ขุนนางประชาธิปไตย..บนวัฒนธรรมเชิดชูวีร..เทพ

ทันทีที่ อาจารย์ ธีรยุทธ ออกมาบรรยายพิเศษ เรื่องการเมืองภาคประชาชนบนวิสัยทัศน์..ปลดปล่อยประชาชนไทยออกจากการพัฒนา (11 กันยายน 2546 สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) …….อันกินความถึงกระบวนทัศน์แฝงจากตะวันตก ที่ครอบงำคำว่าพัฒนา.. ความเจริญ …..การทำให้ทันสมัยผ่านสายตาผู้นำในประเทศโลกที่สาม และกินเวลากว่ากึ่งศตวรรษ...นายกท่านถึงกับแสดงอาการ..ที่เรียกว่า เต้นผาง..

…โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยความผันแปรจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกาภิวัตน์ และผลข้างเคียงจากกระบวนทัศน์ดังกล่าว เช่น โรคเอดส์ การก่อการร้าย และบรรดาผู้คนที่รู้สึกได้ถึงความไม่มั่นคงในระบบชีวิต และการหลงเพลินครอบครองวัตถุ พอใจในผู้นำที่มีอำนาจเหนือจริง มีเวทย์มนต์ที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจ แก้ปัญหาและสร้างความสำเร็จรวดเร็วปานเนรมิตร เป็นเทพแห่งตำนาน วีรตำนาน ถูกชักนำให้เข้าร่วมอุดมการณ์เดียวกับผู้นำ เหมือนคนอเมริกันที่เชื่อและสนับสนุนให้ทำสงครามกับประเทศอิรัก
…ภาวะที่มนุษย์เปลี่ยนวิธีคิดจากแนวประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ใต้อำนาจกาลเวลา มาเป็นแนวเทพยตำนานหรือวีรตำนาน ที่อยู่เหนือกาลเวลาและโลกของความเป็นจริง จะนำไปสู่ความไร้เหตุผลอย่างรุนแรงบ้าคลั่ง…
…วัฒนธรรม ซีอีโอ คือ วัฒนธรรมเชิดชูวีรตำนาน หรือเทพยตำนานของผู้ที่จะเนรมิตรสิ่งต่าง ๆ ได้ อย่างรวดเร็วแห่งยุคสมัยใหม่นั่นเอง พวกเขาจะเป็นตัวแทนของพระศรีอาริย์ฉบับวอชิงตัน ….
มีการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายและเห็นตรงกันว่า พารากราฟ...นี้นั่นเอง ที่สกัดต่อมควบคุมอารมณ์ของท่านให้แตกประทุอย่างที่ใครไม่คิดว่า ท่านเป็นถึงผู้นำและจำเป็นต้องฟัง..เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม
บนความเคลื่อนไหวขององค์กรทำงานด้านสิทธิมนุษยชนประเทศไทยบนแนวนโยบายรัฐ 3 นักคิด..นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน ให้ความเห็นถึงการบาดทะลักของการละเมิดสิทธิ์ประชาชนในยุคสมัยที่รัฐอำนาจกำลังเป็นที่นิยมของประชาชน…และความพยายามอย่างยิ่งในการปรับขบวนขององค์สิทธิมนุษยชน…เพื่อเท่าทันกับสถานะการณ์การละเมิดสิทธิ์ที่ซับซ้อน..และเป็นที่ถูกใจมหาชนยิ่ง
..

สุวิทย์ วัดหนู …"30 ปีที่แล้วประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชนตกอยู่บนความระแวง การปกครองเชิงอำนาจทำให้ผู้คนเข้าใจไปว่า การพูดถึงเรื่องสิทธิเป็นฝักฝ่ายซึ่งตรงข้ามกับอำนาจรัฐ…กระแสสิทธิมนุษยชนยุคใหม่มีพัฒนาการมาจากความรู้สึก โดยภาพรวมแล้วอาจพูดได้ว่าคนเข้าใจและใช้สิทธิในเชิงมนุษยธรรม..การใช้สิทธิในระดับบุคคลมีความเข้มข้น ด้วยสิ่งเร้าของสถานะการณ์โลก ทำให้เกิดการพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพกันมาก"..

ผมคิดว่า พัฒนาการทางด้านสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นมาจากการต่อสู้ของประชาชน..เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ขณะสถานะการณ์ปัจจุบัน การเคลื่อนตัวของกลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนมีช่องว่างสำคัญที่ต้องแก้ไข..

…สังคม กำลังขาดความเข้าใจกระบวนความหมายของคำว่า สิทธิ์… แม้การเรียกร้องดูจะเพิ่มขึ้น แต่เป็นความชัดเจนในเรื่องการใช้สิทธิ์ส่วนบุคคลหรือเฉพาะกลุ่ม แต่สิทธิมนุษยชนในเชิงจิตวิญญาณยังไม่กว้างขวางเพียงพอ กรณีสงครามในอิรัก …กลับไม่เป็นประเด็นร่วมของสังคม ส่วนใหญ่เรียกร้องออกจากความรู้สึกเฉพาะบุคคล เท่านั้น..!!!

..ความสัมพันธ์เชิงสิทธิและหน้าที่ หมายถึง หน้าที่ของบุคคลและสังคมที่ทำงานตรวจสอบอำนาจรัฐ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้มีอำนาจยึดพื้นที่กำหนดนโยบายเพียงถ่ายเดียว อันนี้ถือเป็นเรื่องหลักในฐานะพลเมืองระดับรัฐ ประชาชนคือ ขุมพลังใหญ่ในการสร้างมาตรฐาน ตรวจสอบ…และคานอำนาจรัฐ..

วันนี้ เราต้องสร้างระบบคิดติดอาวุธให้แก่ประชาชนให้ได้ว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนมีอยู่และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะหยุดการกระทำเหล่านั้น…การจัดระเบียบคนเร่ร่อน-จรจัดในกรุงเทพฯต้อนรับเอเปก.. ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่ควรจะเพ่นพ่านและมองไม่งามตา

การกระทำเหล่านี้เป็นการละเมิดสิทธิ์ขั้นรุนแรง เพราะคุณกำลังคิดว่าจะทำอะไรกับพลเมืองของคุณก็ได้ตามใจชอบเอาไปไว้ที่ไหนก็ได้ตามที่คิดว่าดี…หรืออีกตัวอย่างที่พี่น้องสลัมมาพูดคุยกับผมว่า รัฐบาลขอให้หยุดขายพวงมาลัยชั่วคราว ในช่วงประชุมเอเปก ทำอย่างนี้มันเห็นชัดเจนว่าไม่ได้คิดว่าประชาชนจะเป็นอย่างไร แต่กลับคิดว่า ชาวต่างประเทศจะคิดว่าอย่างไร ....รูปธรรมเหล่านี้พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า กลุ่มคนที่ถูกละเมิดสิทธิมากที่สุด คือ พี่น้องคนจน ..

สาเหตุสำคัญมาจากกระแสการตลาดที่เป็นความคิดหลักของกลไกทุนโลก เข้าครอบครองระบบคิดของคนส่วนใหญ่ ทำให้คนหลีกห่างจากความเกื้อกูล แม้จะมีนโยบายเอื้ออาทรแต่เป็นเรื่องการใช้…ของกำนัลเข้าล่อจิตใจมหาชนเท่านั้น..

ผมคิดว่า อุดมการณ์หลักของมหาชนวันนี้เป็นเรื่องของเสรีภาพที่ไม่กะเกณฑ์ เป็นเรื่องระบบเสรีประชาธิปไตย แม้แต่ผู้คนในฝักฝ่ายเดือนตุลาที่ดูเหมือนจะเห็นว่า สังคมวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว หรืออย่างน้อยก็ดีกว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา และเริ่มจะมีความคิดเห็นเชิงไม่เห็นด้วยกับการออกมาเดินบนท้องถนนของคนจน..
ระบบตลาดกลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนให้สังคมวิ่งไปอย่างด่วนจี๋ทิ้งเอาความสูญเสียอันหมายถึงคนจนเอาไว้เบื้องหลัง ใครตามทันก็ได้เข้าสู่ขบวนและพยายามรักษาสถานะของตนเองเอาไว้อย่างไม่ปรานีปราศรัยแม้แต่กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน…

ดร.โคทม อารียา
"สังคมไทยติดกับตัวบุคคลไม่ใช่หลักการ เพราะฉะนั้นเมื่อใครก็ตามที่หยิบเรื่องหลักการขึ้นมาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ บุคคลเหล่านั้นจะรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ..ผมเรียกพฤติกรรมเหล่านี้ว่าทฤษฎี..พ่อขุน..ที่อุปโลกน์ระบบชาติเข้าครองใจมหาชน…
ยุครัฐบาลนี้กำลังใช้สิ่งเรียกว่า ทั้งพระเดชพระคุณ.. บนฐานความเชื่อ ความศรัทธา การทำให้คนเชื่อหมายถึง ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เหตุผลในการพิจารณาการกระทำ กระแสผู้นำนิยมกำลังมาแรง ชาตินิยมจึงถูกหยิบมาใช้จาก ๔ ลักษณะ…"

…ใช้ลักษณะบริหารจัดการทุนเข้าบริหารจัดการประเทศ .. ใช้ทรัพยากรด้านเทคนิคเป็นเครื่องตอบสนองสำคัญ และสร้างอำนาจสูงสุดให้ตกไปที่ผู้บริหาร ด้วยการสร้างกระแสนิยมบุคคล..

..ใช้ลักษณะประชานิยม ความจริงแล้วทุก ๆ รัฐบาลต่างอยากเป็นประชานิยม แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลนี้ทำได้ดีเป็นมาก จากโครงการใหม่ ๆ ที่ต่อเนื่องซึ่งบรรดาโครงการเอื้ออาทรเหล่านี้ ล้วนเป็นโครงการเฉพาะหน้าที่ระงับความขัดแย้งเพียงชั่วคราว

..การใช้ระบบรัฐตำรวจ มีการพึ่งพาและให้สิทธิ์กับตำรวจในเชิงนโยบาย นอกเหนือจากประเด็นปราบยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล คอร์รัปชั่น เข้าสู่การปราบการก่อการร้ายที่ดูเสมือนว่ากำลังลามเข้าหา..เอ็นจีโอ ..

..ใช้ระบบธุรกิจเปลี่ยนประเทศให้เป็นบรรษัท ทั้งเอาใจและสร้างฐานทางธุรกิจเป็นเครือข่ายที่ไม่อาจแตกทำลาย…เน้นการทำงานเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจสู่กระบวนการโลกาภิวัตน์…

…อย่างไรก็ตามการใช้สิทธิ์ขาดเชิงอำนาจจะกลายเป็นแบบให้เกิดพฤติกรรมกระแสหลัก การใช้กฎหมายหรือกฎระเบียบมาก ๆ ทำให้กลุ่มคนที่ได้รับการสนับสนุนให้ใช้อำนาจเกิดอาการระเริงหลงถึงขั้นกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน…ขั้นรุนแรง ชาติจะกลายเป็นรัฐอำนาจ…
ผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดจะเป็นผู้มีสิทธิ์ขาด..เพราะลักษณะประชานิยมที่ยึดกุมความคิดมหาชนเอาไว้ ใครจะติติง วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ เพราะกำหัวใจมหาชนเอาไว้ในมือ…

ประชานิยมนั้นโดยตัวของมันเองก็ยังมีจุดอ่อน..การแปลงทรัพย์สินเป็นทุนหรือการสร้างกองทุนหมุนเวียน แม้ก่อให้เกิดสภาพคล่อง..หากในระยะยาวหนี้จะสูงขึ้นหรือไม่..ที่ดินเปลี่ยนมือ เกิดการกระจุกตัวหรือไม่ ..ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์และไม่ควรไว้วางใจ..ยิ่ง

สิทธิและความเข้มแข็งของชุมชนถูกแย่งชิงจากกลุ่มบุคคลผู้ใช้อำนาจ ทำลายยึดกุม ครอบครองระบบทรัพยากรทำกำไร ประชาชนกลายเป็นเพียงลูกค้าตอบสนองการบริโภคเท่านั้น…รัฐตำรวจ เป็นเครื่องมือเชิงอำนาจอันสำคัญ หลายครั้งกระแสวิสามัญฆาตกรรมมีสัญญาณมาจากท่านนายกโดยตรงจุดนี้ยิ่งอันตราย…ประชานิยมทำให้เกิดการขูดรีดเชิงโครงสร้าง ฐานทรัพยากร ทุนทางสังคมจะถูกนำไปใช้โดยภาครัฐ เกื้อหนุนกลุ่มธุรกิจ เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย แม้ลักษณะโครงสร้างพื้นฐานขยายหากสิ่งที่ตามมาคือ การกระจุกตัวของทุนและแย่งชิงเอามาจากคนในสังคม อย่างถูกต้อง..

มาตรการเชิงสังคมที่จำเป็นเร่งด่วนขององค์กรสิทธิมนุษยชน คือ ต้องจับตากระบวนการทำงานของรัฐอย่างที่เรียกว่า ..ประชิดติดพัน โดยเฉพาะตำรวจ เน้นการสร้างพันธมิตรทางสังคม เช่น กระทรวงยุติธรรม สร้างสำนึกมวลชนสู่ระบบราชการ ชัดเจนในประเด็นการเคลื่อนไหวและติดตามสถานะการณ์ทางสังคมอย่างจริงจังภายใต้การทำความจริงให้ปรากฏ.. หากเปรียบกับการเล่นฟุตบอล ก็ต้องแบ่งหน้าที่กันเล่น ไม่ใช่ฟุตบอลอยู่ตรงไหนแล้วกรูกันเข้าไป

..สุดท้าย ต้องเปิดพื้นที่สาธารณะ สร้างสื่อที่เป็นของประชาชน ยึดครองสื่อสร้างอำนาจต่อรองและต้องทบทวนความจริงใจและประสิทธิภาพคนทำงานอย่างสม่ำเสมอ ..

ไพโรจน์ พลเพชร
.."การละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง..โดยเฉพาะพื้นที่ในชนบท ลักษณะการใช้อำนาจของข้าราชการท้องถิ่นทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกหวาดกลัว ไม่มั่นใจต่อความปลอดภัยโดยเฉพาะกับกลุ่มชนที่เป็นกลุ่มชายขอบ ชาวเขา ..นี่ประสบมาก..นโยบายรัฐบาลชุดนี้หลายอย่างกระทบสิทธิประชาชนรุนแรง..
ข้อแรก คือ นโยบายที่เอื้อให้ตำรวจวิสามัญบุคคลได้ อย่างที่เรียกว่า เสรี…เป็นการฆ่าเชิงนโยบาย ทั้งนโยบายยาเสพติด นโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพล..อย่างกำกับไม่ได้ และเป็นความรุนแรงที่มหาชนเห็นด้วย"

การออกมาทวงถามเรื่องสิทธิมนุษยชนถูกทำให้มหาชนเห็นว่าเป็นเรื่องก่อกวนความสงบ กลุ่มทำงานเคลื่อนไหวกลายเป็นกลุ่มบุคคลที่รับเงินมาเพื่อชุมนุม..ความน่ากลัว ไม่ได้อยู่ที่การใช้อำนาจ หากความน่ากลัว หมายถึง ระบบการใช้อำนาจที่มีมหาชนเห็นด้วย..

ข้อที่สอง ..การยอมรับอำนาจทุนและแปรประชาชนให้เป็นผู้บริโภค คือ แทนที่จะสร้างระบบคิดเชิงสิทธิ์ ไม่เห็นด้วยกับความไม่เป็นธรรมและลุกขึ้นมาทำการต่อสู้ หรือสร้างบทบาททางการเมืองแก่ประชาชนตามเจตนารมย์รัฐธรรมนูญ เน้นให้พลเมืองปกป้องและดูแลตนเอง หากนโยบายกลับสวนทาง ตั้งแต่บ้านเอื้ออาทร แท็กซี่เอื้ออาทร หรือการตั้งกองทุนต่าง ๆ ล้วนแล้วทำให้พลเมืองตกเป็นผู้แบมือขอและบริโภค..เท่านั้น

…สิ่งเหล่านี้สอดคล้องอยู่แล้วกับระบบอุปถัมน์ที่ฝังในมโนจริตของสังคมไทย เมื่อยอมรับการพึ่งพาคนจะเริ่มเฉื่อย..รอรัฐทำให้ทุกอย่าง ใครที่ขัดขวางหรือแสดงออกซึ่งความไม่เห็นด้วย..เท่ากับไม่เห็นด้วยกับมหาชน…เป็นการท้าทายกับคนทั้งประเทศ..

ข้อที่สาม …รัฐบาลชุดนี้ใช้ระบบการสื่อสารในการขจัดความคิดต่าง และสร้างภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ …รายการนายกพบประชาชนเป็นการบอกเล่าการทำงานของรัฐบาลในรอบอาทิตย์ที่ผ่านมา ตอบโต้กลุ่มคนที่วิจารณ์ แถมด้วยการขยายนโยบายการทำงานขั้นต่อไป และมีสีสรร

หรือภาพพจน์ของกลุ่มสิทธิมนุษยชนถูกตอกย้ำและสถาปนาความเชื่อบางอย่างให้เกิดเป็นภาพ…อย่างไม่ต้องการค้นหาความจริงหรือเหตุผล…เมื่อกลายเป็นความเชื่อเมื่อใดก็ไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลไม่ต้องการความรู้เป็นเพียงความชอบหรือไม่ชอบเท่านั้น…ทัศนะคติเมื่อถูกย้ำไปย้ำมาและกลายเป็นความเชื่อจะเป็นเรื่องที่น่ากลัว…ที่สุด

..การอธิบายสาธารณะคือความจำเป็น..เร่งด่วนแต่ปัญหาเรื่องพื้นที่วันนี้ดูจะหดแคบลง.. สิ่งสำคัญคือการเรียกประเด็นร่วม สร้างระดับปัญญาบนความสนใจเชิงนโยบายและการเรียกร้องสาธารณะ…สร้างพื้นที่เชิงการต่อสู้ในเรื่องการเรียนรู้สังคม โครงข่ายชุมชนที่สามารถนำเสนอประเด็นเคลื่อนไหวอย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่แก้กันไปแก้กันมาแต่เป็นเรื่องของหลักการเชิงสิทธิมนุษยชน

..เจตนารมย์รัฐธรรมนูญต้องได้รับการตอกย้ำในทุกมิติ บนมาตรฐานของสังคม บนความชอบธรรม และพัฒนาการเชิงการต่อสู้ บนกฏเกณฑ์-กติกาสากลและบนระดับที่ครอบคลุม มากกว่าประเด็นผลประโยชน์เชิงกลุ่ม..เพียงเท่านั้น


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

23 กันยายน 2546