|
แม่เมาะ โรงไฟฟ้า เชื้อเพลิง
มนุษย์
ชีวิตประจำวันของ
พ่อศรีบุตร วงศ์ชนะ วันนี้ คงต้องพึ่งพา ถังอ็อกซิเจนสีเขียวขนาดใหญ่
ยาขยายหลอดลมทั้งชนิดพ่นและชนิดเม็ดเป็นปกติ เหมือนครั้งที่
เพ็ญนภา หงษ์ทอง นำเสนอเรื่องราว นาฎกรรมข้างขอบเหมืองเอาไว้ในจุดประกาย
(http://www.bangkokbiznews.com/2004/01/21/jud/index.php?news=jud1.html)
หากสิ่งที่เปลี่ยนไปในวันนี้ พ่อศรีบุตร.. แกเล่าอย่างคนเจืออารมณ์ขันและไม่รู้จะทำอย่างไรกับสังขารของแกขณะนี้ว่า
..ตอนนี้แกและชาวบ้านมีถังอ็อกซิเจนเป็นของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ไม่ต้องหมุนเวียนกันใช้เหมือนตะก่อน..และในฐานะคนมีอันจะกินคนหนึ่งของหมู่บ้าน
บ้านของแกถูกถอดทยอยขายทีละส่วน จนวันนี้กว่า 10 ปี ที่แกต้องทนกับโรคระบบทางเดินลมหายใจและเข้า-ออกโรงพยาบาล
บ้านหลังใหม่ ที่ต่ออายุของแกให้ยืนยาวต่อไปอีกหน่อย แกบอกต่อว่า
เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเสียชีวิตหมดแล้ว
ทุกวันนี้ ต้องพ่นยาทุกวัน วันละ 3 เวลา คงใกล้ถึงเวลาเข้าไปทุกที
..แกพูดพร้อมสาธิตวิธีการใช้ยาพ่นขยายหลอดลมและหยิบถุงพลาสติกเก่าแก่สีขาวใต้เตียงนอนที่บรรจุขวดยาใช้แล้วนับร้อยขวดออกมาเทกองกับพื้นอย่างเห็นเป็นเรื่องชินชา
ใบหน้าและร่างกายซูบเซียวประกอบกับแววตาของคนอมโรคอย่างนี้เป็นเพียงหนึ่งในพันรายที่พบเห็นกันได้ทั่ว
ๆ ไปใน 17 หมู่บ้านบริเวณเหมืองแม่เมาะ โรงไฟฟ้า พลังงานเชื้อเพลิงมนุษย์..
ควันจากปากปล่องเมรุเผาศพ บ้านห้วยคิง อ.แม่เมาะ ลอยสู่อากาศเบื้องบน
เสียงร้องไห้อาลัยคนตายดังระงมภายใต้บรรยากาศซึมเซา ถัดออกไปอีกประมาณ
10 กิโลเมตร บรรยากาศโศกเศร้ากำลังปกคลุม บ้าน แม่จ๊าง อีกหนึ่งในหลายศพที่ทยอย
ตาย จากพิษสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จนชาวบ้านถิ่นนี้ไม่ยี่หระกับชะตากรรมที่ได้รับ
ส่วนบริเวณ บ้านปางป๋วย อีกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เรือกสวนไร่นา
ได้รับความเสียหายจากอากาศพิษ ข้าว เป็นโรคโคนต้นขาว ต้นไม้ใบหญ้าเป็นจุดด่างดวง
วัวควายเป็ดไก่ล้มตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนวันนี้ยังไม่มี..ใคร..มาสืบสาวราวเรื่องให้กระจ่าง
เครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะและเครือข่ายองค์กรพันธมิตรทั้งในและนอกพื้นที่
อาทิ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก WWF เครือข่ายพลังงานทางเลือกภาคเหนือ
จัดผ้าป่าสืบชะตาผู้ป่วย แม่เมาะ ต่อเติมพลังชีวิตที่เหลืออย่างไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งพาใคร
เมื่อก่อนนี้กินผักไม่เป็นไร แต่เดี๋ยวนี้กินแล้วมันเจ็บท้อง..
แม่อินหวัน เต็มสืบ ชาวหมู่บ้านหัวฝายเปิดประเด็นคุยกับทีมงานไทยเอ็นจีโออย่างเป็นงานเป็นการ..น้ำห้วยก็ใช้ไม่ได้จนเดี๋ยวนี้
แม่ ต้องซื้อน้ำเค้ากิน หรือไม่ก็ต้องไปใช้น้ำจากแท็งค์กรองที่ทางเหมืองเค้าจัดเอาไว้ให้..หากแม่อินหวัน
ย้ำนักย้ำหนาว่า ต้องจ่ายให้แก่เหมืองครั้งละ 20 บาท ..แม่อินหวัน
เป็นหนึ่งในผู้ป่วยที่ออกมาเรียกร้องสิทธิในฐานะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรัฐ..สิ่งที่ชาวบ้านต้องการที่สุด
คือ ขออพยพยออกจากพื้นที่..และน่าตลกที่สุด เมื่อแม่อินหวัน
ถามว่า ทำไม แก ต้องย้ายออกจากที่ดินเดิมของแก ทั้งที่แกและชาวบ้านอยู่บนที่ผืนนั้นก่อนจะมีเหมือง..
วันนี้
แม่อินหวัน แต่งตัวสวยงามกว่าเคยเพราะพิธีสืบชะตา คือ พิธีการสำคัญ
หมู่บ้าน แม่อินหวัน บอกว่า ชาวบ้านที่นี่จะมีประเพณีสืบชะตาก็ต่อเมื่อมีเรื่องราวร้ายแรงเกิดขึ้น
บริเวณงานสืบชะตาผู้ป่วยจัดแสดงอุปกรณ์ประทังชีวิตของคนแม่เมาะทั้งยาฉีด
พ่น ขยายหลอดลมและถังอ็อกซิเจนคู่กับหน้ากากช่วยหายใจ คนแม่เมาะ
จากหมู่บ้านต่าง ๆ ทยอยกันเข้ามาบริเวณงาน บนศาลาประกอบพิธีกรรม
ห้อยระโยงระยางไปด้วยด้ายสายสิญจน์ที่ร้อยทุกความรู้สึกของคนที่นี่เอาไว้ด้วยกัน
เสียงสวดมนต์ดังกังวานไปทั่วบริเวณงาน ฟื้นชีวิตที่ยอมจำนนต่อชะตากรรมให้ชุ่มชื้นมีพลัง
..น้ำ ที่นี่สีน้ำตาลเหมือน โอวัลติน..แม่อินหวัน เล่าความอัดอั้นพร้อมกับหัวเราะให้กับตลกร้ายที่แกสรรคำมาพูด
ช่วงที่ตายกันมาก ๆ คือ หน้าหนาวกับหน้าฝนเพราะอากาศปิด เริ่มต้นด้วยอาการอ่อนเพลีย
มึนหัว น้ำมูกไหล ช่วงที่ตายกันหนัก ๆ เพียง 1 เดือน ตายกันถึง
11 ราย จาก 2 หมู่บ้าน..หากฝ่ายตัวแทนจากเหมืองก็ยังไม่ยอมรับ
คงยืนยันว่าเป็นพยาธิสภาพของชาวบ้านเอง..
ฝุ่นที่นี่มองไม่เห็นแต่เวลาได้กลิ่นแล้วมันจะมึนหัว
แสบตาแสบจมูก บางคนทำงานอยู่ดีดีก็เป็นลมหงายหลัง.. แม่อินหวันและชาวบ้านอีกหลายคนอาจจะยังไม่ต้องพกพายาขยายหลอดลมติดตัวสามารถทำงานหรือไปไหนมาไหนได้เหมือนคนปกติทั่วไป
แต่ความหวั่นระแวงกำลังเข้าครอบครองความคิดจิตใจของชาวบ้านทุกคนรอบบริเวณเหมือง..คนแก่และเด็กเด็กบางคนที่มีอาการหนักถึงกับมีเลือดกำเดาออกมาทางจมูก..โรคร้ายกำลังเข้าเยี่ยมกรายเงาของความสิ้นหวังสยายปีกสู่หมู่บ้านรอบเหมืองอย่างไม่รู้ตัวและตีบตันทางออก.
มลภาวะทางเสียง
อากาศและน้ำ กลายเป็นปัญหาใหญ่เพราะการทำงานของเหมืองและโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่ได้รับคำชื่นชมว่าใหญ่ที่สุดในประเทศกำลังเดินเครื่องกัดกร่อนชีวิตชาวแม่เมาะ
แม่น้ำลำห้วยที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตและอุดมสมบูรณ์กลับเต็มไปด้วยสารพิษ
ทั้งสารหนู ตะกั่ว และแคดเมี่ยมที่เกินมาตรฐานและสำหรับชาวบ้านในอำเภอแห่งความตายนี้
ฝนกรด ดูจะกลายเป็นสิ่งปกติของธรรมชาติที่นี่ เมื่อใดที่ฝนตกถ้าไม่ใช่เป็ดไก่วัวควายหรือพืชผลใดใดเสียหายก็ต้องเป็นชีวิตของคนหนึ่งคนใดที่ต้องสังเวย
.. ฝนตกตอนเย็นตื่นเช้าขึ้นมาวัวควายจะตาย ข้าว กระเทียมที่ชาวบ้านปลูกจะไหม้ตายทั้งทุ่ง
ผักหวานก็ไม่หวานเหมือนเดิมแล้ว ..หากจะยังมีน้ำสะอาดบริเวณต้นน้ำที่ยังพอใช้ได้ก็ถูกกักเอาไว้ในเขื่อนสำหรับเอาไว้ใช้ในโรงไฟฟ้าและลักษณะการขุดเหมืองลึกลงไปหลายกิโลเมตรทำให้จำเป็นต้องสูบน้ำใต้ดินทิ้งเพื่อป้องกันการระเบิดของเหมือง
บ่อน้ำลำห้วยที่เคยใช้ถึงกับเหือดแห้งซ้ำร้ายหากขุดพบสายแร่สารตะกั่วหรือสารพิษอื่น
ๆ น้ำจะกลายเป็นพิษคร่าชีวิตทันที..
เสียงและแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากการทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนของรถบรรทุกและการขุดเจาะเปิดหน้าดินในเหมืองส่งผลให้อาคารบ้านเรือนทรุดและเกิดรอยร้าวลึกเข้าสู่หัวใจคนแม่เมาะ
บ้านบางหลังถึงกับพังทลาย หากการแก้ปัญหาที่ชาวบ้านได้รับ คือ
ปูนสีขาวในขวดขนาดเล็กปิดทับรอยร้าวและสารซัลเฟอร์ไดอ็อกไซด์ที่ลอยออกจากปล่องโรงไฟฟ้าสู่อากาศ
คือ มฤตยูสีขาวสำหรับชาวบ้านจนต้องรวมตัวกันเป็นเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยจากเหมืองทำการสำรวจจำนวนผู้ป่วยและผลอย่างไม่เป็นทางการพบว่า
วันนี้ มีจำนวนผู้ป่วยกว่า 2,000 คน จนเกิดการเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาแต่ข้อเสนอที่ยื่นไปกลับยังไม่มีคำตอบ
ข้อเรียกร้องของเครือข่ายกลุ่มสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ
1.ให้จัดการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ในรัศมี
5 กิโลเมตร ตามเงื่อนไขประทานบัตรโดยมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการจังหวัดเห็นชอบ
ใน 3 หมู่บ้านนำร่อง ห้วยคิง หัวฝายและหางฮุง เป็นลำดับเบื้องต้นตามมติ
14 สิงหาคม 2546 และมติที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขของกลุ่มสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือและเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน
ลงมติเห็นชอบให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธานคณะกรรมการการแก้ปัญหา
ตามมติวันที่ 1 ธันวาคม 2546
2.จัดหาแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์มาทำการวินิจฉัย(หมออรพรรณ
เมธาดิลกกุล)พิสูจน์ที่มาสาเหตุของโรคระบบทางเดินหายใจและฟื้นฟูผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
3.ให้มีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เสียหายอันเนื่องมาจากกิจกรรมของโรงไฟฟ้าและจัดตั้งกองทุนในวงเงิน
3.7 ล้านบาท เพื่อดูแลและช่วยเหลือผู้ป่วยในระยะยาว
ข้อเรียกร้องวันนี้ยังไม่ผ่านมติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีที่สาดโคลนการเมืองกันไปมาในรัฐสภาขณะที่คนแม่เมาะทยอยเสียชีวิตเป็นใบไม้ร่วง
ตะวันบ่ายคล้อย
ชาวชุมชนแม่เมาะจับกลุ่มแบ่งปันทุกข์สุขรอบบริเวณสถานที่ประกอบพิธีสืบชะตาผู้ป่วย
สายตา แม่อินหวัน เต็มสืบ เหม่อลอยสู่วันเวลาของการต่อสู้เรียกร้อง
ถึงวันนี้ ชาวแม่เมาะทุกคนต่อสู้มาอย่างยาวนาน ความรู้สึกเดียวที่ต้องการ
คือ ความเข้าใจเห็นอกเห็นใจของคนที่อยู่นอกพื้นที่ เข้าใจในความเดือดร้อนที่ได้รับจากโรงไฟฟ้าเพราะสภาพเหมืองเก่าที่แปรเปลี่ยนเป็นสถานที่ตากอากาศของคนถิ่นอื่น
สนามกล์อฟขจี คือ สวัสดิการของพนักงานการไฟฟ้าระดับผู้บริหาร
ที่เล่ากันว่า เพียงคนขับรถคนเดียวกินเงินเดือนของการไฟฟ้าในอัตรา
35,000 บาท พร้อมกับค่าไฟฟ้าฟรีในอัตรา 7,000 บาท/เดือน ทั้งสวัสดิการและร้านค้าหรูที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวและอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าทุกระดับ
..แม่อินหวัน แกบอกว่า ไม่ว่าหนทางจะดูตีบตันสักแค่ไหนแต่แกจะขอสู้ถึงที่สุด
เพียงต้องการให้ลูกหลานได้อยู่ดีมีสุข มีอากาศ แม่น้ำลำห้วยบริสุทธิ์สะอาดเหมือนดังเดิม
ถึงวันนี้จะไม่สามารถหยุดการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าได้จำต้องยอมย้ายออกจากที่ดินถิ่นเกิดเพราะความลักลั่นของการพัฒนาและจิตใจของคนรัฐที่มองไม่เห็นประชาชน
ไม่ยอมรับว่าเกิดความผิดพลาดนอกจากประชาชนจะต้องหลีกทางและเป็นผู้เสียสละ
คือ ภาระหน้าที่ที่แกจะขอสู้จนตัวตาย
ตัวเองจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ หากพลังสุดท้ายของแม่อินหวัน
แกบอกว่า ต้องการเห็นโรงไฟฟ้าหยุดการทำงานไปเลยยิ่งดี ด้วยผืนดินผืนนี้
คือ ผืนดินของความทรงจำ พื้นที่ที่ร่างกายของปู่ย่าของแกฝังร่าง
ทำไม มันเป็นเรื่องสมเหตุผลแล้วหรือที่เราจะต้องย้ายออก
อ่างเก็บน้ำบริเวณเหมืองสะท้อนแสงสุดท้ายของวันคือ
ทัศนียภาพสวยงามที่นักท่องเที่ยวโปรดปราน สายน้ำจากสปริงเกอร์ในสนามกล์อฟเริ่มต้นการทำงานพุ่งกระจายฟูฝอย
ผ่อนคลายไอแดดบนสนามหญ้าหล่อเลี้ยงให้สมาชิกระดับสูงได้เดินเหยียบย่ำโอ่อ่าไปกับการกีฬาสุดโปรด
หากอีกภาพหนึ่งไม่ไกล ชาวแม่เมาะ กำลังทุกข์ระทมกับ ความตาย
ติดตาม สถานะการณ์แม่เมาะ
www.peoplemaemoh.org

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
28 พฤษภาคม 2547
|