|
เปิดปูม วิทยาลัยจาวบ้านลุ่มน้ำวาง
ย้ำ 'คนอยู่ป่าได้'
จากท่าทีรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ยงยุทธ ติยะไพรัช และการนำเสนอแผนกัน
พื้นที่ป่าต้นน้ำ (นิวเคลียส)
CLICK!! เอาไว้ไม่ให้ประชาชนท้องถิ่นจัดตั้งป่าชุมชนของ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ (26 สิงหาคม
โรงแรมตรัง) ที่ผ่านมาและเปิดปม 'ชำและนโยบายหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่'
CLICK!! (รายงานพิเศษ ไทยเอ็นจีโอ)
นโยบายสด-ซิง จากรัฐบาลซึ่งหลายฝ่ายและเครือข่ายป่าชุมชนต่างจับตาว่าจะเป็นนโยบายประเภทใด?
หรือดูจะเป็นมุขเก่าแต่เปลี่ยนชื่อใหม่ก่อน 'ไล่ คนออกจากป่า'
ซึ่งรัฐมนตรีท่านนี้ยืนยันอย่างค่อนข้างใจถึงว่า
"จะไม่มีการไล่ด้วยรองเท้า ชุดลายพรางและปืน"
...การสรุปบทเรียนของ 'คนอยู่ป่า' เครือข่ายป่าชุมชนจึงเป็นเครื่องมือ
'ย้ำ' ยืนยันที่สำคัญในอันที่จะเป็นส่วนร่วมสร้าง-วางแผน
จัดการ-ใช้สอย จัดระบบทรัพยากรในพื้นที่ร่วมกันกับหน่วยงานรัฐ
ในที่นี้ ทีมงานไทยเอ็นจีโอ จึงตามติดนำเสนอเรื่องราว
'คนกับป่า' ครั้งนี้ คือ ชุมชนความรู้ลุ่มน้ำแม่วาง
อันเป็นหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จ การตระหนักถึงความคิดรากฐาน
ชุดความรู้โบราณซึ่งเกี่ยวพันกับระบบ 'ดินน้ำป่า' อย่างไม่อาจแยกขาด
ความยาว 73 กิโลเมตร ของ 'ลุ่มน้ำแม่วาง' ถูกจัดแบ่งออกเป็นเขต
คือ เขตลุ่มน้ำแม่วางตอนล่างและตอนบน ข้อมูลจากหนังสือ "ชุมชนความรู้
ลุ่มน้ำวาง" ที่จัดพิมพ์โดย วิทยาลัยจาวบ้านลุ่มน้ำวาง
ระบุถึงกลุ่มชาติพันธุ์หลัก 3 กลุ่ม (ปกากญอ
ม้งและคนเมือง) รวมกันราว 40 ชุมชน ที่อาศัยตลอดแนวลุ่มน้ำ
ตลอดช่วงเวลายาวนานนั้น ปัญหาเรื่องการใช้ทรัพยากร 'ดินน้ำป่า'
เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้น
นับจาก
รัฐบาลไทยเปิดสัมปทานป่าไม้และออกกฎหมายอนุญาตค้าฝิ่น(2420-2500)
ยุค 'น้ำไหล-ไฟสว่าง-ทางดี' ถึงยุคฟองสบู่แตก
(2500-2540) 40ปี ที่ผ่านมาถือเป็นยุคการบรรสานเครือข่าย-เติบโตของคนลุ่มน้ำแม่วาง
เข้มแข็งท่ามกลางสภาพปัญหา จาก 'สหพันธ์กลุ่มผู้ใช้น้ำยุติธรรมแม่วาง'
(2516) จนถึง 'วิทยาลัยจาวบ้าน ลุ่มน้ำวาง' (2547)
เป็นบทสรุปชัดเจนที่รัฐบาลต้องเหลียวมอง สรุปบทเรียนและเชื่อมั่นว่า
'คนกับป่าอยู่กันได้อย่างสอดคล้อง'
ปัญหาใหญ่ของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง คือ การปรับตัวและรู้เท่าทันของชุมชน
ประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล ผู้เรียบเรียงข้อมูลชุด "วิทยาลัยจาวบ้านกับการศึกษาทางเลือก"
บันทึกเรื่องราวถึงปัญหาใหญ่ของการปล่อยสัมปทานป่าไม้และกฎหมายอนุญาตปลูกฝิ่นหรือเน้นการเกษตรแบบพืชพาณิชย์ว่านำมาซึ่งปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรหากปรากฏว่า
คน ชุมชนลุ่มน้ำแม่วาง คือ ผู้ที่ยืนต้านทานความเปลี่ยนแปลง
ปกป้อง ดูแล คิดค้นวิธีรักษาป่าต้นน้ำเอาไว้ด้วยระบบภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ

วิทยาลัยจาวบ้าน ลุ่มน้ำวาง มีศูนย์ประสานงานอยู่ที่ วัดจำลอง
ต.บ้านกาด อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมศึกษาระบบภูมิปัญญาเหล่านั้นเอาไว้
พ่อน้อยส่ง ชินะวงศ ์(ประธานคนแรก)
กล่าวถึง ปรัชญาของวิทยาลัยจาวบ้านว่า "เน้นเรียนรู้องค์ความรู้ภูมิปัญญาที่ปฏิบัติได้จริง
นำมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสภาพปัจจุบัน"
วิทยาลัยจาวบ้าน คือ การเรียนรู้ที่อยู่นอกกรอบระบบการศึกษาของสถาบันรัฐ
สถานที่เรียนมีอยู่ทุกหนแห่ง ไม่มีตึก ไม่มีห้องและทุกคนเป็นได้ทั้งครูและศิษย์

ใบพัด พ่ออุ๊ย |
ลิดาพรรณ จันทร์พิมานสุข ผู้ศึกษาและเรียบเรียงชุดความรู้ลุ่มน้ำวางตอนล่างเปิดปูมถึงความจำเป็นของการสร้างชุดความรู้เหล่านี้เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า
"40 ปี ที่ผ่านมานโยบายรัฐมุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจผลิตพืชพาณิชย์
เน้นการขายกระทั่งคนลุ่มน้ำแม่วางตกเข้าสู่วงจรของภาระหนี้สิน
และกระแสบริโภคนิยมที่เข้าถึงชุมชนการมีชีวิตท่ามกลางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ค่อย
ๆ เสื่อมโทรม กลุ่มคนเฒ่าคนแก่ไม่อาจรอคอยให้ความรู้ และสิ่งที่มีค่าของบรรพบุรุษที่สะสมมาแต่ในอดีต
จบลง" การฟื้นคืนระบบภูมิปัญญารักษาแหล่งความรู้ตามวิถีทางของตนเองจึงเริ่มต้น
เริ่มด้วย พ่ออุ๊ยใจคำ ตาปัญโญ แห่งบ้านกิ่วแลป่าเป้าผู้มองว่า
"สังคมที่รุดหน้าด้วยเทคโนโลยีและการแข่งขันทำให้เยาวชนถูกครอบงำซึ่งเป็นความรู้ที่ไม่สอดคล้องกับวิถีเดิมของบรรพบุรุษและแผ่นดินเกิด"
กลุ่มอุ๊ยใจคำจึงนำเสนอภูมิปัญญาระดับพื้นบ้าน สอนศิลปะดนตรีพื้นบ้านสะล้อซอซึงแก่เด็กและเยาวชนในชุมชนและด้วยบุคลิกประสานงานสิบทิศของกลุ่มพ่ออุ๊ยใจคำจึงได้ร่วมกันจัดตั้งร่วมสร้างเครือข่าย
"อุ๊ย สอนหลาน สืบสานภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น"
นอกจากนี้ กลุ่มอุ๊ยสอนหลานได้สร้างแขนงแห่งภูมิปัญญาออกไปอีกมากมายหลายสาขา
อาทิ อุ๊ยอุ่น ศรีวิชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำของใช้ครัวเรือน
กระบวยน้ำ ทัพพี ไปจนถึงของเล่นพื้นบ้าน ,สล่าแดงหรือคุณสมทรัพย์
ศรีสุวรรณ์ แห่งบ้านน้ำต้น คือ คนโทโบราณสำหรับใส่น้ำและสามารถรักษาความเย็นเอาไว้ได้โดยไม่ต้องใช้ตู้เย็น
,บ้านสวนสมุนไพรของพ่อสมบูรณ์ เสาร์แก้ว ซึ่งเต็มไปด้วยพืชผักสมุนไพรพื้นบ้าน
อาหารพื้นเมือง ,พ่อปี สุวรรณ์ แห่งบ้านกลาง ผู้เชี่ยวชาญการตีมีด
ทำตะเกียงไม้ไผ่ กระเป๋าไม้ไผ่ , กลุ่มประสานใจวัดหัวริน เรียนรู้เรื่องราวสุขภาพเน้นไปที่การป้องกันและดูแลผู้ป่วยเอดส์
, กลุ่มจักสานผู้สูงอายุ แห่งบ้านดงก๋ำ , กลุ่มสานเสื่อ ,กลุ่มเหมืองฝายและวัดจำลองซึ่งเป็นทั้งศูนย์ประสานงานและแหล่งรวบรวมศิลปหัตถกรรมไทยใหญ่

ป่าชุมชนจำลอง ลุ่มน้ำวาง |
ขณะที่ มนัสชัย สังคมสดใส และ ปริศนา พรหมมา ผู้เรียบเรียงข้อมูลความรู้ลุ่มน้ำวางตอนบนเล่าว่า
"ในอดีตชุมชนลุ่มน้ำวางตอนบนดำรงชีพด้วยการทำไร่หมุนเวียน
เลี้ยงสัตว์และเก็บหาของป่าเป็นหลัก ขณะปัจจุบันการทำมาหากินเป็นการผสมผสานแนวเกษตรสองวิถี
คือ ระบบเกษตรดั้งเดิมและระบบเกษตรแผนใหม่" ทั้งสองสรุปว่าที่เห็นเด่นชัด
คือ ระบบการทำไร่หมุนเวียน (รอบหมุนประมาณ
3-5 ปี) ซึ่งเป็นระบบการจัดการที่สอดคล้องกับระบบนิเวศป่าและสืบต่อกันมายาวนาน
ขณะที่ระบบเกษตรแผนใหม่กลับสร้างภาวะหนี้สิน เนื่องจากปัญหาสารเคมีและผลผลิตที่ตกต่ำ
ทั้งสองเล่าต่อไปว่า "ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวบ้านเริ่มตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น
จำนวนรายได้ที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับกลไกลตลาดจนเกิดความไม่มั่นคงทางด้านอาหาร
ผักแว่น บัวบก กบ-ปู-เขียด ซึ่งอยู่ในระบบธรรมชาติสูญหาย"
จนหลายครอบครัวเลิกปลูกพืชเศรษฐกิจและรวมกลุ่มฟื้นฟูระบบนิเวศตามวิถีทางของบรรพบุรุษ
เครือข่ายจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติ
(ลุ่มน้ำวางตอนบน)
ก่อตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ที่เผชิญสภาพปัญหาทรัพยากรและเป็นรูปเป็นร่างผ่านแผนการดำเนินงานส่งเสริมการพัฒนาแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม-ภูมิปัญญาชุมชนเน้นงานพัฒนาคนพัฒนาลุ่มน้ำใน
4 หมู่บ้าน ด้วยการดึงจุดเด่นเป็นแหล่งเรียนรู้ระบบภูมิปัญญา
เริ่มด้วย ,ระบบจัดการเหมืองฝายแห่งบ้านห้วยอีค่าง จัดระบบการจัดการน้ำ
แจกจ่าย-ผันน้ำเข้าสู่พื้นที่ไร่นา ,ระบบเกษตรธรรมชาติแห่งบ้านหนองเต่า
สร้างชุดความรู้ฟื้นป่าแบบไม่ต้องปลูกป่าอย่างเป็นระบบ ,ระบบเกษตรยั่งยืนแห่งบ้านโป่งน้อย
จุดเรียนรู้การปลูกพืชไร่หมุนเวียนระบบผลิตเก่าแก่อายุนับหมื่นปีก่อนคริสตกาล
,ความเชื่อโบราณแห่งบ้านทุ่งหลวง ฟื้นคืนพิธีกรรม-ความเชื่อ
สร้างสายใยเชื่อมโยงความผูกพันระหว่างคนกับป่า

เหล่านี้ทั้งหมด คือ ชุดความรู้ของคนอยู่ป่า ระดับความเข้าใจที่ผูกพันกับผืนป่า
สืบทอดต่อเนื่องทั้งชีวิต 'คนอยู่ป่า' เข้าใจ 'ป่า'
ในฐานะเขาเอาวิถีชีวิตเข้าดูแล ชุดความรู้เหล่านี้ คือ การตอกย้ำจุดยืนแห่งความหมาย
ความหมายที่ 'รัฐ' จะต้องทำความเข้าใจ ไว้วางใจ "กฎหมายป่าชุมชน"
จะเป็นปราการแรกของการกระจายอำนาจ สร้างส่วนในการปกป้อง
รักและร่วมรับผิดชอบ จากฐานทรัพยากรที่แปลกเปลี่ยน ชุมชนจะต้องเข้าไปมีส่วนในการจัดการ
!!
เพราะ !! ใช่หรือไม่ว่า..ในหลายกรณี การปล่อยให้ 'ใคร'
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าจัดการเพียงฝ่ายเดียว ป่ากลับถูกทำลายและมีปริมาณลดลง
จนวันนี้ เหลือเพียง 28% ของพื้นที่ทั่วประเทศ เพราะอะไร?
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
8 กันยายน 2548
|