|
เสียงจากป้อม..มหากาฬ?
(ฉบับต่อ)
|
13 ปี พี่น้องชาวชุมชนป้อมมหากาฬ
มุ่งนำเสนอแนวทางการจัดการร่วมกันกับกรุงเทพมหานคร
โดยแนวทางดังกล่าวอยู่บนฐานอันเอื้อประโยชน์ต่อทั้งกรุงเทพมหานครและชุมชน
แต่เสียงของชาวชุมชนป้อมหากาฬ ซึ่งเรียกร้องตลอดมาคงดังไม่เพียงพอ
ดังนั้น เสียงของชุมชนพันธมิตร เครือข่ายชุมชนที่ยืนหยัดต่อสู้มาร่วมกันจะเป็นพลังสำคัญเพื่อจะขับเคลื่อนเรื่องการจัดการที่อยู่อาศัยร่วมกัน
ไม่ใช่แค่เฉพาะชุมชนป้อมมหากาฬเท่านั้น แต่รวมถึงพี่น้องชุมชนอีกหลายแห่งที่ต้องการการจัดการที่อยู่อาศัยอย่างมีส่วนร่วม
เกิดอะไร
หลังป้อมมหากาฬ?
ตอนที่ 1
http://www.thaingo.org/HeadnewsKan/mahaG1-100548.htm
|
รศ. ดร. ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ มูลนิธิชุมชนไท
เมืองที่มีชีวิตชีวา น่าจะดีกว่าการไล่รื้อคนออก อย่างกรณีชุมชนชาวแม่ข่า
ที่เชียงใหม่ ชาวบ้านจัดการที่อยู่อาศัยด้วยตัวเอง จัดสรรพื้นที่
ในขณะเดียวกันคำนิยามของ สลัมที่ ถูกมองพูดถึงด้วยความสกปรก
ไม่งามตา ความคิดดังกล่าวสร้างความเข้าใจที่ผิด ๆ ดังนั้นหากเกิดการเจรจาระหว่างรัฐกับชาวบ้าน
ก็สามารถจัดสรรพื้นที่ชุมชนที่สวยงามได้
คุณประเสริฐ ฤทธิ์สำเริง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัติรย์
เมืองต้องมีคน ไม่ใช่เมืองร้าง หรือป่าช้า หลังจากแผนพัฒนายุคใหม่ตั้งแต่
2504 บ้านเมืองพัฒนาผิดรูปไปหมด การใช้พื้นที่ผิดทางทำลายวิถีชีวิผู้คน
อย่างเมืองกรุงเทพมหานคร คนที่อยู่มายาวนานกำลังจะถูกไล่รื้อตามกฎหมายเวนคืน
การให้ไปอยู่ที่ใหม่นั้นขัดต่อวิถีชีวิต ปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะมองถึงวิถีชีวิตีที่จะหายไป
ลูกหลานจะเรียนอย่างไร ทำมาหากินอย่างไรที่ที่จะไปสาธารณูปโภคก็ไม่มี
คนกรุงเทพคิดเพียงว่าป้อมเป็นเพียงป้อมวัตถุ ทั้งๆ ที่หลังป้อมมีชุมชนอยู่
ซึ่งเป็นความจำเป็นที่จะต้องดูแลบ้านไม้ที่มีคุณค่า จำเป็นที่จะต้องรักษาเพียงบ้านตึกเท่านั้นหรือ?
การสร้างพื้นที่สวนใช้เงินเท่าไหร่ทำลายอะไร คือ สิ่งที่ราชการมองไม่เห็น
ชาวป้อมต้องยืนหยัดอยู่ที่นี่ จัดการตนเองได้ ติดเพียงกฎหมายที่ชี้ขาด
กทม.เองก็ขาดการเข้ามารับฟังชาวบ้าน หากมองมาที่ป้อมและพัฒนาป้อมร่วมกับชาวบ้านน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า
อ.ปฐมฤกษ์
เกตุฑัต คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เมืองต้องมีคนจำเป็นด้วยหรือที่เมืองต้องมีแต่คนที่มีเงินกฎหมายที่ว่าด้วยการถือครองจำเป็นด้วยหรือเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานในการอยู่อาศัย
สิทธิชุมชนที่จะสร้างการมีส่วนร่วม ร่วมกัน
การสร้างบ้านให้คนอยู่ ไม่ใช่มองเพียงสถาปัตย์อย่างเดียว บ้านสวยแต่อยู่ไม่ได้
สิ่งนั้นก็ขัดแย้งต่อวิถีชีวิต ดังนั้นการพัฒนาที่อยู่อาศัยไม่ใช่แต่สร้างบ้านแล้วยัดคนเข้าไป
ด้วยเหตุนี้มิติการพัฒนาต้องเข้าใจวัฒนธรรมสังคมของชุมชนด้วย
อย่างชุมชนมีข้อเสนอ ที่จะดูแลความปลอดภัย จะขอแบ่งปันพื้นที่ต่างๆ
ทำกิจกรรมสนับสนุนการท่องเที่ยวต่างๆ ในพื้นที่สิ่งที่ชุมชนป้อมฯ
เสนอเป็นสิ่งที่จะเกิดประโยชน์ต่อทุกคน คนเดินสวนก็ปลอดภัย คนลงเรือก็ปลอดภัย
ตำรวจก็ไม่ต้องมาจัดการ เพราะมีตำรวจบ้านอยู่แล้ว
รัฐบริหารจัดการการท่องเที่ยวไม่เป็น ฝรั่งต้องการมาดูคน ไม่ใช่เมืองร้างที่ไร้คน
หากปรับแนวคิดเรื่องชุมชนใหม่ จะก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าเสียต่อกรุงเทพมหานคร
เอากฎหมายเป็นตัวตั้ง ปกครองบ้านเมืองโดยอาศัยมิตินิติศาสตร์อย่างเดียวไม่ได้
ดังนั้นในการสร้างสวนที่มีคนอยู่ ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย ปรับวิธีคิดใหม่
สวนที่มีคน เพราะคนอยู่ร่วมกับสวนได้ เช่นเดียวกับป่า คนอยู่ร่วมกับป่าได้
ดังนั้นเมื่อมองเรื่องสิทธิชุมชน ตามรัฐธรรมนูญ สิทธิที่อยู่อาศัยในการทำกิน
เป็นสิ่งสำคัญที่ควรมอง
คุณรณฤทธิ์
ธนโกเศศ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร
กรมศิลปากรอนุรักษ์ป้อมมหากาฬ ขึ้นทะเบียนป้อมมหากาฬ กำแพง
ซึ่งเป็นการมองเพียงสิ่งก่อสร้างเท่านั้น ทั้งนี้เป็นผลจากการพัฒนาที่ผ่านมามักมองเพียงแค่วัตถุ
พอมีสิ่งที่มีชีวิตก็ไม่เข้าใจละเลยเพิกเฉยเอากฎหมายมาเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดการพื้นที่
ดังนั้นจึงมีการพยามจะเปลี่ยนภาพของการพัฒนาและการอนุรักษ์ เอาการอนุรักษ์มาเป็นฐานในการพัฒนาเพื่ออนาคต
หรือ พัฒนากลับไปอดีต โดยที่ชุมชนคือสิ่งที่ประกอบด้วยเมือง
ย่านที่อยู่อาศัย มีคนอยู่ จะเอาสิ่งใดๆ สิ่งหนึ่งออกไม่ได้
โดยยูเนสโก ได้ตั้งกฎเกณฑ์ว่า หากจะอนุรักษ์เมืองต้องอนุรักษ์คนด้วย
เพราะหากขาดคน เมืองจะอยู่ไม่ได้
ศ.ตรึงใจ บูรณสมภพ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ป้อม อาจจะสร้างสวน ที่ไม่ใช่สวนเปล่าๆ ที่ไร้คน แต่มีชุมชนอยู่ร่วมด้วย
เป็นสวนกึ่งพิพิณภัณฑ์ เป็นพิพิณภัณฑ์ที่มีชีวิต ที่แสดงความเป็นอยู่ของคน
บ้านที่มีคุณค่าน่าจะนำมาแสดงได้ ชีวิตความเป็นมา ที่มีเสียงไก่ร้อง
เป็นภาพวิถีที่น่าสนใจ
วิธีการจัดการ โดยตั้งคณะกรรมการชุมชน ตั้งคณะกรรมการใหม่ เพื่อประชุมร่วมกับ
กรุงเทพมหานคร กรมศิลปากร ทั้งนี้ กรรมการชุดดังกล่าวจะเก็บอาคารที่สวยงาม
เรือนไทยที่สวยงามไว้ บ้านโบราณที่อาจจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่
1 ไร่ เอาย้ายมาปลูกสร้างใหม่ ซึ่งชุมชนต้องช่วยตัวเอง ก่อสร้างย้ายบ้าน
ชุมชนต้องดำเนินการช่วย ในการทำสวน ชุมชนต้องเข้ามาช่วยทำสวนด้วย
ลงทุนน้อย เงินค่าเวนคืนก็ขอนำกลับมาเป็นกองทุนที่จะมาดูแลชุมชนต่อไป
โดย กรุงเทพมหานคร กรมศิลปากรอาจจะนำเงินเหล่านั้นมาพัฒนาพื้นที่นี้
ให้เป็นพื้นที่ที่ถูกสุขอนามัย เปิดรับลม บริเวณริมน้ำสร้าง
3 ชั้น เจาะช่องให้ลมเข้าในขอบกลางชุมชน มีบ้านล้อมรอบ ที่เล็กแต่สะอาด
บ้านไม้ที่สวยงาม
เสียงสะท้อนจากพี่น้องชุมชนต่างๆ ที่ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อการจัดการที่อยู่อาศัยร่วมกันนั้น
เป็นแนวทางข้อเสนอที่หน่วยงานภาคส่วนรัฐควรรับไปพิจารณา ทั้งนี้เพราะการดำเนินการบริหารจัดการโดยปราศจากการร่วมคิด
ร่วมทำ ย่อมส่งผลต่อผู้คนที่ถูกจัดการ... เสียงจากคนไม่มีสิทธิ
เสียงจากคนไม่มีอำนาจ ที่สะท้อนในเวทีครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกของการเรียกร้อง
และอาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากราชการยังคิดบนฐานคิดของตัวเอง
การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิย่อมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับที่ป้อมมหากาฬ... วันนี้ชาวป้อมก็ยังคงต่อสู้อยู่
เพราะชาวป้อมบางคนเคยผ่านการไล่รื้อมาจากชุมชนอื่น พวกเขารู้ดีว่าการไล่รื้อส่งผลอะไรต่อชีวิตของเขาบ้าง
ดังนั้นชาวป้อมทุกคนจึงต้องการที่จะรักษาชุมชนป้อมมหากาฬเอาไว้
เพราะทุกคนต้องอาศัยพึ่งพาพื้นที่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ในการยังชีพ
รวมทั้งต่างมีความทรงจำร่วมกัน ดังนั้นหากจะย้ายชุมชนออกไป ชาวป้อมจึงเสนอว่า
จะย้ายเรา ย้ายได้ แต่ต้องเอาป้อม เอาวิถีชีวิตของเราให้มาด้วย
การต่อสู้ของชาวป้อมเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อน การจัดการของหน่วยงานราชการที่ละเลยชีวิตของผู้คน
เพราะชุมชนป้อมมหากาฬไม่ใช่กรณีแรกของการไล่รื้อ และก็ไม่ใช่กรณีสุดท้ายของปัญหาการไล่รื้อเช่นกัน
หากรัฐยังคงมีวิธีคิดแบบแยกส่วน แยกคนออกจากพื้นที่ แยกคุณค่าออกจากมูลค่า
การต่อสู้เพื่อสิทธิด้านที่อยู่อาศัยก็ยังจะไม่จบสิ้น แม้ว่าจะมีบทเรียนหลายบทที่บอกเล่าให้เรารู้ว่า
การไล่รื้อเต็มไปด้วยการสูญเสียและน้ำตาก็ตาม
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
ข้อมูลอ้างอิง วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
http://www.thaiknowledge.org
|