บ้านหนองเต่า คนกับการฟื้นป่า

บ้านหนองเต่า หมู่ 4 ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เป็นชุมชนชาวไทยภูเขาเชื้อสายปกาเกอะญอ(กะเหรี่ยง)ที่มีระยะเวลาตั้งถิ่นฐานมาแล้วไม่น้อยกว่า 200 ปี โดยเริ่มประกาศจัดตั้งเป็นหมู่บ้านอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2440 บ้านหนองเต่ามีประชากร 535 คน มีครัวเรือนทั้งหมด 106 ครัวเรือน ตั้งอยู่บนเทือกเขาซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 800-1,400 เมตร ตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่วางไปประมาณ 30 กิโลเมตร ชาวบ้าน 83 ครัวเรือนนับถือศาสนาพุทธและมีชาวบ้าน 23 ครัวเรือนที่นับถือศาสนาคริสต์ อย่างไรก็ตาม ลักษณะทางความเชื่อส่วนใหญ่ยังคงผสมผสานระหว่างความเชื่อทางศาสนาพุทธและคริสต์กับความเชื่อแบบดั้งเดิม

ชาวบ้านส่วนใหญ่จะทำมาหากินโดยการประกอบกิจกรรมหลาย ๆ อย่างรวมอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน เช่น มีการทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ วัว ควาย หมู ไก่ ทำหัตถกรรม จักสานและรับจ้างทั้งในและนอกภาคเกษตรซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อการบริโภคในครัวเรือน ยกเว้นการปลูกฝัก ปลูกไม้เมืองหนาวที่มีเป้าหมายการผลิตเพื่อการค้า

บ้านหนองเต่าถือว่าเป็นชุมชนขนาดใหญ่และมีฐานะในการผลิตข้าวค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับชุมชนชาวไทยภูเขาเชื้อสายปกาเกอญอโดยทั่วไปเนื่องจากมีสภาพที่ราบขนาดใหญ่สามารถทำนาดำได้มากถึง 660 ไร่ ซึ่งทำให้การผลิตข้าวมีปริมาณมกาพอที่จะเก็บไว้เพื่อการบริโภคได้นานถึง 8-10 เดือน การจัดการทรัพยากรป่าไม้ของบ้านหนองเต่า ในสายตาของชาวบ้านในพื้นที่สูงส่วนใหญ่จะรับรู้และถือว่าเป็นชุมชนต้นแบบในการริเริ่มดำเนินการในลักษณะของป่าชุมชนและมีชุมชนจากที่ต่าง ๆ เข้ามาศึกษาเรียนรู้เป็นจำนวนมาก แม้ว่าการจัดการป่าชุมชนดังกล่าวจะยังไม่ได้มีกฏหมายรองรับอย่างถูกต้อง

การฟื้นป่าธรรมชาติ
ความรู้ในการฟื้นป่าธรรมชาติโดยไม่ต้องปลูกของชาวบ้านหนองเต่าเป็นความรู้หนึ่งในอีกหลาย ๆ ความรู้ที่ได้รับการสั่งสมถ่ายทอดมาแล้วหลายชั่วอายุคน จากวิถีสัมพันธ์ใกล้ชิดอยู่กับป่าทำให้ชาวบ้านได้มีโอกาสในการสังเกต ทดลอง และเรียนรู้จากของจริงที่เกิดขึ้นจึงเกิดความเข้าใจสภาพความเป็นธรรมชาติว่าสามารถฟื้นฟูได้ด้วยตัวเองและความรู้ดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้ในการจัดการป่าอย่างเงียบ ๆ เป็นที่รับรู้กันภายในท้องถิ่นเท่านั้นไม่ได้มีการเผยแพร่สู่สาธารณชนภายนอก จากการศึกษาแปลงตัวอย่างทั้ง 3 เขต คือ บริเวณป่าชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ บริเวณป่าชุมชนเพื่อการใช้สอยและเขตพื้นที่การเกษตรไร่หมุนเวียน ควบคู่กับการศึกษาจากคำบอกเล่าของผู้นำชุมชน พบว่า การฟื้นฟูตามธรรมชาติความเป็นมา ขั้นตอนและรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

การฟื้นป่าในเขตป่าอนุรักษ์ของชุมชน
สภาพป่า 4,000 ไร่ ที่ชุมชนได้จัดเป็นเขตป่าอนุรักษ์ ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นป่าสนเขาประมาณ 3,000 ไร่ มีไม่สนเป็นไม้เด่นผสมกับไม่ก่อประเภทต่าง ๆ และมีป่าดิบเขาประมาณ 1,000 ไร่ ส่วนใหญ่มีไม่ก่อเป็นไม้เด่น มีไม้ทะโล้บ้างเล็กน้อย ซึ่งทั้งป่าสนเขาและป่าดิบเขามีสภาพที่อยู่ในช่วงของการทดแทนฟื้นตัวตามธรรมชาติ คือ สภาพป่าทุ่งหญ้า จากการศึกษาสภาพการทดแทนในแปลงตัวอย่างของแต่ละพื้นที่พร้อมกับการสัมภาษณ์ถึงความรู้และแบบแผนทางวัฒนธรรมในการจัดการของชาวบ้านพบว่ามีลักษณะดังนี้

กรณีป่าดั้งเดิมการทดแทนตามธรรมชาติ
จากการสำรวจป่าดิบเขาที่ตั้งอยู่บริเวณยอดเขาสูงประมาณ 1,300 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง พบว่า มีผืนป่าธรรมชาติดั้งเดิมจำนวนประมาณ 200 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านไม่ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ทางตรงเพราะชาวบ้านเห็นว่าเป็นเขตป่าขุนน้ำที่ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากการดื่มกินจึงไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปทำลายทำให้ป่าธรรมชาติในบริเวณนี้ยังคงสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์มีไม้ขนาดใหญ่สลับกับขนาดกลางขนาดเล็กอยู่เป็นจำนวนมาก จากการศึกษาโครงสร้างสภาพป่า พบว่า มีต้นไม้มากถึงจำนวน 528 ต้น/ไร่ และเมื่อศึกษาถึงขนาดคามกว้างของต้นไม้ในป่าดั้งเดิมเหล่านี้ พบว่า มีโครงสร้างความกว้างของไม้ขนาดต่าง ดังนี้

โครงสร้างของป่าผืนนี้มีไม้ขนาดเล็กเป็นองค์ประกอบที่มีปริมาณมากที่สุด กล่าวคือ ขนาดเส้นรอบวงขนาด 0-30 เซนติเมตร มีจำนวน 61% ของจำนวนต้นไม้และมีไม้ขนาดเส้นรอบวง 31-60 เซนติเมตร มีจำนวน 21% ส่วนไม้ขนาดใหญ่ที่มีเส้นรอบวงมากกว่า 120 เซนติเมตร จะมีจำนวนไม่มากเฉลี่ยประมาณ 3% ของจำนวนต้นไม้ต่อไร่ จำนวน 7,600 ต้น ลักษณะโครงสร้างดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นว่าในป่าธรรมชาติดั้งเดิมแม่ไม่มีการใช้ประโยชน์ทางตรงจากมนุษย์โดยตรงแต่โดยธรรมชาติของป่าเองแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภายในอยู่ตลอดเวลา เมื่อต้นไม้ที่สูงใหญ่มีอายุมากก็ตายไป หรืออาจเกิดจากปัญหาโรคบางอย่าง เช่น โดนด้วงหรือแมลงมักมีลักษณะกลวงข้างในหรือบางครั้งเมื่อเจอลมแรงก็จะโค่นล้มไป การล้มของต้นไม้ในเขตป่าดิบ เช่นนี้ เป็นลักษณะการล้มหลาย ๆ ต้นพร้อมกัน เนื่องจากในป่าประเภทนี้มักมีเถาวัลย์เกาะเกี่ยวระหว่างต้นไม้แต่ละต้นและเมื่อมีต้นใดต้นหนึ่งล้มลงไปก็จะทำให้ต้นอื่น ๆ ล้มไปด้วย ชาวบ้านเห็นว่า การช่วยป้องกันไฟป่าในป่าดิบเขาเป็นเงือนไขสำคัญในการรักษาสภาพเดิมได้มากที่สุด

กรณีการฟื้นสภาพจากไร่ฝิ่นสู่ป่าธรรมชาติ
เนื่องจากฝิ่นเป็นพืชที่ต้องการความหนาว ชาวบ้านจากที่ต่าง ๆ ทั้งพื้นราบและบนดอยต่างก็เข้าไปแสวงหาและจับจองพื้นที่ป่าดิบบเขาเพื่อแปรสภาพป่าให้เป็นพื้นที่โล่งเตียน ดอยหัวโล้น แล้วปลูกฝิ่นทำให้มีการตัดทำลายป่าธรรมชาติ ป่าดิบเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์บริเวณขุนห้วยต่าง ๆ ลงไปเป็นจำนวนมาก ระหว่างปี 2440-2525 การทำไร่ฝิ่นจำเป็นต้องทำการตัดฟันต้นไม้ออกให้หมดแล้วขุดหน้าดินเพื่อทำการปลูกฝิ่นและทำการผลิตซ้ำพื้นที่เดิมก่อนที่ดินจะเสื่อมสภาพอย่างน้อยเป็นระยะเวลาประมาณ 1-5 ปี ก่อนที่จะย้ายไปแปลงอื่น ๆ และในระหว่างที่ทำการปลูกฝิ่นอยู่นั้น ชาวบ้านจะทำการขุดรากต้นไม้ออกทำลายต้นเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจากการแตกหน่อใหม่เพื่อให้ฝิ่นเจริญเติบโตเต็มที่ซึ่งการใช้พื้นที่ดินเดิมนาน ๆ เป็นผลให้ต้นไม้ไม่อาจขยายพันธุ์ต่อไปได้หรือมีความสามารถในการแตกหน่อลดลง

ปี 2528 ชาวบ้านเริ่มปล่อยให้ทุ่งฝิ่นรกร้างเป็นทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ทำให้เกิดเหตุไฟป่าเป็นประจำสาเหตุเพราะไร่ฝิ่นส่วนใหญ่ที่รกร้างนั้นเต็มไปด้วยหญ้าคา จนราวปี 2515 กรมป่าไม้ได้เริ่มเข้ามายึดพื้นที่รกร้างดังกล่าวเพื่อไปปลูกสวนป่าจนชาวบ้านเกรงว่าจะต้องเสียพื้นที่เลี้ยงสัตว์ไปจึงต้องเข้าต่อรองเรื่องแนวเขตเพื่อไม่ให้มีการปลูกป่าขึ้นในแนวเขตขุนห้วยใหญ่ ๆ ของหมู่บ้าน และทำการฟื้นฟูพื้นที่รกร้างฟื้นคืนสภาพป่ากลับคืนจนปี 2528 ได้เริ่มสร้างมาตรการจัดการกับไฟป่าด้วยการห้ามจุดไฟเผาป่า หากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ

จนปี 2536-37 ชาวบ้านได้เริ่มทำแนวป้องกันไฟป่ารอบ ๆ เขตป่าชุมชนกั้นพื้นที่ประมาณ 10 กิโลเมตรและช่วยกันดับไฟเมื่อพบเห็นไฟป่า นอกจากนี้ การเลี้ยงวัวควายยังช่วยลดปริมาณหญ้าคาในไร่ฝิ่นเดิมและเป็นตัวเร่งให้ป่าฟื้นคืนสภาพ จากการสัมภาษณ์ผู้นำชุมชน พบว่า ขั้นตอนในการฟื้นสภาพป่าที่ถูกขุดรากถอนโคนไปหมดจะเริ่มฟื้นตัวตามขั้นตอน ในช่วงแรกเป็นการปรับสภาพดินโดยการสร้างชุดต้นไม้เบิกนำ เช่น ต้นใบหนาด บะน็อต ปอสา หญ้าเมืองสวาย(สาบเสือ)ขึ้นมาคลุมดิน ช่วงที่สอง คือ ช่วงที่ลูกไม้เริ่มโตจากบริเวณใกล้เคียงที่ขยายอาณาบริเวณเข้ามาสู่บริเวณพื้นที่ว่าง เช่น ไม่ก่อ ไม้ไก๋ ไม้ฮัก ซึ่งมีความสูงเฉลี่ย 3-5 เมตร สำหรับช่วงที่สาม เป็นช่วงเข้าสู่ช่วงเจริญวัยของป่าที่เริ่มฟื้นตัวและพัฒนาไปเป็นป่ารุ่นและป่าสมบูรณ์ในลำดับต่อมา

การฟื้นป่าธรรมชาติในเขตป่าชุมชนเพื่อการใช้สอย
หลังจากปี 2536 เป็นต้นมา ชาวบ้านเริ่มกำหนดขอบเขตการใช้สอยไว้เฉพาะภายในพื้นที่ประมาณ 1,500 ไร่ ซึ่งชาวบ้านมีความจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยทรัพยากรป่าในลักษณะของการใช้ไม้เพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ไม้ฟืน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้แห้งและไม้จากไร่หมุนเวียน ไม้จากสวน และไม้ที่เหลือจากการเลื่อยไม้สร้างบ้าน ไม้จากรั้วบ้านที่ผุพัง

กรณีป่าเต็งรัง
ป่าเต็งรังในเขตบ้านหนองเต่ามีประมาณ 200 ไร่ ลักษณะทั่วไปเป็นป่าโปร่งมีต้นไม้ขนาดเล็กและกลางขึ้นกระจัดกระจาย พื้นป่าไม่รกทึบมีหญ้าชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ทั่วไป พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ ไม้เต็ง ไม่รัง เหียงหลวง พะยอม ไม้แงะ ไม้เป่า ชาวบ้านจะใช้ป่าบริเวณนี้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และใช้ประโยชน์อื่น ๆ ด้วยการเก็บเห็ด หน่อและใช้ไม้เนื้อแข็งมาสร้างบ้านปลูกเรือน

กรณีป่าดิบเขาที่มีสนขึ้นปะปน
ชาวบ้านได้เข้ามามีส่วนอย่างมากในการจัดการสภาพป่าสนโดยหลักการสำคัญ คือ พิจารณาไม่ให้ไม้สนกลายเป็นไม้เด่นชนิดเดียวมากเกินไป ขณะเดียวกันไม้สนก็จะขยายตัวรุกเข้าไปในอาณาบริเวณไม้อื่น ๆ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างป่าขาดความหลากหลาย ดังนั้น ชาวบ้านถึงเลือกที่จะตัดไม้สนออกบางส่วนเพื่อเปิดทางให้ไม้อื่น ๆ เติบโต

การทดแทนในเขตพื้นที่ไร่หมุนเวียน
การทดแทนในพื้นที่ไร่หมุนเวียนของชาวบ้านเป็นการจัดการเพื่อให้เกิดการทดแทนแบบวนกลับ ภายหลังจากการใช้พื้นที่เพื่อทำการเกษตรปลูกข้าวไร่และพืชต่าง ๆ เสร็จสิ้นแล้วชาวบ้านจะปล่อยให้กระบวนการฟื้นตัวของพื้นที่ป่าเกิดขึ้นเองประมาณ 5-8 ปี โดยเริ่มจากขั้นตอนการเบิกนำแล้วขยับไปสู่ขั้นของการสร้างตัวและขั้นเจริญเติบโต ก่อนจะสลายตัวชั่วคราวอีกครั้งหนึ่ง เมื่อชาวบ้านกลับมาถางป่าเพื่อทำไร่ต่อไป การจัดการลักษณะดังกล่าวเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของป่าหนองเต่า

การทดแทนในพื้นที่ไร่ที่มีการใช้ประโยชน์ระยะสั้น ในพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ไม่นาน ยังคงมีตอเก่าอยุ่ในพื้นที่มาก ลักษณะการทดแทนมักเป็นลักษณะการแตกหน่อจากตอเก่าที่มีอยู่ในพื้นที่ผสมไม้เบิกนำที่เข้ามาใหม่เพราะตอไม้ส่วนใหญ่มีความสามารถในการแตกหน่อได้ เช่น ไม้เต็ง ไม้รัง เหียงพลวง ประดู่แดงไม้สัก สมอไทย สลักป่า เปล้าหลวง ติ้ว ตีนนก ไม้ก่อ ซึ่งตอเก่าของไม้เหล่านี้จะแตกหน่อพัฒนาเป็นต้นรุ่นต่อไป

การฟื้นป่าธรรมชาติของบ้านหนองเต่าเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ ภายใต้การฟื้นฟูตามโครงสร้างพันธุ์พืชของป่าที่ชาวบ้านได้ร่วมกันจัดการดูแลจัดการให้มีลักษณะที่หลากหลายซับซ้อนไม่เหมือนกัน แม้อยู่ในเขตป่าประเภทเดียวกันแต่ก็มีลักษณะที่แตกต่างกันตามสภาพดิน ความลาดชัน สภาพภูมิอากาศ ความชุ่มชื้น กระแสลม ลักษณะการใช้ประโยชน์การจัดการของคนในกระบวนการทดแทนตามธรรมชาติจึงมีปัจจัยเป็นตัวกำหนด ควบคุมให้กระบวนการทดแทนดำเนินไปสู่สังคมถาวรซึ่งพบว่าการจัดการป่าบริเวณป่าเพื่อการอนุรักษ์ของชุมชนจะมีการจัดการในลักษณะช่วยป้องกันรักษาให้มีป่าที่สมบูรณตามสภาพเงื่อนไขของป่าบริเวณนั้น ๆ


หมายเหตุ สรุปย่อ จากหนังสือ บ้านหนองเต่ากับการฟื้นป่าธรรมชาติ
โดย โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมภูมิปัญญาบ้านทุ่งหลวง โรงเรียนบ้านทุ่งหลวง และวิทยาลัยจาวบ้านลุ่มน้ำวาง


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

19 เมษายน 2548