แด่สองมือแม่…ที่กำสู้

จะเห็นได้ว่า การเคลื่อนไหวตัวเองขององค์กรประชาชน ยุคใหม่ ผู้หญิง เข้าไปมีบทบาทเด่นชัดและไม่เฉพาะเป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนเท่านั้น หากหลายคน คือ แกนสำคัญในการดำเนินการคัดค้านอภิมหาโครงการรัฐตั้งแต่กลุ่มผู้หญิงจังหวัดลำพูนลงถึงกลุ่มผู้หญิง ข้างท่อก๊าซไทย-มาเลย์ จะนะ

งานสานเจตนาร่วมสู้ ครบรอบ 2 ปี คัดค้านการสัมปทานเทือกเขาถ้ำแรด ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นการสรุปบทเรียนของชาวปากแจ่มแล้ว การจัดงานครั้งนี้ ยังกำหนดหัวข้อ ด้วยมือแม่ที่กำสู้ คือ การถอดบทเรียนการทำงานจาก 4 แกนนำหญิง ใน 4 ประเด็นปัญหา ซึ่งโอกาสนี้ทีมงานไทยเอ็นจีโอ เสนอเป็นรายการพิเศษสำหรับเดือนสิงหาคม เดือนแห่งผู้หญิงหรือแม่

เริ่มต้น ด้วย วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน เธอเริ่มต้นวงอภิปรายด้วยการพูดถึงพี่น้องปากแจ่ม บ้านกรูด ท่าแซะ ลับร่อ คลองกลาย สายบุรี ที่มารวมกันในวันนี้ เธอกล่าวว่า “นับจากการจากไปของคุณ เจริญ วัดอักษร จนมาถึงงานวันนี้ สำนึกของคุณค่าท้องถิ่นในอันที่จะรักษาทรัพยากรของเรากำลังได้รับการปลุกให้ตื่นขึ้นและบนเวทีวันนี้ คือ พลังของกำมือ แม่ ที่มีส่วนในการทำงาน

“หลายครั้งที่พลังผู้หญิงถือเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจและเกิดผลในเชิงปฎิบัติ แต่อย่างไรก็ตามการทำงานเชิงขบวนไม่ได้มุ่งเน้นตัวบุคคล หากเป็นการเสียสละอุทิศตนอย่างเป็นกระบวนการ นั่นคือ คุณค่าและความหมายแห่งพลังประชาชน”

มด วนิดา กล่าวต่อถึงปัญหาที่จะเกิดจากการสัมปทานเทือกเขาถ้ำแรดของชาวปากแจ่มซึ่งวันนี้ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากพี่น้องจะนะหรืออภิมหาโครงการ อื่น ๆ จากโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลย์ โครงการเขื่อนเขาหลัก โครงการเขื่อนท่าแซะ โครงการเขื่อนลับร่อ หรือโครงการเขื่อนคลองกลาย ทุกโครงการ คือ เรื่องเดียวกัน ก่อนจะแนะนำว่า ผู้หญิงทุกคนที่อยู่บนเวทีวันนี้ คือ ผู้ผ่านความปวดร้าวและน้ำตาในหลาย ๆ ครั้ง เรามีความเข้มแข็งอย่างที่ผู้ชายไม่ควรมองข้าม

สำหรับ มิยะ หะหวา นักอนุรักษ์หญิงจากกลุ่มอนุรักษ์ จ.ตรัง เธอ เล่าว่า เมื่อก่อนเธอไม่ได้มีความคิดเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติเพื่อสังคมหากเมื่อเห็นว่าทรัพยากรธรรมชาติกำลังถูกฉกฉวยเพื่อประโยชน์เฉพาะ เธอ จึงได้เข้าร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย “เรา คือ ผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ดิฉันเคลื่อนไหวร่วมกับผู้ชายมาตลอด”

เธอ เล่าว่า เธอเริ่มต้นด้วยการศึกษากรณีบ้านแหลมมะขามและศึกษางานวิจัยประเด็นประมงพื้นบ้าน “การศึกษาสร้างคนให้มีความคิด สำหรับ ดิฉันในฐานะลูกผู้หญิงคนหนึ่ง แม่ คือ ผู้สร้างทุกสรรพสิ่งที่อยู่บนโลกตั้งแต่แม่พระคงคา แม่พระธรณี สิ่งเหล่านี้เป็นระบบธรรมชาติที่เราต้องรักษา” เธอย้ำว่า ผู้หญิง มุสลิมมีกรอบจำกัดในการการเคลื่อนไหวเพราะผู้ชายมักคิดว่า…ผู้หญิงจะไปทำอะไรได้…”สำหรับดิฉันกลับไม่คิดอย่างนั้น การทำงาน คือ การร่วมขบวนทางจิตวิญญาณ”
“ดิฉัน เริ่มค้นคว้าเรื่องหญ้าทะเล การทำให้ทะเลมีชีวิต นั่นคือ เราต้องทำให้ระบบนิเวศสมดุล นักอนุรักษ์หลายท่านมองว่าปลาพะยูนสำคัญกว่าชาวประมงพื้นเมือง พวกเค้าทำการอนุรักษ์ปลาพะยูน รณรงค์เรืองปกป้องปลาพะยูนและกีดกันชาวบ้านให้เป็นอื่น ดิฉันคิดว่า ความคิดอย่างนี้เป็นเรื่องที่ผิด การอนุรักษ์ต้องควบคู่กับการให้ความรู้แก่ชาวบ้านอย่างให้ความสำคัญ “ เธอย้ำว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้เค้าเห็นถึงคุณค่าของท้องทะเล

“นักอนุรักษ์มักจะกลายเป็นผู้ขัดขวางความเจริญ ถูกคุกคามจนกระทั่งเสียชีวิต อย่างเช่น คุณ เจริญ วัดอักษรดิฉันอยากจะบอกว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเอาไว้ ประชาชนทุกคนต้องกระทำร่วมกัน ปัญหาของประเทศประชาชนภายในประเทศต้องเป็นคนแก้ไข” เธอบอกผ่านเวทีอภิปรายว่า การออกมาพูดเรื่องข้ขัดแย้งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องสนุก ใครก็ตามที่กำลังมองว่า เราถูกจ้างมา ขอให้เปลี่ยนแปลงความคิด

ทางด้าน สุไรด๊ะ โต๊ะหลี แกนนำหญิงจากจะนะ เธอ เปิดเผยถังความขมขื่นที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอผ่านน้ำตาที่นองใบหน้าบนเวทีอภิปรายในครั้งนั้นถึงการกระทำอุกอาจของอำนาจรัฐในพื้นที่ กองกำลังตำรวจข้างท่อก๊าซที่ทั้งทุบตีและทำร้ายร่างกายชาวบ้านและลูกชายของเธออย่างไม่สนใจใยดี

เธอเริ่มต้นการพูดคุยของเธอด้วย “ความจริง อิด๊ะ เองไม่ใช่นักต่อสู้อะไรเพียงแต่การต่อสู้ที่ผ่านมามันเป็นเรื่องของความรู้สึกอัดอั้นมากกว่า ก่อนหน้าจะเกิดโครงการมีการจ้างนักศึกษาลงทำงานวิจัยและมีการประชาสัมพันธ์บอกว่าชาวบ้านจะไม่ต้องออกไปทำงานไกลและชาวบ้านจะไม่ต้องซื้อก๊าซจากที่อื่นอีกแต่สามารถต่อตรงจากท่อใหญ่เลยทีเดียว”

“นับจากนั้นมาชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยถูกโดดเดี่ยวเกิดรอยร้าวในชุมชนจนเป็นความขัดแย้ง”เธอเล่าต่อว่า เมื่อโครงการดำเนินการ ทางปตท.ทางบริษัทจ้างให้ตำรวจมาเฝ้า “ตรงนี้ชาวบ้านจะรู้สึกอย่างไร ทั้งยังมีแรงกดดันจากกลุ่มข้าราชการในพื้นที่อีก เรากลับเป็นผู้ขัดขวางความเจริญ” มิหนำซ้ำ เธอบอกว่าโครงการบางช่วงพาดผ่านที่ดินสาธารณะอันเป็นที่ของส่วนรวม

“เป็นความเห็นแก่ตัวที่ไม่คำนึงถึงสิ่งใด ซื้อได้กระทั่งที่มัสยิดอันเป็นที่เคารพของเรา เรากำลังถูกซื้อ แถมยังถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ” เธอเล่าพร้อมเสียงสะอื้นเมื่อพูดถึงเหตุการณ์ความเจ็บปวดที่ผ่านมา “เราต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิด เราทำเพื่อสังคมและประเทศแต่พวกเราถูกกระทำอย่างไม่มีความเป็นธรรม” และอย่างไม่อาจคาดคิดกันได้ เธอบอกว่า ถึงขนาดนายอำเภอติดต่อขอซื้อตัวของเธอเป็นจำนวนเงิน 7 หลัก

สุดท้าย จินตนา แก้วขาว กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบ้านกรูด ย้ำปิดฉากการอภิปรายว่า ”โครงการของรัฐที่มีผลกระทบกับชุมชนเป็นเหมือนสูตรสำเร็จของผู้มีอำนาจถึงแม้ว่าประสบการณ์ของเราจะแตกต่างกันแต่เราสามารถเอาไปปรับประยุกต์

เธอเสริมต่อว่า “หากพูดถึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนที่จะเกิดโครงการโรงไฟฟ้าชาวบ้านมีวิถีการพึ่งพิงตนเอง จนวันหนึ่ง รัฐบาลกำหนดพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าทับ ขณะที่การวัดผลมลพิษทางอากาศมีค่าที่ศูนย์ จึงไม่เป็นเหตุผลสมควรที่จะตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ยอมรับว่า การคัดค้านที่ผ่านมากเหนื่อยยากมาก ไม่มีใครเลยที่จะอยู่ฝ่ายเรา อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านคัดค้านตามกรอบกฎหมายตั้งแต่ยื่นหนังสือ ทำความเข้าใจเชิงข้อมูลเพื่อการตอบโต้และอธิบายสาธารณะแต่ไม่เป็นผล”

เธอบอกว่า ชาวบ้านทำการยื่นหนังสือมาแล้วกว่า 200 ครั้ง แต่สิ่งที่ได้รับเป็นการตอบโต้ด้วยวิธีการนอกกฎหมาย “มีครั้งหนึ่ง เราไปยื่นหนังสือเพื่อขอรัฐบาลให้ทบทวนโครงการเราได้รับคำตอบว่าให้กลับไปรอ แต่จนแล้วจนรอดกลับก็ไม่มีใครมาชาวบ้านคิดว่าจำเป็นต้องเคลื่อนขบวนเข้ามาที่กรุงเทพฯแต่ยังไม่ทันไรฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมด้วยเหตุผลว่ากีดขวางเส้นทางจราจร”

หลังจากนั้น เธอบอกว่า ประชาพิจารณ์ผ่านและชาวบ้านที่คัดค้านไม่มีส่วนในการแสดงความคิดเห็น “เราปกป้องตัวเองตามสิทธิของรัฐธรรมนูญ แต่เราต้องสรุปบทเรียนออกมาให้ได้ว่ากฎหมายหรือการแง่มุมกฎหมายอะไรบ้างที่จะเข้ามากดทับเราเอาไว้ ไม่งั้น การคัดค้านของเราจะไม่มีผลอะไรในเชิงสร้างสรรค์” ประเด็นสำคัญ คือ การนำข้อมูลชุมชนและสิทธิสภาพของประชาชนตีแผ่ออกสู่สาธารณะ เราต้องยืนยันว่า เราไม่ต้องการ เราต้องการชีวิตที่เราเคยมีสร้างเงื่อนไข แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่เป็นจริง

ประชาชน คือ ผู้กำหนด ไม่ใช่ข้าราชการในพื้นที่หรือรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี ประชาชนต้องกำหนดตัวเอง อย่าปล่อยให้โครงการเกิดขึ้นเด็ดขาด มิฉะนั้นเราจะทำอะไรต่อไม่ได้อีกเลย เรา ไม่ได้บอกว่าผู้หญิงหรือผู้ชายใครเก่งกว่ากันแต่เป็นการเกื้อกันเพื่อรักษาสมดุลในธรรมชาติ ในบางครั้งผู้ชายต้องสลับเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเป็นการผสมผสานกันระหว่างความเข้มแข็งของผู้ชายและความอ่อนโยนในผู้หญิง นี่คือ คำสุดท้ายของ ผู้หญิงที่พร้อมจะชูกำปั้นเพื่อเรียกหาความเป็นธรรม

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุน
ไทย
webmaster@thaingo.org

20 สิงหาคม 2547