัน อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

รวมชาวบ้านทั้งสิ้น 3,798 ครอบครัว
(ข้อมูลจาก ฝ่ายวิชาการ กองเลขานุการสหพันธุ์เกษตรกรภาคเหนือ)

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

29 สิงหาคม 2546