|
หนึ่งวันใน 'บ้านนานา' บ้านของ "เด็กไม่มีบ้าน"
ด่านค้าขายชายแดนด้าน
อ.แม่สาย จ.เชียงราย ช่วงเดือนกันยายนแม้จะไม่คึกคัก หากจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงมีให้เห็น
ทั้งมาเป็นกลุ่ม (tourist) และรถยนต์ส่วนตัว คือ ความหมายของ
'แม่สาย เมืองแห่งการค้า' หากอีกภาพ คือ เด็กเร่ร่อนขอทานปะปนกับจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่
เด็กเหล่านี้ไม่มีสัญชาติ ใต้สะพาน คือ ที่อยู่อาศัย เด็ก ๆ
ซึ่งทำให้ชีวิตของ ครูเหงา กรรจร เจียมรัมย์ เปลี่ยนแปลงไป
บ้านนานา หรือ ศูนย์ทางเลือกการเรียนรู้สู่การพัฒนาและป้องกันชีวิตเด็ก
กับการทำงานของ "ครูเหงา"
กรรจร เจียมรัมย์ เป็นบทพิสูจน์หนึ่งของความมุ่งมั่น
กว่า 2 ปี ที่ทางทีมงานไทยเอ็นจีโอได้นำเสนอเรื่องราวของครูเหงาผ่านพื้นที่แห่งนี้และคำพูดที่ว่า
"ผมทิ้งพวกเค้าไม่ได้" ยังก้องอยู่ในหู วันนี้
บ้านนานาผ่านประสบการณ์ร้อนหนาว จำนวนเด็ก เกือบ 100 คนและคนทำงานกว่า
10 คน ทีมงานไทยเอ็นจีโอกลับไปเปิดบ้านนานา บ้านของเด็กไม่มีบ้าน
อีกครั้ง
ป้ายไม้อัดสีขาวขีดลูกศรสีแดงบอกทางบ้านนานาแวดล้อมไปด้วยท้องทุ่งและขุนเขายาวเหยียด
ครูเหงา ขับรถกระบะหลังคาสูงบันทุกเด็ก ๆ เต็มกระบะท้าย วันนี้
เด็ก ๆ ในศูนย์จำนวนหนึ่งจะต้องออกไปแสดงละครใบ้เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ
(20 กันยายน) ครูเหงา อดีตนักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ เพาะช่าง (ไม่จบ)
และคนทำงานด้านออกแบบตกแต่งภายใน อย่างไม่น่าเชื่อ การมาเที่ยวแม่สายทำให้ชีวิตของเขาเป็นอีกเรื่องที่เขาเองแทบคาดไม่ถึง
"เมื่อก่อนไม่เคยรู้จัก NGOs
ครูเหงาเริ่มต้นเล่า "ผมทำงานที่บิ๊กซี
เชียงรายแล้วมาเที่ยวแม่สาย สิ่งแรกที่สะดุดใจ คือ เด็กเร่ร่อนรุมขอทานนักท่องเที่ยว
เยอะมาก ผมเคยเห็นเด็กเร่ร่อนที่กรุงเทพฯนั่งขอทานมันไม่เหมือนที่นี่
เด็กเข้ามารุมเข้ามายื้อแย่ง ดึงทึ้งกระเป๋านักท่องเที่ยว ใครไม่ให้ก็ด่า
ครั้งแรกที่เห็นรู้สึกรำคาญมาก" เพราะนอกจากจะด่าซ้ำยังถ่มน้ำลาย
ครูเหงาบอกว่าคิดว่านักท่องเที่ยวให้สตางค์เพราะปัดรำคาญมากกว่าอย่างอื่น
"การให้เงินไม่ได้เป็นการช่วยเหลือหากรังแต่จะเพิ่มจำนวนเด็กเร่ร่อนให้เข้ามาขอทานเพิ่ม"
คำถามใหญ่ ทำไม รัฐปล่อยให้เกิดปัญหาเด็กเร่ร่อนขอทานรบกวนนักท่องเที่ยว
"เราทำได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้"
ครูเหงาพูดเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กไม่มีสัญชาติ
รัฐจึงไม่คิดแก้ไขปัญหาเด็กไม่มีสัญชาติเร่ร่อนขอทานตามแนวชายแดนกำลังก่อสภาพปัญหาอื่นตามมาที่น่าสนใจกว่านั้น
ครูเหงาย้ำว่า "ปัญหาเหล่านี้กำลังขยายใหญ่ในพื้นที่ประเทศไทย"

ใต้สะพาน (ที่นอน)

สะพาน ข้ามแดนไทย พม่า

อาคาร ที่พัก (บ้านนานา)

'ผมทิ้งพวกเขา...ไม่ได้'

ครูตอง สุวลัย เมืองเจริญ |
"ตั้งแต่ปัญหาลักเล็กขโมยน้อย ยาเสพติด
สร้างความรำคาญแก่นักท่องเที่ยวหรือพ่อค้าแม่ค้าตามแนวชายแดน ภาพลักษณ์ของประเทศและแรงงานเถื่อน
เกิดการเอาเปรียบแรงงาน ทารุณกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่หนักที่สุด
คือ การทารุณกรรมทางเพศ ล่วงละเมิดจนนำไปสู่ขบวนการค้ามนุษย์และโสเภณีเด็ก
คำถามใหญ่ คือว่า สังคมไทยจะนิ่งนอนใจปล่อยปัญหาเอาไว้อย่างนั้นหรือ
อีกอย่างหนึ่ง คือ หน่วยงานราชการ องค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องยังมีความคิดแก้ปัญหาง่าย
ๆ ว่า เกิดปัญหาอะไรก็เพียงผลักดันเด็กกลุ่มนี้กลับประเทศแม่ มองปัญหาเพียงด้านด้วยอย่างไม่ต้องรับผิดชอบ
การผลักดันอาจจะเป็นเรื่องง่ายแต่เพียงแค่สองชั่วโมงเด็กกลุ่มนี้ก็กลับมาใหม่"
ครูเหงาย้ำว่า "ปัญหามันไม่ได้ง่าย
ๆ แค่นั้น"
ครูเหงายกตัวอย่างว่าระยะแรก ๆ ที่ไปติดต่อเรื่องการแก้ปัญหากับหน่วยงานรัฐ
อย่างเช่น ประชาสงเคราะห์จะบอกปัดเด็ก ๆ กลุ่มนี้ทันทีว่าไม่มีนโยบายหรือมาตรการในการเข้าจัดการแก้ไขกับเด็ก
ๆ ไม่มีสัญชาติ "เค้าทำงานเฉพาะเด็กไทยด้อยโอกาสเท่านั้น
ครั้งที่หนึ่งรู้สึกรำคาญ ครั้งที่สองคิดถึงการแก้ไขปัญหาแต่ได้รับคำตอบว่าไม่มีสัญชาติมาเที่ยวอีกครั้งเป็นครั้งที่สามอันเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่
ครูเหงา เล่าถึงวันนั้น
"ผมยืนมองเด็กผู้หญิงคนหนึ่งคุ้ยถังขยะ
หยิบกล่องโฟมขึ้นมา เปิดดูข้างในเป็นหัวกุ้ง เลือก ๆ แบ่งให้น้อง
พี่น้องสองคนหยิบถุงน้ำจิ้มลูกชิ้นขึ้นมาราดแล้วนั่งกิน ภาพน่าสลดเหล่านี้ทำให้เราคิดเปรียบเทียบกับตัวเราเอง
เราเคยทำงาน ได้เงิน ตกเย็นดื่มเบียร์ เที่ยวเตร่ ขณะคนอีกกลุ่ม
กำลังไม่มีอะไรจะกิน เริ่มจากความรู้สึกละอายตัวเอง
จนสืบเสาะไปเจอ ศูนย์ลูกหญิง อาจารย์สมภพ จันทระกา แห่งศูนย์ลูกหญิงเป็นเสมือนเปลวเทียนในความมืด
"ศูนย์ลูกหญิง ทำงานปลุกสร้างกระบวนการป้องเด็กเข้าสู่ขบวนการการค้าประเวณี
มันช่างยิ่งใหญ่เสียจนเราคิดว่าทำไมชีวิตของเรามันดูไร้ค่า"
จากนั้น ครูเหงาตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็นอาสาสมัครกับศูนย์ลูกหญิงจากคนทำงานกินเงินเดือนเข้าสู่วงจรของระบบอาสาสมัคร
ไม่มีเงินเดือนและไม่หวังเงินเดือน "ครั้งแรกตั้งใจเอาไว้ว่าแค่
'ลอง' เป็นอาสาสมัคร ทำงานสักสองเดือนแล้วจะกลับไปทำงานต่อ"
ผมทำไม่ได้ ครูเหงาย้ำ
6 ปี ของ บ้านนานา หรือ ศูนย์ทางเลือกการเรียนรู้สู่การพัฒนาและป้องกันชีวิตเด็ก
(www.childlifemaesai.org)
นอกจากเป็นสถานรับเลี้ยงและบำบัดแล้ว งานข้อมูลเรื่องเด็กเร่ร่อนยังเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ
ประสบการณ์สอนให้ครูเหงารู้ว่ากว่าเด็กเร่ร่อนจะมีความไว้วางใจในตัวคนต้องใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์
กว่า3 เดือน ที่ผมหาข้อมูล นั่งคุยเทียวเข้าเทียวออกเช้า-เย็น
คุยกับเค้าในทุก ๆ เรื่องจนแทบจะดึงดาว (ขั้นสุดของคนเมากาว)
ไปกับเค้าด้วย " เด็กเหล่านี้เป็นเด็กแนวตะเข็บชายแดน
เป็นพม่า เป็นกระเหรี่ยง "บางคนเกิดในฝั่งไทยแต่ไม่มีสัญชาติ"
เด็กกลุ่มนี้ตกสำรวจและไม่มีบัตรประชาชน ครูเหงาบอกว่าการไม่มีสถานะทำให้เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กเร่ร่อนไปโดยที่พวกเค้าเองไม่รู้ตัว
ก่อนจะเพิ่มเติมถึงปัญหาเรื่องเด็กเร่ร่อนว่าเป็นปัญหาเชิงซ้อน
เรื่องหลัก คือ เรื่องการศึกษา เมื่อเด็กกลุ่มนี้ไม่มีการศึกษาจะทำงานอะไรไม่ได้
คิดไม่ออกไม่มีทางออกรับรู้เพียงอย่างเดียวว่าต้องทำทุกอย่างให้มีชีวิตอยู่รอด
"ทำอะไรก็ได้ให้มีชีวิตอยู่รอด
เริ่มจากเป็นเด็กเก็บขยะ ขอทาน ขายแรงงาน เป็นเด็กส่งของ (ยาเสพติด)
ขายบริการทางเพศ ปัญหาเหล่านี้เกิดจากแรงกดดันหลายประการ จากกลุ่มมาเฟียเด็ก
ถูกนายจ้างเอาเปรียบแรงงานล่วงละเมิดทางเพศ ถูกข่มขู่ แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปแจ้งเพราะไม่มีหลักฐานหรือใบสำคัญแสดงสิทธิใดใด
เด็กกลุ่มนี้อยู่อย่างระมัดระวังตัว กลัว หวาดระแวง เอาตัวรอด
ไม่ไว้ใจใคร ไม่สนใจวิธีการขอเพียงให้มีชีวิตรอด ความช่วยเหลือแรกเริ่มของครูเหงาเป็นเรื่องให้การศึกษา
เริ่มจากสร้างศูนย์ฟื้นฟูสภาพจิตใจและประสานงานกับสถาบันการศึกษา
"โรงเรียนสันโค้ง เป็นสถานศึกษาแรกที่ยอมรับเด็กบ้านนานาเข้าเรียน"
"เราพบว่า ปัญหาเด็กไม่มีสัญชาติไม่ได้หมดไป
เราไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นทาง" ครูเหงาบอกว่าเด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่พ่อแม่ติดฝิ่น
ไม่มีที่ดินทำกิน ชนกลุ่มน้อยจึงทะลักเข้ามาหางานทำในฝั่งประเทศไทย
การสกัดกั้นเด็กจากต้นทางจึงจำเป็น เน้นงานช่วยเหลือ บำบัด สร้างอาชีพด้วยการให้การศึกษาและนำส่งเด็กที่ผ่านการบำบัดจากฝั่งไทยกลับบ้านเป็นความร่วมมือระหว่าง
บ้านนานา และ World Vision (www.worldvision.or.th)
กระนั้น ครูเหงาเล่าต่อไปว่า "แต่มันคงไม่
100% เป็นเพียงการบรรเทา แน่นอนว่า ย่อมมีเด็กบางส่วนที่ยังทะลักเข้ามา
การประสานงานกับหน่วยงานรัฐยังเป็นเรื่องหลัก แม้ว่าจะยังคงเป็นเรื่องยาก"
ชนกลุ่มน้อยที่ทะลักเข้ามาเร่ร่อนขอทานฝั่งไทยมีการเคลื่อนย้ายตามเส้นทางหลัก
แม่สาย-เชียงราย-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ ครูเหงาให้ความเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา
"เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยนสำเนียงการพูดเปลี่ยนจะกลายเป็นปัญหาใหม่ให้เมือง
หาต้นทางไม่เจอเด็กเป็นใครมาจากไหนเลยเหมาว่าเป็นเด็กสลัม"
การสกัดจากต้นทางจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น มิฉะนั้นครูเหงาย้ำว่าจะเกิดงานเชิงตั้งรับ
"การแก้ปัญหาในกรุงเทพฯล้วนเป็นเรื่องปลายเหตุไม่ว่าเราจะมีงบประมาณมากมายขนาดไหน
ปัญหาเด็กเร่ร่อนจะยิ่งบานปลาย การสนับสนุนการทำงานตั้งแต่ต้นทางเป็นเรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญ"
คง ไม่ต้องบอกว่าจะเกิดปัญหาอะไรตามมาหากเด็กเร่ร่อนทะลักเข้ามาสู่เมืองหลวง
บ้านนานาเป็นเพียงส่วนของการรองรับเน้นเรื่องราวพื้นฐาน อาหารการกิน
ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรคและผลักดันในเรื่องสิทธิการศึกษาเป็นเบื้องต้น
ประสานงานกับหน่วยงานรัฐ "จันทร์-ศุกร์
เด็กจะไปเรียนหนังสือ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ กิจกรรมประจำวัน ปลูกผัก
เลี้ยงไก่ รดน้ำผัก พรวนดิน ทำความสะอาดที่พัก ซักมุ้ง ซักผ้า
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเชิงจริยธรรม เข้าวัด ไปโบสถ์ กล่อมเกลาจิตใจ"
20 กันยายน ถือเป็นวันเยาวชนแห่งชาติ ภายใต้สโลแกน 'ร่วมแรงแข็งขัน
ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ' วันนี้เด็ก ๆ จาก บ้านนานา ยกขบวนร่วมเวทีแสดงละครใบ้สะท้อนชีวิตเด็กไม่มีสัญชาติ
ณ ลานเวทีพระบรมรูป รัชกาลที่ 5 ศาลากลางหลังเก่า อ.เมือง จ.เชียงราย
"คนส่วนใหญ่มองเด็กด้อยโอกาสด้วยสายตาของความสงสารจะช่วยเหลือด้วยการบริจาคแจกสิ่งของถือเป็นการบรรเทาปัญหา
หากสิ่งสำคัญ คือ เราต้องทำให้เด็กเหล่านี้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้"
นั่นคือคำพูดของ ตอง สุวลัย
เมืองเจริญ หนึ่งในพี่เลี้ยงผู้ดูแลเด็กบ้านนานา จากชีวิตคนเมืองหลวงในครอบครัวข้าราชการซีสูงและนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์
จากรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตอง เลือกทางเดินชีวิตด้วยการทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กบ้านนานา
ดาราเจ้าบทบาทตัวน้อยเดินลงจากเวทีตรงมายังซุ้มนิทรรศการบ้านนานา
แดดหน้ามรสุมระอุร้อนภายใต้โครงเต๊นท์ผ้าใบ ตอง บอกให้เด็ก ๆ
นั่งรวมกันเป็นกลุ่มก่อนแจกอาหารกล่อง ทุก ๆ เช้าตองจะไปตลาดซื้ออาหาร
ก่อนจะนำเด็ก ๆ ส่งโรงเรียนและไปรับกลับอีกทีเย็นเวลาเลิกเรียน
"งานในส่วนอื่น ๆ จะเป็นการประสานหน่วยงานการศึกษา
ประเด็นของบ้านนานา คือ การผลักดันให้เด็กเหล่านี้ได้รับการศึกษา"
และงานส่วนนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ตองจะต้องแบ่งกันรับผิดชอบกับครูเหงา
ตองย้ำว่า "การทำงานประเด็นสัญชาติโดยเฉพาะปัญหาเด็กเร่ร่อนจำเป็นต้องขุดค้นเอาความรู้-ความสามารถในตัว(เธอย้ำ)ออกมาให้หมดสิ้น"

ทั้งนี้ ตองทิ้งท้ายเอาไว้ว่า "นี่ยังไม่นับการเขียนรายงานความคืบหน้าโครงการ
งบประมาณหาแหล่งทุน งานมันล้นเสียจนจาระไนไม่หมด"
7 เดือน สำหรับการเป็นพี่เลี้ยงเด็กบ้านนานา จากวันแรกที่เธอเข้ามาทำหน้าที่นี้เพียงความสงสารและมองเห็นถึงความแตกต่างระหว่าง
'คนกับคน' หลังจากเรียนจบตองทำงานให้กับบริษัทนำเข้า-ส่งออกเอกชนก่อนจะมาเริ่มงานพัฒนา
เธอบอกถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ การได้เห็นชีวิตคนทำงานชุมชนและมีเพื่อนเป็นอาสาสมัครใน
มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) จึงลองหางานกับ
www.thaingo.org "มันเป็นเรื่องท้าทาย"
เธอย้ำ
วันนี้ เด็กบ้านนานาไม่ต้องไปโรงเรียน แดดกล้ายามสาย เด็ก
ๆ นั่งจ้องทีวีในโถงนอนขนาด 30 คนนอน หนังดีวันอาทิตย์กำลังมาถึง
หมอนมุ้งสีมอมอและเตียงนอนเหล็กสนิมจับเรียงเป็นแถว ๆ เด็กเล็กนั่งข้างหน้า
เด็กโตนั่งดูอยู่ข้างหลัง บางคนนั่งบนเตียงเหล็กสองชั้น เด็กผู้หญิงจับกลุ่มเล่นหมากเก็บบนพื้นซีเมนต์
เสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากดวงตา ความบริสุทธิ์ของเด็ก เด็กที่ไม่มีวันเข้าใจว่า
"ทำไมหนูต้องมาขอทาน"

อยากรู้จัก บ้านนานา คลิ๊ก www.childlife-maesai.org
ช่วยเหลือ บ้านนานา
บัญชี
: Childlife Maesai
หมายเลข บัญชี : 176-2-31580-3
ธนาคารกสิกรไทย สาขาแม่สาย
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
29 กันยายน 2548
|