ยกแรก สกน. นายกฯต้องฟัง ประชาชน

กว่า 20 วัน การชุมนุมของสหพันธ์กลุ่มเกษตรกรและองค์กรประชาชนภาคเหนือ จากหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงรายมาถึงหน้า ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ถึงวันนี้ 7 เมษายน 2547 ปรากฏผลให้ประจักษ์ถึงแรงพลังของประชาชน เมื่อโฆษกรัฐบาล ออกแถลงข่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ข้อเสนอของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือและเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือ (สกน.) ในการให้รัฐบาลเร่งแก้ 8 กรณีปัญหา

1.กรณีป่าไม้และที่ดินในเขตป่า 2.ปัญหาการถือครองที่ดิน 3.ปัญหาการจัดการน้ำ 4.ปัญหาราคาพืชผล 5.ปัญหาหนี้สินเกษตรกร 6.ปัญหาชนเผ่าและชาติพันธ์ 7.ปัญหาเหล้าพื้นบ้าน และ 8.โครงการรัฐที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กรณีอ่างเก็บน้ำแม่เมาะ กรณีโรงอบลำใยแห้งระเบิด และกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ…

จากท่าทีเพิกเฉยรัฐในการดำเนินการแก้ไขปัญหา กระทั่ง องค์กรประชาชนและกลุ่มสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ยื่นคำขาด ให้รัฐต้องแสดงท่าทีที่ชัดเจน ว่าจะดำเนินการพิจารณาแก้ไขปัญหาตามที่เคยสัญญาเอาไว้ ตามมติคณะรัฐมนตรี 9 เมษายน 2545 และข้อตกลงที่ได้ลงนามร่วมกันซึ่งในลำดับต่อมาก็มีคำสั่งเห็นชอบให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้แก่กลุ่มเกษตรกรรายย่อย ภาคเหนือ อย่างต่อเนื่อง ตามปรากฏในมติคณะรัฐมนตรี 25 กุมภาพันธ์ 2546 โดยมี รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธานการแก้ไขปัญหา

การชุมนุมทวงสัญญานายก ครั้งนี้ กลุ่มสหพันธ์เกษตรกรรายย่อยภาคเหนือและองค์กรประชาชนภาคเหนือ ออกแถลงการณ์และจดหมายเปิดผนึกต่อเนื่องและจาก 3 ข้อของคำแถลงที่ 11 เป็นการย้ำหนักแน่นว่าจะยืนหยัดเพื่อให้รัฐจริงจังต่อการแก้ไขปัญหา..

1.เราขอยืนยันว่า ปัญหาความเดือดร้อนของพวกเราเกษตรกรเป็นความยากจนเชิงโครงสร้างบนความลำเอียงจากนโยบายรัฐซึ่งตามหลักการของการแก้ไขปัญหาจะต้องถือเอาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก จัดปรับกฎหมายให้สอดคล้อง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทุกกระบวนการแก้ไขปัญหา เราขอยืนยันว่า หลักการและแนวทางที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมจะแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

2.เราขอประกาศว่า ประสบการณ์และบทเรียนการแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา การให้อำนาจกลไกรัฐท้องถิ่นและนโยบายการสั่งการตรงจากรัฐบาล โดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมไม่อาจมีหลักประกันใด ๆ ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ บทเรียนการชุมนุม 10 วันที่ จ.เชียงราย ได้สะท้อนและฉีกหน้ากากให้เห็นแล้วว่า กลไกรัฐไม่เป็นจริงภายใต้ระบบผู้ว่าซีอีโอซึ่งล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เนื่องจากผู้ว่าเป็นได่แค่หนังหน้าไฟ ยังไม่มีอำนาจ ไม่กล้าแม้แต่จะตัดสินใจรายงานตรงให้นายกฯ ทราบ ผู้ว่าทุกคนหวาดกลัวนายกฯจึงไม่มีทางที่จะเป็นตัวหลักการแก้ไขปัญหาเราได้

3.เราขอยืนยัน และเชื่อว่า อำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ และการสั่งการให้มีการแก้ไขปัญหาของเราอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว การบริหารงานอย่างรวดเร็วแบบซีอีโอ และนโยบายสัมพันธ์ไขว้ จะเกิดขึ้นจริงได้ ก็ต่อเมื่อนายกฯ ทักษิณ ให้นโยบายหรือมอบหมายให้ผู้รับผิดชอบปฏิบัติเท่านั้น เพราะรัฐไทยในขณะนี้ หากนายกฯ ไม่สั่ง ก็ไม่มีใครกล้าตัดสินใจ ดังนั้น เราขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีคนเมือง เร่งสั่งการให้มีการแก้ไขปัญหาของเราโดยเร่งด่วน และต้องไม่เลือกปฏิบัติ หรือสร้างบรรทัดฐานซ้อนในการบริหารประเทศ เพราะคนส่วนใหญ่ของประเทศ คือ เกษตรกร เราคือเจ้าของประเทศ

ทั้งนี้ กลุ่มสหพันธ์เกษตรกรและองค์กรประชาชน ภาคเหนือ ให้ความเห็นว่า กว่าสามปีของรัฐบาลทักษิณ ภายใต้นโยบายขายฝัน สร้างกระแสรัฐประชานิยม ทั้งการแจกกองทุน แปลงทรัพย์สิน ปล่อยเงินกู้ ลดค่าพยาบาล ปราบเจ้าพ่อ ฆ่าคนติดยา ด้วยการรวบอำนาจรัฐสภา ควบกิจการพรรคการเมือง รวมศูนย์ระบบราชการ โยกย้ายเครือญาติ สร้างรัฐศูนย์กลาง ประกาศความเป็นอาริยะต่อนานาประเทศ แท้ที่สุด ประชาชนเจ้าของประเทศกลับมิได้ประโยชน์หากนโยบายและกฎหมายเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจกลุ่มทุนร่วมรัฐบาล โดยอ้างเอาประชาชนเป็นเครื่องมือ เลือกปฏิบัติและปกปิดข่าวสาร กรณีไข้หวัดนกคนที่ต้องสละ คือ เกษตรกรรายย่อยแต่กลับนิ่งเฉยต่อการปกป้องผลประโยชน์สัมปทานไอทีวีหรือการต่อรองทางเมืองกรณีการคอรัปชั่นโรงบำบัดน้ำเสียที่คลองด่านหรือกรณีการแปรรูปกิจการของรัฐ หรือขายรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าหรือประปาให้ทุนข้ามชาติเพื่อปั่นหุ้น

พวกเราประชาชนทั้งชาติ ถูกปกปิดข่าวสาร ข้อมูล การรับรู้ นโยบาย วาระซ่อนเร้น ด้วยการใช้อำนาจการโฆษณาชวนเชื่อ จากรายการนายกฯ ตบตาประชาชน ด้วยการประกาศเอาชนะความยากจน ว่า ..จะแจกบ้าน สร้างงาน ปลดหนี้ จัดที่ดินทำกิน..และที่แท้จริง ความยากจนที่เกิดกับประเทศนี้ ไม่ใช่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือเกิดจากความขี้เกียจของประชาชน หากแต่เป็นเพราะโครงสร้างการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม..

นอกจากนี้ สมัชชานักวิชาการเพื่อคนจน ซึ่งประกอบด้วย อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ อ.อานันท์ กาญจนพันธุ์ อ.ฉลาดชาย รมิตานนท์ อ.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ อ.ชูศักดิ์ วิทยาภัค อ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อ.นันทมน คงเจริญ อ.สมเกียรติ ตั้งนโม อ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อ.ไพสิฐย์ พานิชกุล อ.ยศ สันตสมบัติ อ.ชัชวาทย์ บุณปัน อ.ประภาส ปิ่นตบแต่งได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงสังคมไทย แนวทางแก้ไขปัญหาคนจน กรณีสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือถึงนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย การแก้ไขปัญหาของคนจนจะต้องสอดคล้องกับยุคสมัย รัฐต้องยึดหลักการแก้ไขปัญหาที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นหลัก โดยมีลักษณะชุมชนหรือกลุ่มคน มิใช่ลักษณะปัจเจกตัวใครตัวมันเหมือนนโยบายลงทะเบียนคนจนของรัฐบาล ซึ่งใช้ลักษณะอุปถัมป์ ฉวยโอกาสเพื่อคะแนนเสียงทางการเมือง ซึ่งเป็นผลให้ชุมชนไม่สามารถพึ่งตนเองถูกสลายพลังชุมชนลงในที่สุด

รัฐต้องยึดหลักการการมีส่วนร่วมของหลายฝ่ายที่จะไม่ก่อให้เกิดการโกงกินคอรัปชั่น ของกลุ่มนายทุนข้าราชการนักการเมืองอิทธิพล และต้องไม่มองทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ต้องคำนึงถึงวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่หลากหลายซึ่งถือได้ว่าเป็นการเคารพหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม มิใช่เพียงตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น และยึดแนวทางรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนร่วมแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้าง ปรับทิศทางการพัฒนาประเทศให้มีความสมดุล แก้ไขกฎหมายและนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนทั้งต่างชาติและนายทุนขนาดใหญ่ในประเทศมากกว่าเกษตรกรรายย่อยและยุตินโยบายเปิดการค้าเสรี ( FTA ) ออกพระราชบัญญัติป่าชุมชน สร้างมาตราการเก็บภาษีที่ดินที่ก้าวหน้า กระจายการถือครองที่ดินเพื่อสร้างความเป็นธรรมและยั่งยืนในสังคมไทย

จากการประมวลภาพเหตะการณ์การชุมนุมในครั้งนี้ ทางสหพันธ์ องค์กรภาคประชาชนและเครือข่ายพันธมิตร ไม่ได้เรียกร้องในประเด็นแก้ไขใดใดเพิ่มเติม หากให้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการพิจารณาแก้ไข ทั้งนี้ที่ผ่านมา รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาไปแล้วบางส่วน เช่น กรณีปัญหาโรงอบลำไยระเบิด ปัญหาที่ดินทำกินและปัญหาหนี้สินเกษตรกรแต่ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายส่วนที่ยังไม่มีทีท่าที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหา เช่น ปัญหาการจัดการทรัพยากรป่าไม้ การจัดการน้ำ หรือปัญหาราคาพืชผล ซึ่งที่ผ่านมากลไกต่าง ๆ กำลังเดินหน้าแต่กลับมีทีท่าว่าจะยกเลิกกลไกเหล่านั้นด้วยข้ออ้างว่า อยู่ในช่วงของการปฏิรูประบบราชการทำให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาต้องชะงัก

การชุมนุมกดดันกว่า 20 วัน ได้รับแรงเสียดทานบ้างจากหลาย ๆ ฝ่าย ผ่านความคิดเห็นที่อาจจะไม่ตรงกันจนวันที่ 7 เมษายน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบสั่งระงับการยกเลิกคณะกรรมการติดตามแก้ไขปัญหาสกน. ซึ่งเดิมมีแนวคิดที่จะให้ยกเลิก โดยที่ประชุมครม.เห็นชอบที่จะให้ความช่วยเหลือตามข้อเสนอทั้ง 8 ข้อ นับเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่า สัญญาประชาชนครั้งนี้ จะเกิดเห็นเป็นรูปธรรมที่จริงจังได้ขนาดไหน

ในนามประชาชน จะไม่มีใคร ทำลายกลุ่มองค์กรประชาชนได้ ตราบเท่าที่ปัญหาความยากจนยังคงอยู่่!!!!

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

8 เมษายน 2547