|
เรียบง่ายที่บ้านหนองขาว
"กิจกรรมครั้งนี้จะทำให้เราได้เรียนรู้ถึงวิธีจักสาน
ทอผ้า การทำขนม เจียระไนนิลดำ น้ำตาลสดรวมถึงความคิดความเชื่อเรื่องหม้อยาย
พื้นฐานความรู้เหล่านี้เกิดจากสิ่งใด องค์ความรู้ซึ่งสอดรับวิถีทำกิน
คือ การเรียนรู้โดยตรงนอกตำราวิชาการ โยงเข้าสู่จิตใจจากสถาบันครอบครัวถึงวัดเข้าสู่ระบบธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงการศึกษา มักจะคิดไปถึงห้องเรียนหรือระบบที่เรียกว่า
'ไอที' มีอุปกรณ์การเรียนและหลักสูตรตายตัว ขณะการเรียนรู้ของชาวหนองขาว
คือ การเรียนรู้ผ่านชุมชนในรูปแบบประเพณี วัฒนธรรม การทำมาหากิน
คือ ความรู้ที่แตกต่างจากระบบโรงเรียน จำเป็นหรือไม่ว่าโลกการเรียนรู้ควรถูกจำกัดวงเฉพาะห้องเรียนและในตำราหรือว่าการเรียนรู้ควรจะอิงกับความจริงบางด้านของชีวิต
นั่นคือ ประเด็นใหญ่ของการมาร่วมทำกิจกรรมครั้งนี้"
คือ ความทิ้งท้ายเปิดโลกการเรียนรู้นอกตำราของลุงริน
สุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ ในฐานะประธานคณะกรรมการวิทยาลัยการจัดการทางสังคมในกิจกรรมพาดผ้าลุยทุ่ง
มุ่งสู่บ้านหนองขาว เสาร์11ติดต่ออาทิตย์ 12กุมภาฯ ท่ามกลางกระแสการเมืองที่กำลังระอุ
บ้านหนองขาว อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ตัวอย่างหนึ่งในห้องเรียนชุมชนมีโอกาสต้อนรับคณะเดินทาง
5 ครอบครัวจากเมืองใหญ่ (หนึ่งครอบครัวสื่อ)
สู่โลกการศึกษานอกตำราเล่มใหญ่
บ้านหนองขาว อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี สืบค้นประวัติต่อเนื่องนับแต่คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่
2 ให้แก่พม่ากระทั่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกู้เอกราชได้
บริเวณหนองน้ำใหญ่มีดอกหญ้าสีขาวอยู่เป็นจำนวนมากจึงตั้งชื่อให้ว่า
"บ้านหนองหญ้าดอกขาว" ปัจจุบัน ชุมชนบ้านหนองขาวกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่ในโลกยุคดิจิตอล
สังคมชนบทกึ่งเมืองและการรุกคืบของวัฒนธรรม 'อื่น' ผ่านเทคโนโลยีเครื่องมืออันทรงพลังของระบบทุน
หลังจากอิ่มหนำกับมื้อเที่ยง ภายในลานวัดอินทราราม
(บ้านหนองขาว) 'คุณยายไผ่'
จากวิทยาลัยการจัดการทางสังคมได้จัดแบ่งกลุ่มนักศึกษาจากเมืองหลวงออกเป็นกลุ่มๆ
วนสลับกันเข้าสู่ห้องเรียน ห้องเรียนชีวิตบ้านหนองขาว เริ่มจากพิพิธภัณฑ์ชีวิตอันเป็นห้องเรียนห้องแรกถือเป็นแหล่งรวบรวมกาลเวลา
จากประวัติศาสตร์บ้านหนองขาวถึงประวัติศาสตร์เมืองกาญจนบุรี
พิพิธภัณฑ์ดัดแปลงจากอาคารเรียนเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าหนึ่งร้อยปี
คุณยายหลายคนในบ้านหนองขาวเล่าผ่านสำเนียงกลางปนเหน่อด้วยความภาคภูมิใจว่า
"คนรุ่นฉันจบจากโรงเรียนแห่งนี้แหละจ้ะ"
.jpg)
ตาลสดหวานฉ่ำ
.jpg)
น้องออยส์กะครอบครัว
.jpg)
ปี่-ใบจาก
.jpg)
อาจารย์สุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ ประธานกรรมการ วจส. |
ห้องเรียนต่อมา คือ ผ้าทอร้อยสี กี่กระตุกเคลื่อนไหวไปมาตามแรงเหยียบ
ปล่อยกระสวยดึงด้ายสีต่าง ๆ ไปร้อยเรียงเป็นผ้าผืนใหญ่ยาวมากกว่าหนึ่งเมตร
คุณป้าทอผ้าเล่าให้ฟังว่า "การทอผ้ามีไม่มากขั้นตอน
ไม่ยากไม่ง่าย เริ่มจากปั่นด้ายเแยกสีออกเป็นหลอด ๆ ปั่นออกจากหลอดจัดลายและใส่เอาไว้ในอุปกรณ์ที่ชื่อว่า
'ฟืม' จัดเรียงเป็นระเบียบตามลายที่ต้องการ" หลังจากจัดลายเรียบร้อยจึงนำมาสอดไว้ในหวีตามความยาวพับเพื่อเย็บพับที่เรียกว่า
'เก็บสกอร์' คุณป้าทอผ้าอธิบาย "จากนั้นเราจึงเริ่มทอผ้าออกมาเป็นผืนตามลายที่จัดวาง"
คุณป้าทอผ้าบอกยิ้ม ๆ ว่าหลังจากขั้นตอนนี้เรียบร้อย เตรียมตัวรับเงินได้
"ลายดั้งเดิมที่สุดมีชื่อเรียกว่าลายตาจัก
ลายตาคู่และลายตาหมากรุกต่อมาถึงมีการประยุกต์ลายดัดแปลงเพิ่มเติมอีกหลายลายเข้ากับสมัยนิยม
ชื่อผ้าทอร้อยสีเน้นให้เห็นถึงความฉูดฉาดของการเรียงสี ตามคู่สี"
การทอผ้าเป็นความรู้ที่ถ่ายทอดกันมาเกือบร้อยปีคุณป้าทอผ้าย้ำ
ฝั่งตรงข้ามของบ้านคุณป้าทอผ้า คือ คุณแม่ขนมถ้วย "ทำมานานเกือบยี่สิบปีแล้ว
วิธีการ คือ ผสมหัวกะทิกับแป้งและน้ำตาลโตนด ใส่เกลือเค็มพอปะแล่ม"
ขั้นตอนนี้คุณแม่ขนมถ้วยบอกว่าผู้ชำนาญการจะใช้หลังมือเสยเพื่อดูว่าส่วนผสมทั้งหมดหยุ่นพอดีหรือไม่
แป้งต้องไม่แข็งหรืออ่อนเกินไป "หากส่วนผสมพอดีแป้งจะติดหลังมือขึ้นมาน้อย
ๆ หากติดหลังมือมาก ๆ แป้งจะแข็ง เมื่อแป้งได้ที่จึงจะเอาแป้งไปนึ่งโดยการหยอดแป้งลงถ้วย
เริ่มจากก้น เมื่อก้นสุกเราจึงหยอดหน้ากะทิ (หรือเรียกว่าหน้าตะไล)
ลงทีหลัง หากเป็นหน้าถั่วต้องนำถั่วไปผัดก่อน" แกยิ้มอย่างภาคภูมิที่ได้บรรยายให้นักศึกษาจากเมืองหลวงฟังส่วนนักศึกษาก็อิ่มหนำเพลินกับรสชาติขนมถ้วยสูตรโบราณ
ห้องเรียนเจียระไนนิลเป็นอีกหนึ่งห้องเรียนที่งดงามวูบวาบด้วยสีสรร
ผู้สันทัดกรณีบอกว่าการขึ้นรูปทรงต้องทำทีละขั้นตอน อย่างเช่น
หากต้องการรูปทรงชนิดใดจะทำการตัดเหลี่ยมมุมตามรูปทรงนั้น ๆ
วันหนึ่งจะทำกันวันละหลาย ๆ ชิ้น (40-50
ก้อน) ทีละขั้น เช่น วันนี้ตัดเหลี่ยม พรุ่งนี้เจียระไน
วันต่อมาขึ้นรูป วันต่อมาถึงทำการขัด เรียกว่า
"วันหนึ่ง ๆ ได้หลายก้อน หากแต่ละก้อนจะต้องทำหลายวัน"
แดดร้อนแรงแต่นักศึกษาจากเมืองหลวง (6
ครอบครัว) ต่างไม่ย่อท้อและแม้ว่าจะต้องลุยทุ่ง-คาดผ้าเดินหน้าสู่ห้องเรียนน้ำตาลสด
ห้องเรียนห้องนี้อยู่ภายในบ้านหลังน้อยกลางทุ่งตาลโตนดชวนให้คิดไปถึงหนังสือเรื่องบ้านเล็กในป่าใหญ่
หลังจากฉ่ำกับน้ำตาลและลูกตาลสดจากคุณลุงนักปีนตาลใจดี อาจารย์ตัวน้อย
(หนึ่งในเยาวชนบ้านหนองขาว) ชี้ไปที่เตารมกระบอกตาลก่อนอธิบายถึงการฆ่าเชื้อแบบพื้นบ้าน
"นำกระบอกไม้ไผ่คว่ำ 'อัง' กับปล่องเตาสอดฟืนแห้งใต้เตาให้ควันลอยขึ้นมาตามปล่องเป็นการอบแห้งเพื่อฆ่าเชื้อ
อีกเตาจะเป็นเตาสำหรับอุ่นน้ำตาล หากจะเคี่ยวทำน้ำตาลสดก็ไม่ต้องอุ่นนานเป็นกรรมวิธีฆ่าเชื้อที่มีมาแต่โบร่ำโบราณแต่หากต้องการน้ำตาลปึกอาจจะต้องเคี่ยวนานสักหน่อย"
อาจารย์ของเรายังเสริมต่อไปว่าเปลือกไม้พยอม (รองก้นกระบอก)
สามารถป้องกันน้ำตาลบูด
อีกอย่างซึ่งน่าสนใจ คือ ความเชื่อเรื่อง "หม้อยาย"
ของชาวหนองขาว พื้นที่แห่งอดีตที่ผูกพันอยู่ในสายเลือด
"หม้อยายเป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่โบราณกาล คือ ลักษณะพื้นฐานทางสายตระกูล
หากไม่ปั้นหม้อก็จะใช้เครื่องจักสาน มีชื่อแตกต่างกันไปตามลักษณะภาชนะ
เช่น หากเป็นหม้อดินจะเรียกหม้อยาย หากเป็นไม้ไผ่สานจะเรียกว่ายายตะกร้า
หากเป็นกระบอกเรียกว่ายายกระบอก หากเป็นถ้วยจะเรียกว่ายายถ้วยลักษณะเดียวกับผีบ้านผีเรือนที่คอยปกปักรักษาวงศ์ตระกูล"
ผู้บรรยายเริ่มต้นเล่าเรื่อง
"ผู้หญิงหนองขาวเมื่อออกเรือนจะนำหม้อยายติดตัวไปด้วยเพื่อสืบสานสายตระกูลส่วนการเรียกชื่อถูกกร่อนให้สั้นลง
จากหม้อตาหม้อยายเหลือเพียงหม้อยายหรือในกรณีมีสมาชิกเพิ่มก็จะมีพิธีการบอกหม้อยายว่าลูกหลานมาขออาศัยหรือใครมาพักอาศัยก็จะบอก
ง่าย ๆ ด้วยการจุดธูปบอกอีกลักษณะรูปทรงเหมือนบ้าน คือ ที่อยู่ของ
"ปู่เขียว" เทพหรือเจ้าที่คนหนองขาวนับถือ"
ทั้งนี้ ไม่เฉพาะบ้านหนองขาวเท่านั้นหมู่บ้านอื่น ๆ เช่น ดอนเจดีย์
ทุ่งสมอ ห้วยสะพานก็มีหม้อยายจุดนี้ผู้บรรยายวิเคราะห์ให้ฟังว่า
"เป็นเพราะอิทธิพลมอญทำให้คนมีวัฒนธรรมความเชื่อที่ใกล้เคียงกัน"
หม้อยายปิดผนึกด้วยผ้าด้ายดิบ (เปิดได้ไม่มีควันพุ่งออกมา
ผู้บรรยาย) ในหม้อบรรจุหมากพลูและหุ่นขี้ผึ้ง ผู้บรรยายเล่าว่า
"ส่วนใหญ่คนมักคิดว่าหม้อยายลี้ลับน่ากลัวเหมือนละครที่เราดูทางโทรทัศน์
(แม่นาคพระโขนง) หากศึกษาถึงความเชื่อเหล่านี้ก็จะทำให้เราได้รับรู้ว่ามันไม่ได้เป็นเช่นอย่างที่คิด"
ผู้บรรยายย้ำต่อมาว่า "หม้อยายจะทำให้เราทราบและตระหนักตัวตน
คือ ความผูกพันลึกซึ้งสายใยของสายตระกูล แม้ว่า ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรการสืบสายทางวัฒนธรรม
จารีต ความเชื่อ ของคนกลุ่มหนึ่งจะดำรงอยู่ถึงแม้จะเป็นเพียงกลุ่มบ้านกลุ่มหนึ่งเท่านั้น"
เด็กหญิงนภสร เมฆกิตติคุณ หรือ น้องออยส์ หนึ่งในนักศึกษาตัวน้อยและเป็นหนึ่งในครอบครัวเรียนรู้ชุมชนบ้านหินลาดใน
ผลการชนะการประกวดเรียงความ "ป่าสบายดีฉันก็สบายดี"
ในงานเปิดตัวหนังสือนางไม้ฝึกหัดกับปิศาจพเนจร
(2548) เล่าถึงห้องเรียนของเธอในคราวนั้นให้ฟังว่า
"บ้านหินลาดในแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ป่าไม้และมีลำธารใสไหลผ่านหน้าหมู่บ้านมีสัตว์
เช่น เป็ด ไก่" เธอบอกว่าไปเล่นน้ำและไล่จับเป็ดไก่พร้อมกับได้ชื่อใหม่เป็นภาษาปกาเกอญอว่า
"หน่อตุ๊ลุ" หรือ เด็กอ้วนท้วนสมบูรณ์ เธอยิ้มตายิบหยี
ย้ำว่า "น่ารักด้วยค่ะ"
นอกจากนี้ครอบครัวของเธอยังมีโอกาสเดินป่าที่บ้านหินลาดใน เธอบอกว่า
เธอเลือกสายที่หนึ่งผ่านเหตุผล "มันไม่ไกลและเดินง่าย"
สำหรับสายที่สองที่เธอไม่เลือกเพราะต้องข้ามภูเขา 5 ลูก
"สายที่ 1 ข้ามภูเขา 3 ลูก มีลำธารให้ข้าม ในป่าร่มรื่นเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้และแสงแดดริบหรี่
ๆ พร้อมกับเสียงนกร้องเพลง" เธอบอกว่า
"ดีกว่าเรียงความที่หนูเขียนและได้สัมผัสบรรยากาศจริง ๆ
ไม่เหมือนป่าในจินตนาการ"
"ได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวเขาที่เรียกตัวเองว่า
ปกาเกอญอ เค้าอยู่ในป่ากันได้อย่างไรทำไมไม่ต้องใช้เงิน ป่าสมบูรณ์ไม่ต้องใช้เงินต้องการผัก-ผลไม้ก็ไปหาในป่าไม่เหมือนกับคนในกรุงเทพฯที่ต้องไปตลาด"
เธอบอกว่าคุณลุงนิเวศเจ้าของบ้านที่เธอไปพักอาศัยด้วยเล่าอะไรหลาย
ๆ เรื่องให้เธอฟังถึงประเพณีในการดูแลฟื้นฟูป่า "ยกตัวอย่าง
ป่าเดปอ อันเป็นป่าประเพณีเกี่ยวกับการนำสายสะดือของเด็กทารกไปพันไว้กับต้นไม้เพื่อผูกขวัญเด็กเอาไว้กับผืนป่าแต่มีข้อแม้ว่าจำเป็นต้องเป็นต้นไม้เฉพาะที่คนหรือสัตว์กินได้เท่านั้น"
บ้านหินลาดในทำให้เธอซึมซับเก็บเอามาเล่าให้เพื่อน ๆ
ฟังในชั่วโมงกิจกรรมที่โรงเรียนว่า "การเรียนนอกตำราทำให้มีความสุขและมีความรู้"
.jpg)
สาธิตการทอผ้าร้อยสี |
.jpg)
เล่ากันว่า บ้านหนองขาวไก่บินไม่ตก |
ถึงบทสุดท้ายของการเรียน ลุงรินสรุปให้นักเรียนรู้ชีวิตฟังว่า
"ชีวิตชุมชนเป็นองค์รวม ไม่แยกส่วนเหมือนชีวิตคนเมือง ชีวิตในเมืองมีความเป็นปัจเจกสูง
ชุมชนหนองขาวอยู่ร่วมกันได้เพราะชุดภูมิปัญญาของการจัดการ เช่น
การจัดการเรื่องการทำน้ำตาลสด การจัดการเรื่องการทำขนมถ้วย การจัดการเรื่องผ้าพื้นบ้านหรือการจัดการเรื่องวิถีความเชื่อ
หม้อยาย เป็นการจัดการในระดับความสัมพันธ์ที่ร้อยรัดทุกชีวิตเข้าด้วยกัน
นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดจากรุ่นไปสู่รุ่นเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
มีจิตวิญญาณไม่ตายด้านเหมือนกับศิลปะการแสดงเชิงธุรกิจ ชุมชนหนองขาวกำลังเผชิญกับการรุกรานทางวัฒนธรรมภายนอกแต่ก็ไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียว
เรียกว่า ปรับตัวเพื่อการรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมของตนเอาไว้"
"ชุมชนบ้านหนองขาว ชุมชนชนบทกึ่งเมืองกำลังเคลื่อนไหวตัวเองเข้าสู่ความทันสมัย
บ้านหนองขาวกำลังต่อสู้เพื่อสร้างสมดุล คือ ความรู้สึกภูมิใจในลักษณะทางวัฒนธรรม
จากความไม่ไม่มั่นใจว่าขนมถ้วยจะสู้ขนมกรุบกรอบ (เลย์) ที่มีรูปทรงสวยงามได้หรือไม่กลายเป็นการสร้างความเชื่อมั่นมองเห็นความสำคัญของวัฒนธรรมตนเอง
มีความมั่นใจในการบอกกล่าว-ถ่ายทอด ขณะชุมชนภาคกลางสูญเสียเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนไปหมดแต่ชุมชนหนองขาวกำลังสร้างวัฒนธรรมจริงที่ไม่ขาดลอยไปจากชีวิต
สร้างพลังใจและทัศนะคติเชิงคุณค่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
เมื่อโลกาภิวัตน์อุปโลกน์ อ้างและสร้างคุณค่าใหม่ การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบจะก่อผลสะเทือนให้ภาครัฐต้องทบทวนแนวทางนโยบายการพัฒนาและการศึกษาเสียใหม่"
ลุงรินยิ้มใจดี
ปิดฉากบทเรียนชีวิต อีกบทหนึ่ง ..
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
21 กุมภาพันธ์ 2549
|