|
เกิดอะไร
หลัง ป้อมมหากาฬ
?
ที่อยู่อาศัย เป็นปัจจัยสำคัญพื้นบ้านในการดำรงชีวิต
ดังนั้น เรื่องที่อยู่อาศัยของชุมชนจึงต้องจัดการอย่างมีส่วนร่วมโดยคนในชุมชน
แต่ที่ผ่านมากลับพบว่า ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยยังคงเป็นปัญหาที่ไม่มีข้อสรุปหรือแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมชัดเจน
ชุมชนหลายแห่งได้รับผลกระทบจากการจัดการที่อยู่อาศัย โดนไล่รื้อเวนคืน
หรือถูกมองว่าบุกรุกพื้นที่สาธารณะ หรือพื้นที่เอกชน ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมามักปรากฏในรูปการจัดสรรพื้นที่แห่งใหม่โดยละเลยต่อวิถีชีวิต
ประวัติความเป็นมาของชุมชนและผู้คนในพื้นที่อาศัยเดิม
เช่นเดียวกับกรณีชุมชนป้อมมหากาฬและสืบเนื่องจาก วันที่
8 มีนาคม 2548 ที่ผ่านมานั้น ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้กรุงเทพมหานครมีสิทธิ์ในการรื้อถอนบ้านเรือนในชุมชนป้อมมหากาฬ
หลังจากที่ชาวชุมชนได้ผ่านกระบวนการต่อสู้มา 13 ปี
ชุมชนป้อมมหากาฬมิใช่ชุมชนแรกที่ประสบปัญหาการไล่รื้อแต่ยังมีชุมชนอีกหลายแห่งที่กำลังเผชิญกับปัญหาการไล่รื้ออยู่เช่นกัน
ทั้งนี้ หากกล่าวถึงพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ซึ่งเป็นพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานครมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และทางการเมือง
แต่กลับพบว่า ความสำคัญของเกาะรัตนโกสินทร์กำลังถูกแทนที่ด้วยความสำคัญด้านการท่องเที่ยว
เที่ยววัด ท่องวัง เพื่อตอบสนองแผนแม่บทเกาะรัตนโกสินทร์ ที่จะสร้างเนรมิตเกาะรัตนโกสินทร์
ถนนราชดำเนินให้กลายเป็นถนนท่องเที่ยวอย่าง ชองเอลิเซย์
ทั้ง ๆ ที่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของถนนชองเอลิเซย์นั้น
พบว่า เต็มไปด้วยน้ำตาของผู้คน ตามตรอกและซอกต่าง ๆ บนถนนที่ถูกไล่รื้อ
โยกย้าย แต่บทเรียนของชองเอลิเซย์ ที่เต็มไปด้วยน้ำตา การต่อสู้กลับกำลังจะถูกผลิตซ้ำบนพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์
เพราะการพัฒนาเมือง โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้ชุมชนหลายแห่งถูกไล่รื้อเวนคืน
ไม่มีสิทธิถือครอง ที่ดิน มีสถานะเป็นเพียงผู้บุกรุก ทั้งที่พวกเขาอยู่อาศัยกันมายาว
นาน ภาพป้อมและกำแพงพื้นขาวบริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศที่หลายคนเดินทางผ่านไปมา
โดยที่อาจจะไม่เคยรู้เลยว่าหลังป้อมแห่งนี้มีชุมชนตั้งอยู่ ชุมชนป้อมมหากาฬ
ชุมชนป้อมมหากาฬตั้งอยู่บนพื้นที่ 5 ไร่ ก่อนที่จะเหลือเพียง
4 ไร่ 3 งาน 59 ตารางวา 65 หลังคาเรือน 92 ครอบครัว จำนวนทั้งหมด
287 คน ชุมชนเล็กๆ ที่อยู่หลังป้อมมหากาฬที่ทำเครื่องปั้นดินเผา
ทำกรงนก เลี้ยงไก่พื้นบ้าน นวดแผนโบราณ รวมทั้งเป็นต้นกำเนิดลิเกแห่งรัตนโกสินทร์
วิถีชีวิตเหล่านี้พบเห็นได้ในชุมชนหลังป้อมมหากาฬ แต่คงเป็นเพราะกำแพงป้อมที่สูงเกินไป
จนทำให้ชีวิตผู้คนหลังป้อมกลายเป็นชีวิตเล็กๆ ที่ถูกละเลย มองไม่เห็น
และกำลังจะถูกจัดการด้วยการไล่รื้อชุมชนออกจากพื้นที่ป้อม เพียงเพราะเหตุผลเพื่อการพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์
ตลอดระยะเวลา 13 ปีของการต่อสู้ พี่น้องชาวชุมชนป้อมมหากาฬพยายามเสนอแนวทางการจัดการร่วมกับทางกรุงเทพมหานคร
โดยแนวทางดังกล่าวอยู่บนฐานเอื้อประโยชน์ต่อทั้งกรุงเทพมหานครและชุมชน
แต่เสียงของชาวชุมชนป้อมหากาฬที่เรียกร้อง ตลอดมาคงดังไม่เพียงพอต่อการจัดการร่วมกัน
ดังนั้นเสียงของชุมชนพันธมิตร เครือข่ายชุมชนที่ยืนหยัดต่อสู้มาร่วมกัน
น่าจะเป็นพลังสำคัญเพื่อจะขับเคลื่อนเรื่องการจัดการที่อยู่อาศัยร่วมกัน
ไม่ใช่แค่เฉพาะชุมชนป้อมมหากาฬเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพี่น้องชุมชน
อีกหลายแห่งที่ต้องการการจัดการที่อยู่อาศัยอย่างมีส่วนร่วมเช่นกัน
เวทีความลวงของความจริง ตอน ชุมชนแถลง กำแพงฯ พูด จึงเกิดขึ้น
เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับพี่น้องชุมชน
ป้าร้อย สีหาพงษ์ ตัวแทนจากชุมชนริมรถไฟที่ต่อสู้เรื่องการไล่รื้อ
ชีวิตตัวเองก็อยู่ในชุมชนพร้อมใจที่ร่วมกันต่อสู้ ตอนนั้นตำรวจเข้าบุกไล่รื้อ
ทั้งๆ ที่ชุมชนอยู่มานานสิบๆ ปี อยู่ๆ ก็มีหมายศาลมาไล่รื้อที่
ที่ของใครก็ไม่รู้ โดยศาลบอกว่าที่ดังกล่าวเป็นที่ของการท่าเรือสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นภาพของคนจนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น
จากบ้านเกิดเมืองนอนเข้าเมือง เวลาชาวบ้านมาอยู่ก็ไม่รู้ที่ดินของใคร
มีบ้านนอน มีข้าวกินก็พอใจแล้ว พอชาวบ้านมาอยู่อาศัยกลับไล่ที่
ทำไมไม่จัดการแบ่งปันที่ดินให้แก่ชาวบ้าน ทั้งๆ ที่ที่ดินมากมายซึ่งเป็นของคนไทยทั้งประเทศ
มีการพูดกันเรื่องการมีส่วนร่วม ที่พยายามบอกว่าชาวบ้านต้องมีส่วนร่วมกันกระบวนการดังกล่าว
แต่พบว่า ในความเป็นจริงชาวบ้านมีส่วนร่วมมากมาย แต่กลับไม่เห็นมีภาครัฐที่เปิดโอกาสให้เลย
ป้าปุ๊
พันธ์ทิพย์ บุตรตาด ตัวแทนชุมชนทรัพย์นุกูล ซึ่งเป็นชุมชนที่มีบทเรียนประสบการณ์การไล่รื้อ
ที่ดินเดิมเป็นที่ของเอกชน เมื่อเจ้าของที่เข้ามาไล่รื้อ ชุมชนรวมตัวกันเพื่อกันการไล่รื้อ
ต้องใช้ชุมชนในการสู้ ในกรณีชุมชนเย็นอากาศ 2 เดิม ขอแบ่งซื้อที่ดินบางส่วน
ทั้งๆ ที่ชาวบ้านมีรายได้ไม่มากแต่ได้พยายามเจรจาขอซื้อที่ แต่เจ้าของที่ให้เงิน
10 ล้านแล้วให้ชาวบ้านออกไปให้หมด ทั้งๆ ที่ชาวบ้านขออยู่ เจ้าของที่ก็ใช้สื่อในการกดดันชาวบ้าน
แต่มองเรื่องที่ดินพบว่า ปัญหาที่ดินทำให้ชาวบ้านแตกแยก เกิดปัญหาระหว่างกัน
คนมองชาวชุมชนไม่ดี สร้างความจริงไม่ดีแก่ชุมชน ย้ายคนออกไปอยู่พื้นที่ห่างไกล
โรงเรียนเด็กเรียนไกล ชาวบ้านต้องกลับมาทำงานที่เดิม ออกแต่เช้า
7 โมงเช้า ต้องขอรถเขาออกมา ปรับสภาพตัวปรับวิถีชีวิต ในขณะเดียวกันต้องปรับสภาพใจ
คนมองคนชุมชนไม่ดี มองว่ามาจาก สลัม เด็กโดนกดดันด่าว่า ต้องสร้างกำลังใจโดยชุมชนเพื่อให้ชุมชนอยู่ได้
เริ่มต้นใหม่ทุกอย่างค่าใช้จ่ายเพิ่ม เป็นบทเรียนที่ลำบากและเจ็บปวด
การตัดสินใจของชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ ชุมชนที่ย้ายไปอยู่ที่เฉลิมกรุง
แม้จะย้ายไปก็ยังลำบาก การไล่รื้อไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย มันเป็นเรื่องที่ทำให้คนเจ็บช้ำ
กลัวไล่รื้อ กลัวไฟไหม้ หวาดระแวง เป็นหนี้สิน โดนดูถูก หากมีการเจรจาที่สันติน่าจะเป็นทางออกในการจัดการร่วมกันที่ดี
ลุงคำพอง มีชัย ตัวแทนชุมชนสามัคคี ชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการจัดการเรื่องที่อยู่โดยชุมชน
ภาพการไล่รื้อชุมชนนั้นเจ็บปวด พี่น้องชุมชนนั่งร้องไห้เมื่อเห็นภาพการไล่รื้อ
การย้ายออกไป พี่น้องเจ็บปวดลำบาก น้ำไฟไม่มี คนจนส่วนมากที่เข้ามาอยู่
เพราะเห็นเป็นที่ดินว่างเปล่า มาอาศัยหลบแดดหลบฝน ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว
พอมาอยู่กันจนเกิดเป็นชุมชนที่มีความสัมพันธ์ของพี่น้อง เกิดวัฒนธรรม
หากถูกไล่รื้อ เขาจะทำอย่างไรจะเริ่มต้นอย่างไร กว่าจะมีที่เรียน
ที่ทำกิน มีวัฒนธรรมมันลำบากและใช้เวลา
การแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ที่เอาตัวกฎหมายเข้าว่าเป็นตัวตัดสินมันไม่น่าจะเกิดขึ้น
น่าจะเจรจาอย่างสันติ กรณีชุมชนสามัคคีพัฒนา คนทยอยไปอยู่ 500
กว่าหลังคา ประชาชน 2000 กว่าคน แล้วถูกไล่รื้อ มีหมายศาลขับไล่
ชาวบ้านรู้สึกว่า รังที่เคยอยู่เคยนอน กำลังจะถูกทำลาย ทุกคนย่ำแย่
ชาวบ้านจึงต้องสู้
ป้าจันทร์ ตัวแทนชุมชนคลองลำนุ่น บางเขน โครงการบ้านมั่นคง
คนจนที่ลำบากจากบ้านเกิด หวังว่าจะมาพึ่งเมืองในการทำกิน พอชาวบ้านมาอยู่ในชุมชน
ก็ถูกมองอย่างกดขี่ คนริมคลอง คนชุมชนแออัดไม่มีสิทธิสู้ ไม่มีปากเสียงแต่คนมีเงินกลับทำได้ทุกอย่าง
ก่อนที่ชุมชนจะเป็นบ้านมั่นคง รัฐเจ้าของที่ไม่เคยมองว่าชุมชนจะมีที่ดินเป็นของตัวเองได้
ไม่เคยเชื่อว่าชาวบ้านจะมีเงินมาซื้อที่ได้ ชาวบ้านจึงต้องสู้
ถูกจับ ถูกกดขี่มากมาย จนในที่สุดก็เข้าสู่โครงการบ้านมั่นคง
กระบวนการเข้าสู่บ้านมั่นคงของชุมชนคลองลำนุ่น เกิดจากการรวมตัวของชุมชนต่างๆ
ใช้ออมทรัพย์ในการเข้ามาขอซื้อที่ ใช้เครือข่ายชุมชนในการจัดการที่ดินที่อยู่อาศัย
อย่างกรณีบ้านมั่นคง โดยผ่านการเอื้อจากเจ้าหน้าที่บางส่วนที่ลงมาดูแล
แต่โดยรวมชาวบ้านจะจัดการด้วยตัวเอง
ปู่หาญ
และป้าใหญ่ ตัวแทนชุมชนป้อมมหากาฬ ในฐานะผู้อาศัย อยู่ในชุมชนกว่า
30 กว่าปี การที่ชุมชนยังอยู่เพราะชาวบ้านไม่มีทางไป เงินจากกรุงเทพมหานครก็ไม่ได้รับเพราะคนรับคือเจ้าของที่
อยู่ตรงนี้ปู่ย่าก็แก่เฒ่า ลูกหลานก็เงินเดือนน้อย เด็กก็เรียนโรงเรียนใกล้ๆ
เดินไป เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายเพียงพอที่จะให้ลูกหลานใช้จ่าย ดังนั้นการที่ต้องย้ายไป
ความลำบาก
คุณอัภยุทย์ จันทราภา เครือข่ายสลัม 4 ภาค การพัฒนาเมืองต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วม
การต่อสู้ของชุมชนป้อมมหากาฬคือภาพสะท้อนการทำงานที่พยายามที่จะขอมีส่วนร่วมกับรัฐในการจัดการ
เมือง พื้นที่ของชุมชนที่มีวิถีชีวิตที่อบอุ่นสามารถดำรงอยู่ได้ไหมในพื้นที่เมืองเก่าอย่างเกาะรัตนโกสินทร์
หากมองพื้นที่ที่ทำสวนแล้ว หญ้าที่ขาดชีวิตชีวา กลับมองไม่เห็นชุมชนที่มีชีวิต
ภาพระบบของชุมชนที่พยายามนำเสนอระบบดูแลสวน สวนที่มีชุมชนอยู่ด้วย
คือสิ่งที่ชุมชมป้อมฯ ขอต่อราชการ คือการกระตือรือร้นที่จะขอมีส่วนร่วมกับการจัดการ
ถนนสวย คลองใส สวนหย่อม แต่ขาดคน ขาดชีวิต ดังนั้นสิ่งที่สำคัญของการบริหารท้องถิ่นคือ
การกระตือรือร้น การมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งเป็นมิติของการมีส่วนร่วมลึกซึ้งที่น่าจะเป็นด่านทบทวนของผู้บริหารเมืองที่สำคัญ
ชุมชนป้อมมหากาฬกำลังพยายามนิยามคำว่า สวน ใหม่สวนที่มีชีวิต
สวนที่มีชุมชน ดังนั้น ทางออกอีกทางของป้อม คือ การรวมคนที่เห็นความสำคัญของเมืองเข้าขอเจรจาต่อทีมบริหารกรุงเทพฯ
ใช้สื่อในการสร้างพื้นที่สาธารณะที่ยกประเด็นเรื่องความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาพูดถึง
ข้อเสนอของชาวชุมชนป้อมมหากาฬที่มีต่อกรุงเทพมหานคร

1. ชาวชุมชนจะมีการจัดตั้งเวรยามเพื่อรักษาความปลอดภัย
และดูแลประชาชนที่เข้ามาพักผ่อนทั้งเวลากลางวันและกลางคืน
ตามอำนาจหน้าที่กฎระเบียบที่ได้รับมอบหมายจากทางกรุงเทพมหานคร
2. ชาวชุมชนขออาสาดูแลรักษาความสะอาดสวนสาธารณะโดยที่ทางกรุงเทพมหานครจะเป็นฝ่ายให้การสนับสนุนในด้านวัสดุอุปกรณ์
3. ชุมชนป้อมมหากาฬจะกลายเป็นชุมชนตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าชุมชนสามารถที่จะอยู่คู่กับสวนสาธารณะ
และคูคลองในกรุงเทพมหานครได้
4. กรุงเทพมหานครจะมีรายได้จากการจัดเก็บค่าเช่าที่ดินจากชาวชุมชน
5. ชุมชนป้อมมหากาฬจะพัฒนาชุมชนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร
โดยชาวชุมชนจะจัดให้มี ตลาดน้ำในคลองโอ่งอ่าง ร้านจำหน่ายสินค้าฝีมือชาวบ้านในชุมชน
ศูนย์ฝึกอาชีพ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่น
ข้อเสนอทั้ง 5 ข้อนั้น
เป็นข้อเสนอที่อยู่ภายใต้สถานการณ์ซึ่งชาวชุมชนภายใต้โครงการบ้านมั่นคง
จะขอเป็นส่วนหนึ่งในหน่วยงานย่อยภายใต้การกำกับ ดูแลของกรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ทางชุมชนป้อมมหากาฬเองก็ได้มีการจัดแบ่งกำลังคนออกเป็น
3 กลุ่มขึ้นมาช่วยดูแลให้การสนับสนุนและทำงาน ให้กับกรุงเทพมหานคร
ดังต่อไปนี้
1. กลุ่มที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ เช่น กลุ่มศิลปะการทำกรงนก
กลุ่มการทำเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งกลุ่มที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ
ดังกล่าวนี้จะเป็นกลุ่มที่จะช่วยดูแลรับผิดชอบในเรื่องการท่องเที่ยวในชุมชนโดยที่จะไม่ขอรับค่าตอบแทนใดๆ
จากกรุงเทพมหานคร อันจะไปสอดรับกับข้อเสนอหลักข้อที่ 5
ของชุมชน
2. กลุ่มงานบริการ ภายใต้กฎระเบียบการว่าจ้างจากกรุงเทพมหานคร
มีหน้าที่จัดการบริการ และอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในสวนสาธารณะตามแผนของกรุงเทพมหานคร
3. กลุ่มตำรวจบ้าน ซึ่งปัจจุบันมีด้วยกันทั้งหมด 11 คน
ชาวชุมชนมีความพร้อมที่จะเพิ่มจำนวนบุคลากรตำรวจบ้านของชุมชน
เพื่อรองรับกับการจัดเวรยามรับผิดชอบดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ที่สัญจรไปมา
และผู้ที่มาใช้บริการในสวนสาธารณะ เพื่อที่จะได้เป็นการแสดงให้เห็นถึงมิติใหม่ของการบันทึกข้อตกลง
และความร่วมมือกันระหว่างกรุงเทพมหานคร ชุมชนป้อมมหากาฬ
และสถานีตำรวจนครบาลสำราษฎร์
|
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
ข้อมูลอ้างอิง : วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
(http://www.thaiknowledge.org)
|