ฝังบ้าน บ้านน้ำเค็ม แผ่นดินนี้เป็นของใคร ?


ที่อยู่อาศัยถาวร ชุมชนแหลมป้อม บ้านน้ำเค็ม กำลังฟื้นตัวเอง

“เมื่อก่อน สัก 12 ปี ที่ผ่านมา ชาวบ้านเข้ามาจับจองที่ดินบ้านน้ำเค็ม ปลูกต้นมะพร้าวกั้นแนวเขต ตั้งครอบครัวตั้งรกรากที่ตรงนั้นที่ตรงนี้กันง่าย ๆ มันไม่มีราคามันก็ยังไม่เป็นปัญหา ตั้งแต่ยังตามตะเกียงไม่มีเลขที่บ้านจนมีเลขที่บ้านและใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือน ช่วง 2-3 ปีที่แล้ว คนมีเงินเข้ามากว๊านซื้อที่ดินและออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินเดิมของชาวบ้าน ผ่านกำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน,ผู้ว่าราชการจังหวัด เห็น ๆ กันอยู่ เค้าก็ยังออกโฉนดให้ ชาวบ้านถูกทำร้าย ข่มขู่ หรือออกหมายศาลสั่งโยกย้ายเราไปจากบ้าน บ้านของเราเอง”

นั่นเป็นคำพูดของหญิงชาวบ้านชุมชนแหลมป้อม หนึ่งชุมชนในหมู่บ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ขณะการก่อสร้างที่อยู่อาศัยถาวรผ่านการสนับสนุนการทำงานโดยมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เริ่มต้นเป็นรูปเป็นร่างภายใต้ความขัดแย้ง “เอกสารสิทธิ์ครอบทับที่” จาก 53 ครัวเรือน เหลือเพียง 32 ครัวเรือน ที่ยืนยันว่า เราต้องการอยู่ในที่ดินของเรา

พรทิพย์ คงสม หนึ่งในแกนชาวบ้าน ชุมชนแหลมป้อม เล่าถึงประสบการณ์อันขมขื่นจากบรรดานักค้าที่ดินที่เข้ามาสมอ้างเอาสิทธิประโยชน์จากเนื้อดินของเธอว่า “พี่แต่งงานและย้ายตามสามีมาอยู่ที่บ้านน้ำเค็มตั้งแต่ปี 2539 ส่วนสามีของพี่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เค้าอายุ 10 ขวบ เรียนหนังสือและเติบโตที่นี่ พี่กับสามีเริ่มต้นเลี้ยงเป็ด ทำปลาเค็มขาย จนซื้อที่ดินเพิ่มเป็นที่ติดกันถึงปลูกบ้านถาวรขึ้นมาหนึ่งหลัง ปลูกบ้านแล้วก็เริ่มขายอาหารตามสั่ง จนต่อมาสร้างเป็นบังกะโลเล็ก ๆ จ้างเค้าบ้าง ออกปากขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านบ้าง จนเสร็จ เปิดให้บริการจนมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเยอะขึ้น”

จนต้นปี 2545 นักค้าที่ดินเริ่มเข้ามาปักรั้วกั้นแนว ปิดหน้าหาดด้วยกองกำลังทหาร-ตำรวจ ก่อนหน้าคลื่นยักษ์เข้าถล่มจะมองเห็นแนวรั้วสังกะสีกั้นเนื้อที่ชายหาดและที่ดินของชาวชุมชนแหลมป้อมทั้ง 53 ครัวเรือน “เค้ารวบทุกส่วนตั้งแต่ที่ดินติดชายทะเลจนถึงที่ดินของชาวบ้าน ทั้งบ้าน,ร้านอาหาร,บังกะโลของพี่ อยู่ในแนวรั้วสังกะสีทั้งหมด เมื่อพี่กับสามีทักท้วงและพยายามถ่ายรูป เค้าไม่เพียงไม่แสดงหลักฐานหากยังข่มขู่ด้วยการ “ยิง” สามีพี่หนีได้หวุดหวิด เค้าสำทับกับพี่ว่าหากไม่ออกจากที่ดินผืนนี้ก็จะไม่รับรองความปลอดภัยส่วนชาวบ้านคนอื่น ๆ เค้าก็ขู่บอกให้อยู่เฉย ๆ แล้วจะจัดการออกเอกสารสิทธ์ให้ พี่โดนหนักกว่าคนอื่นทำเลที่มันดี อีกอย่าง พี่กับสามีอาจจะออกมาคัดค้านการกระทำของพวกเค้าด้วย”

เพียง 3 ปื นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ครอบครัวคงสม ต้องไปกันคนละทิศละทาง ”ลูกชายเรียนอยู่ประถม 6 เค้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ พี่บอกเค้าว่าพ่อไม่อยู่บ้านเพราะต้องไปทำธุระจนเค้า “ฝังบ้าน” (20 ธันวา 45) รถแมคโคร 2 ตัวอยู่กันคนละด้านของตัวบ้าน ไถบ้านจนพังแล้วตักดินกลบ กลายเป็นที่ดินว่างเปล่า ทันทีเหมือนกัน พี่ไปแจ้งความ หากกลับได้รับท่าทีเฉยเมยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่ดินจากส่วนกลางเค้าก็บ่ายเบี่ยงไปเรื่องกรรมสิทธิ์ ไปเรื่องการถือครอง หรือแม้แต่บอกว่างานยุ่งไม่ว่างดูเรื่องให้ พวกเค้าเข้าใจหรือเปล่าว่า บ้านพี่ถูกฝังกลบ”

บ้านหนึ่งหลัง ร้านอาหารหนึ่งหลัง และบังกะโลอีก 5 หลัง ของพรทิพย์ หายไปเหมือนกับมันไม่เคยมีอยู่ เหมือนกับไม่เคยมีสิ่งปลูกสร้างใดใดบนผืนดินของเธอ บนผืนดินที่เธอหวังจะให้มันเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ที่อบอุ่น “ตำรวจเข้ามาถึงเมื่อรถแมคโครกำลังลงมือฝังบังกะโลหลังที่ 3 มีการหน่วงเวลาเอาไว้ช่วงที่ตำรวจเข้ามาเพื่อย้ายรถแมคโครออกไปจากจุดเกิดเหตุ แต่ตำรวจก็ไม่ได้ขยายผลการสืบสวนเพราะหลังจากที่พี่แจ้งความเค้าก็กั้นรั้วสังกะสีมิดชิด มองจากภายนอกจะไม่เห็นตัวบ้านพร้อมติดป้ายบุคคลภายนอกห้ามเข้า พี่เข้าไปในที่ดินของตัวเองไม่ได้จึงขอให้อำนาจศาลเข้าช่วยด้วยการให้การคุ้มครองชั่วคราวแต่ก็ไม่วายจะถูกข่มขู่”

ที่ดินหันเข้าหาชายหาด แนวสนแน่นขนัด ก่อนคลื่นยักษ์ถล่ม ความสวยงามของบรรยากาศดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเดินทางมาพักที่บังกะโลของพี่พรทิพย์ จนกระทั่งเกิดคลื่นยักษ์ “พี่ร้องเรียนไปหลายแห่งทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรมร้องไปหลายกระทรวงจนอำนาจศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวและมีคำสั่งจากสำนักนายกให้จัดกำลังตำรวจเป็นชุดคุ้มครองโดยไม่มีกำหนดจนกว่าพี่จะรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย พี่มีเงื่อนไขว่า ไม่เอาตำรวจตะกั่วป่าเพราะไม่ไว้ใจ พี่กลับบ้าน เป็นการกลับบ้านครั้งแรก แต่ตำรวจ 2 นายกลับเป็นตำรวจชุดเดียวกันกับคนที่ควบคุมการฝังบ้าน”

ตำรวจทั้งสองนายเป็นชุดเดียวกับคนที่ข่มขู่พรทิพย์และครอบครัว เธอบอกว่า เธอจำได้แม่นยำมากเพราะวันที่เธอได้อำนาจความคุ้มครองจากศาลให้ยุติการ ฝังบ้าน ตำรวจทั้งสองนายนี้นี่เองที่เป็นคนฉีกหมายศาลต่อหน้าเธอ “ก็ไม่รู้จะทำยังไงเราทำอะไรเค้าไม่ได้ สู้ไปก็เหมือนวิ่งชนกำแพง แต่ก็จะสู้ทั้งที่รู้ว่าสู้ไม่ได้ เชื่อไหมว่า หลังจากนั้นพี่ถูกแจ้งความในคดีบุกรุก เบิกความเท็จและแจ้งความเท็จ ในที่ดินของตัวเอง ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน เจ้าหน้าที่บ้านเมืองของเราก็ไม่อาจจะพึ่งพาอะไรได้ จนหลังเกิดคลื่นยักษ์ เค้าก็เอาเสาหลักมาวางเป็นแนวพร้อมที่จะปักเสาถึงขนาดไม่ให้ชาวบ้านเข้ามาค้นหาศพญาติตัวเอง”

บ้านน้ำเค็มกว่า 1,000 หลัง สูญหายไปพร้อมกับคลื่นยักษ์ถาโถม หลังจากเรื่องราวเศร้าสลดผ่านไป ชุมชนแหลมป้อมถูกฟ้องร้องว่าบุกรุก โดย บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งพร้อมหลักฐาน คือ เอกสารสิทธิ์ซ้อนระหว่างชาวบ้านและนักค้าที่ดิน หลายคนยืนยันว่า อยากจะอยู่ในที่ดินเดิม แต่ยังไม่พร้อมจะเข้าร่วมฟื้นคืนชุมชนกับมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยผ่านเหตุผลหลายประการด้วยกัน จำนง จิตรนิรัตน์ กรรมการมูลนิธิพูดถึงการทำงานฟื้นฟูเรื่องที่อยู่อาศัยถาวรในพื้นที่ประสบภัยคลื่นยักษ์ว่า

“ทางเรา ดูภาพรวมของทุกพื้นที่ประสบเหตุ ตั้งแต่เกาะลันตาถึงพังงาจรดหาดทรายดำหน้านอก จังหวัดระนอง จากพื้นที่ปากเตรียม ศูนย์บางม่วง บ้านน้ำเค็มมาถึงทับตะวัน ทุ่งว้าและบ้านในไร่ที่เพิ่งเปิดพื้นที่ใหม่ และภูเก็ตบางส่วน บ้านน้ำเค็ม ถือเป็นพื้นที่แรกที่เราลงทำงาน อาศัยคนทำงานผ่านระบบอาสาสมัครและการระดมเงินบริจาคผ่านมูลนิธิชุมชนไท สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และเครือข่ายอันดามัน ขับเคลื่อนผ่านองค์กรพื้นที่ซึ่งอาสาสมัครลงทำงานเป็นทั้งอาสาสมัครจากในและนอกประเทศ ผ่านองค์กรสาธารณะประโยชน์ต่าง ๆ”

“เนื้องานจะเน้นการแก้ปัญหาระยะยาว ซึ่งเรื่องนี้ทางมูลนิธิได้เปิดช่องตั้งกลุ่มองค์กรชาวบ้านให้คิดโครงการขอสนับสนุนเงินทุนจากแหล่งทุนต่าง ๆ เป็นกลุ่มแม่บ้านต่าง ๆ กลุ่มทำอวน กลุ่มประมง กลุ่มต่อเรือ ก็แล้วแต่จะคิดกัน แต่ต้องเป็นกลุ่ม ส่วนในเรื่องที่ดินบ้านน้ำเค็มส่วนใหญ่ชาวบ้านจะมีเอกสารสิทธิ์เรียบร้อยแต่ก็มีบางส่วนที่เป็นปัญหาหนัก ชาวมอแกนทุ่งว้าอาจจะมีปัญหาเรื่องที่ดินกับส่วนอบต.คึกคักแต่ชาวบ้านน้ำเค็มนั้นมีปัญหากับบริษัทเอกชนที่ทรงอิทธิพลระดับประเทศ ถึงขั้นตั้งค่าหัวผู้นำ ข่มขู่ ปัญหาที่ดินบ้านน้ำเค็มเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน แต่มีกรณีตัวอย่างเชิงบวกอยู่บ้าง คือ คำสั่งศาลตัดสินให้ชาวบ้านหนึ่งรายได้รับสิทธิ์โดยชอบในที่ดินเดิมแต่บริษัทเอกชนที่อ้างสิทธิ์ไม่ยอม ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับตั้งค่าหัว”

บ้านน้ำเค็มเป็นชุมชนชายฝั่งขนาดใหญ่ ที่ได้รับความสูญเสียมาก เฉพาะชุมชนแหลมป้อมมีบางครัวเรือนที่เหลือรอดชีวิตเพียงคนเดียว “นี่ยังไม่รวมแรงงานต่างด้าว บ้านน้ำเค็ม เคยเป็นแหล่งดีบุกและวุลแฟรมขนาดใหญ่ แรงงานนับพันหลั่งไหลเข้ามาที่นี่ 30 ปีก่อนบริเวณชายฝั่งทั้งบริเวณเป็นแหล่งแร่สัมปทานที่ทำรายได้มหาศาลเอกชนที่ได้รับสัมปานใช้เรือขนาดใหญ่ขุดแร่ขึ้นมาจากท้องทะเล ไล่มาตั้งแต่ระนองสำรวจเจอตรงไหนก็ขุดตรงนั้น จนในทะเลหมดจึงหันมาสำรวจบนฝั่งโดยกลุ่มสัมปานเหมืองครองพื้นที่ตั้งแต่ระนองจรดภูเก็ต หมดสัมปทาน ผู้ว่าราชการจังหวัดสมัยนั้น ไม่อนุญาติให้มีการสัมปทานเหมืองต่อแต่ให้ชาวบ้านใช้วิธีการขุดด้วยเครื่องมือขนาดเล็กแทนจนกลายเป็นหลุมเป็นบ่อใหญ่เล็กกระจายไปทั่วบริเวณ”

“แรงงานหลัก ๆ มาจากนครศรีธรรมราช ตรัง สงขลา และภาคอีสานส่วนหนึ่ง หลังจากแร่บนฝั่งหมดไปแรงงานที่ไม่มีที่ไปจึงหันมาหาปลาจนเกิดเป็นหมู่บ้านชาวประมง ลงหลักปักฐานและมีคนต่างถิ่นย้ายเข้ามาอาศัยเพิ่มเติมจนกลายเป็นชุมชนประมงชายฝั่งสมบูรณ์แบบ บ้านน้ำเค็มจึงมีลักษณะผสมผสาน มีร้านกาแฟเล็ก ๆ ตลอดแนวชายฝั่งยาว 2-3 กิโลเมตร มีเรือหาปลาขนาดกลาง มีแพปลา อุตสาหกรรมปลาขนาดใหญ่ มีร้านรวง และบ่อนเป็นชุมแออัดเข้าขั้น ไก่บินไม่ตกจากหลังคา หลังคาชนกันเบียดอัดแน่นขนัด ที่นี่ถึงได้รับความสูญเสียมาก”

“เรื่องสำคัญ คือว่า โดยหลักกฎหมายเมื่อหมดสัญญาสัมปทาน ผู้สัมปทานจะต้องส่งคืนที่สัมปทานให้กับรัฐแต่มันเกิดการใช้ช่องว่างตรงจุดนี้ด้วยการออกโฉนดในที่สัมปทานผืนใหญ่และคลุมที่ดินเดิมของชาวบ้านไปด้วย เป็นการสู้กันระหว่างโฉนดเล็กและโฉนดใหญ่ซึ่งก็ชนะไปเรียบร้อยแล้วหนึ่งราย” พี่จำนงสรุป

ที่ดินครอบครัวคงสมหลังจากบ้านถูก ฝังกลบ

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

12 มีนาคม 2548