|
หยุด..ศูนย์นิวเคลียร์
องครักษ์
 จังหวัดนครนายกกำลังได้รับการ
..ปั่น ..ให้เป็นเมืองที่ฉ่ำชื่นไปด้วยทรัพยากรดินน้ำป่า หนุนธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
เป็นเมืองใหม่ที่ปลอดมลภาวะ..ตามนโยบายคลาย-กระจายความหนาแน่นพลเมือง..สร้างระบบชีวิตให้ปลอดโปร่งทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ..
หากอีกด้านหนึ่ง สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
กำลังสร้างศูนย์ปฏิบัติการและวิจัยนิวเคลียร์
องครักษ์เพื่อการพัฒนา บนชุดเหตุผลที่ว่า พลังงานนิวเคลียร์สามารถ
นำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรม ได้หลากหลาย ตั้งแต่
การฉีดพ่น-รักษาสภาพผลผลิตด้านอุตสาหกรรมการเกษตร การฉายรังสีทางการแพทย์
และในอนาคต อาจจะใช้เป็นพลังงานทดแทน ..ปิโตรเลียม.. ที่นับวันจะลดน้อยลงไปทุกที..
กลุ่มคัดค้าน ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์
องครักษ์ ร่วมกับกลุ่มพลังงานทางเลือก ในอนาคต และประชาคมคนรักษ์นครนายก..ได้แถลง
แสดงความคิดเห็น เมื่อวันอาทิตย์(24 พ.ย. 46)ที่ผ่านมาถึงความไม่ชอบมาพากลของโครงการในด้านรายจ่ายงบประมาณการก่อสร้าง
การคัดเลือกพื้นที่ตั้งศูนย์วิจัยซึ่งบริเวณนั้นเป็นพื้นที่
สปก.4-01 และตามหลักการปฎิรูปที่ดิน ..หากพื้นที่ใดประกาศเป็นพื้นที่
สปก. ตามกฏหมายแล้ว ห้ามให้มีการก่อสร้างอาคาร สำนักงานใดใด
นอกจากการเข้าใช้เพื่อการเกษตรเท่านั้น
กลุ่มแกนนำคัดค้านโครงการก่อสร้างศูนย์วิจัยนิวเคลียร์
นำโดย ครู จรัญ รุ่งเรือง อาจารย์โรงเรียนวัดบางนางเล็ก
ให้คำตอบและย้อนเหตุการณ์โครงการศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ว่า เป็นโครงการที่ชาวบ้านเพิ่งได้รับทราบ
เมื่อไม่นานมานี้ การก่อสร้างศูนย์เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับมีการแจกใบปลิวให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้เข้ารับฟังการชี้แจงเรื่องนี้
ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์..มีการชี้แจงและให้แสดงความคิดเห็น..จากทั้งหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ..จนช่วงท้าย
เมื่อเปิดให้มีการตั้งคำถาม ชาวบ้านที่ติดตามข้อมูลได้มุ่งคำถามไปที่ความปลอดภัย..ซึ่งเมื่อลงรายละเอียดลงไปจึงพบว่า
..จะมีการติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิเคลียร์ที่ศูนย์องครักษ์นี้..
ครู
จรัญ เล่าให้ฟังต่อว่า ..ทางศูนย์ได้ชี้แจงถึงชุดเหตุผลสำคัญต่อการตั้งศูนย์วิจัยตรงบ้านทรายมูล
อ.องครักษ์ ว่า
เป็นเพราะอยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ และสะดวกแก่การเดินทางและขนส่งรังสีไปสู่พื้นที่ต่าง
ๆ..แต่เมื่อมาพิจารณาให้ดีกลับพบว่า พื้นที่ตรงจุดนี้เป็นพื้นที่
สปก.4-01 ทำให้ไม่ต้องเสียงบประมาณในการหาซื้อที่ดิน แต่ตามหลักกฏหมายแล้ว
พื้นที่สปก. เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้ทำเฉพาะการเกษตร ห้ามสร้างสิ่งก่อสร้าง
และจัดสรรให้เฉพาะกลุ่มคนที่เป็นเกษตรกรทีไม่มีที่ทำกินเท่านั้น..
ลักษณะของพื้นที่บริเวณบ้านทรายมูลเป็นพื้นที่ปิด
และมีแม่น้ำนครนายไหลผ่าน..แบ่งสภาพออกเป็นสองฝั่ง ปกติชาวบ้านจะข้ามฝั่งไปมาด้วยสะพานอันหนึ่ง
แต่เมื่อมีโครงการบริเวณนั้นได้รับการห้ามให้เข้าใกล้และมีการสร้างสะพานข้ามขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งสะพาน
ซึ่งเมื่อพิสูจน์สิทธิ์แล้วพบว่าเป็น..ที่ดิน..ของนักการเมืองท้องถิ่น
คนหนึ่ง..และเป็นส.ส.นครนายก สมัยรัฐบาลนั้น..
จุดเริ่มต้นของโครงการนี้
พูดได้ว่า เป็นช่วงแรก ๆ ของการบุกเบิก การทดลองนำพลังงานนิวเคลียร์เข้ามาใช้ภายในประเทศไทย
ช่วงปี 2537 ได้มีความพยายามย้ายเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์มาจากบางเขน
เพื่อนำมาติดตั้งใหม่ที่ศูนย์องครักษ์แต่เมื่อทำการศึกษาแล้วปรากฏว่า
ไม่อาจทำการย้ายเตาปฏิกรณ์ได้จึงได้ขอติดตั้งใหม่ทั้งชุดตั้งแต่
อาคาร ห้องทดลอง แร่ยูเรเนียม และเตาปฏิกรณ์ปรมาณู..
ในช่วงแรก ๆ ไม่มีใครรู้ว่าจะมีโครงการนี้เกิดขึ้น
มีข้อที่น่าสังกตุว่า มีการจัดทำโครงการและขึ้นป้ายโดยไม่ผ่านชาวบ้าน
ขึ้นป้ายว่านิวเคลียร์ เป็นเรื่องน่ากลัว ต่อมาทางเจ้าหน้าที่จึงเปลี่ยนชื่อใช้ศูนย์วิจัยนำหน้าเหมือนกับว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมแก่โครงการ..ยิ่งได้ทราบว่าจะมีการติดตั้งเตาปฏิกรณ์ปรมาณูยิ่งสร้างความหวั่นไหวแก่การรับรู้ของชาวบ้านมากยิ่งขึ้น
จากข้อมูล..อันตรายที่จะเกิดจากการนำรังสีมาใช้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย
ๆ ก่อนหน้านี้มีการยืนยันว่าจะนำรังสีจากบางเขนมาใช้ และบอกว่า
รังสี ที่เก็บไว้ที่บางเขนมีประมาณ 500 ถังแล้ว ความชัดเจนของความน่ากลัวเริ่มขึ้นเมื่อเกิดกรณีโคบอลต์
ทำให้ประชาชนบริเวณจุดรั่วไหลได้รับอันตราย..ประเด็นสำคัญ คือ
กลุ่มชาวบ้านได้พยายามตั้งข้อสังเกตุถึงการให้ข้อมูล-ความรู้จากหน่วยงานแก่ชาวบ้านว่า..มีความเพียงพอหรือยัง
ในการให้ชาวบ้านได้เข้าไปรับทราบและมีส่วนร่วม ที่สุดหรือยัง..
การติดตั้งเตาปฏิกรณ์
เป็นเหมือนการเก็บงำพื้นฐานของข้อมูลและความรู้เอาไว้ ..คือ
สำหรับชาวองครักษ์และประชาชนทั่วไป ความรู้ต่อเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ห่างไกลตัว
เรื่องเหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งและต้องคิดให้รอบคอบ..ตลอดระยะเวลาที่ทราบข่าวโครงการนี้ในแง่มุมของความคิดเห็นชาวบ้านได้ทำการตรวจสอบ
ค้นเรื่องข้อมูลมาตลอด และไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเอาโครงการมาวางไว้แล้วบอกถึงประโยชน์ที่มีเพียงด้านเดียว
แล้วต้องถามต่อนะครับว่า
เมื่อมีประโยชน์แล้วมีประโยชน์กับใคร..ในเชิงทดลอง ศึกษาวิจัย
วงการแพทย์ วงการอุตสาหกรรม..
บอกว่าเพื่องานวิจัยเพื่อการศึกษา
แล้วยังไง ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ตั้งสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติขึ้นมาประโยชน์ที่เกิดแก่กลุ่มเกษตรกรอยู่ในระดับไหน
เรื่องนี้น่าสนใจและต้องตั้งคำถามเพราะไม่เคยมีการตรวจสอบหรือเผยข้อมูลตรงส่วนนี้..
การเคลื่อนไหวและค้นคว้าข้อมูลเรื่องโครงการของกลุ่มชาวบ้านศึกษาพลังงานนิวเคลียร์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
นับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ บนพื้นฐานของสิทธิการชุมนุม..ในแง่ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม..โครงการสร้างและติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์
และศูนย์วิจัยพลังงานนิวเคลียร์องครักษ์ แสดงให้เห็นถึงผลกระทบผ่านรูปแบบของมาตรการรักษาความปลอดภัย
การใช้มาตรการความปลอดภัยในส่วนของระบบต่าง ๆ ที่มีอยู่..ภาครัฐกลับไม่ได้ให้ความมั่นใจ
หากรังสีเกิดรั่วไหล ชาวบ้านจะเป็นอย่างไร ..สิ่งที่เขาชี้แจงก็ยังคลุมเครือเป็นเรื่องที่ไม่น่าไว้วางใจ
เช่น เขาบอกว่าเกิดรั่วแล้วคนที่ได้รับอันตรายก่อน คือ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน
..เท่ากับว่าเขาก็ยอมรับว่า รังสีก็มีสิทธิ์ที่รั่วไหลได้..นั่นเอง
หากรั่วไหลแล้วเขาไม่บอก ปิดข่าวใครละจะรู้ กากกัมมันตรังสี
จะเก็บไว้ที่ส่วนไหน..เรื่องราวเหล่านี้ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
หากรั่วแล้วจะไปไหน ลงแม่น้ำนครนายก
บริเวณพื้นที่ที่ทำการเกษตร..จะทำอย่างไร ใครเดือดร้อนหากไม่ใช่ชาวบ้านแถบนี้
ที่เคยอาศัยอยู่อย่างปกติ และอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อรังสีรั่วไหล
เรือกสวนไร่นา แหล่งน้ำปูปลา ที่นี่มีแหล่งไม้ดอกไม้ประดับที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
หากผลผลิตเหล่านี้ได้รับผลกระทบ การดำเนินงานทางด้านรายได้และแหล่งธุรกิจใครจะเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้
.
ถึงวันนี้
อาคารสำนักงาน อาคารสำหรับทดลองทางรังสี ราวสิบกว่าอาคาร
เป็นการยืนยันถึงการเดินหน้าโครงการศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ ต่อไป..การรวมตัวกันเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการปรับปรุงอาคารและยุติโครงการสำหรับใช้พื้นที่เป็นแหล่งหรือเป็นศูนย์ศึกษา
..คือ ..เรื่องนี้ความจริงมีการตั้งคำถามและเสนอแนะทางออกมาตั้งแต่ครั้งชาวบ้านได้รับการชักชวนให้เข้ารับฟังคำชี้แจงโครงโครงการตั้งแต่ครั้ง
รัฐมนตรี พงษ์เทพ เทพกาญจนา เมื่อจี้ถามเรื่องความปลอดภัยมาก
ๆ เข้า รัฐมนตรีพงษ์เทพได้ให้สัมภาษณ์ขณะนั้นว่า โครงการนี้หากชาวบ้านไม่เอา
ก็ยกศูนย์นี้ให้เป็นพื้นที่ มศว. เข้ามาใช้ประโยชน์และล้มเลิกโครงการ..คงไม่ได้หมายความว่า
ชาวบ้านออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยแล้วต้องทุบอาคารทิ้ง แต่ปรับปรุงใช้ประโยชน์อย่างอื่น
จะเป็นทางออกที่ดีกว่า ..
ถึงวันนี้ ครูจรัญ ยังยืนยันว่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของความไม่ชอบมาพากล ความไม่ชอบธรรมสำหรับคนในท้องถิ่นในการเข้ามาใช้พื้นที่ของหน่วยงานภาครัฐ
จากครูผู้เป็นครูที่ดีในสายตา ใครหลาย ๆ คน ทั้งเพื่อนครูด้วยกันและผู้บริหารโรงเรียน
กลับต้องมาเป็นคนหัวดื้อ..ออกมาเคลื่อนไหว ไม่ได้คิดว่า..จะคิดปฏิเสธเทคโนโลยี
แต่ทว่า หากการพัฒนานั้นกลับเข้าทำลายชุมชน ทำร้ายชาวบ้าน อย่างนี้
คงไม่เป็นการสมควร.. ครูคนดียืนยันหนักแน่น
เหมือนกับว่า เราปล่อยให้รถคันมหึมาเข้ามา
ไถ..บ้านของเราทรัพยากรทุกชนิด ดิน น้ำ ป่า โดยชาวบ้านไม่ทราบ..หากเราปล่อยให้แนวทางการพัฒนาเป็นไปในสภาพอย่างนี้
คงไม่ได้ น้ำเริ่มเสีย ป่าน้อยลง ชุมชนชนบทต้องปรับตัวให้ทันสังคมเมือง
เพื่อให้ได้ชื่อว่า ทันสมัย..คนต้องตกเป็นทาสอำนาจเงิน ซื้อทุกอย่างตั้งแต่
ขิง ข่า ตะไคร้ หรือนี่เรียกว่า ..การพัฒนา ขณะนี้ ทั่วโลก พยายามรณรงค์เรื่องพลังงานทดแทน
หาสิ่งใหม่ที่ไม่สภาวะกับธรรมชาติเข้ามาทดแทน..อย่างเช่น เยอรมัน
ที่เพิ่งปิดเตาลงไปและปัญหาก็ยังไม่จบ ..คือ ปิดเตาแต่กว่ารังสีจะค่อย
ๆ ย่อยตัวเองตั้งใช้เวลานับเป็นร้อย-พันปี ..
..อายุของรังสีหรือเตาที่ไม่ใช้แล้ว
จะต้องมีการเก็บรักษาอย่างดี เพราะมันจะไม่สลายหากรอการย่อยด้วยตัวของมันเอง..นับเป็นหลายร้อยหลายพันีป
ขั้นตอนการ เรียกร้องของชาวบ้าน
คือ ให้ยุติการต่อสัญญาโครงการสร้างศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ก่อน
แล้วมาทบทวนกันใหม่ว่ามีความจำเป็นด้านการศึกษา ทดลองวิจัยมากน้อยแค่ไหน
หรือหากจำเป็นจริง ๆ ลองมองมาที่ระบบการทำงาน คือ ให้นำรังสีมาทำการวิจัยได้ไหม
ไม่ต้องติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์..หรือใช้สถานที่เป็นที่เก็บกากรังสี..อันตรายจากตรงนี้ใหญ่หลวงมาก
..
ใช่หรือไม่ว่า ..ศูนย์นิวเคลียร์องครักษ์จะไม่กระทบโครงการนครนายกเมืองใหม่
ใครจะเป็นคนให้คำตอบและสามารถเรียกความมั่นใจคืนสู่ชาวบ้านได้
ครูจรัญ กล่าวถึงโครงการนี้ใน 4 ประเด็นด้วยกัน ..เป็นเมืองมรดกธรรมชาติ..
เป็นเมืองสำหรับที่อยู่อาศัย.. เป็นเมืองเกษตรกรรม.. และเป็นเมืองสำหรับการศึกษา
..และสร้างวิถีชีวิตที่สงบเรียบง่าย..
จะทำอย่างไร ให้โครงการทุก
ๆ โครงการผ่านความเห็นชอบและสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมจากชาวบ้าน..สำหรับผมแล้ว
คิดว่า ประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นเรื่องการใช้พลังงานนิวเคลียร์
การใช้รังสีแก่ระบบเกษตรสำหรับประเทศไทยมีความจำเป็นหรือไม่..ต้องคิดทบทวนเรื่องนี้ให้รอบคอบยิ่ง..วันนี้ทุก
ๆ ประโยชน์ที่หน่วยงานกล่าวผ่านโครงการมา ล้วนแล้วลอยอยู่ในอากาศทั้งสิ้น..
ประโยชน์ทั้งนั้น ที่บอกแก่ชาวบ้าน
เพื่อการพัฒนาทางด้านพลังงาน การเกษตร อุตสาหกรรม เป็นภาพที่พร่าเลือน
พัฒนาวงการแพทย์ อุตสาหกรรม ต้องใช้รังสีอาบแหนม มะขามหวานอาบรังสี
พัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช พันธุ์ข้าว สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วลอยอยู่ในอากาศทั้งนั้น..แต่เมื่อชาวบ้านค้านกลับกลายเป็นว่า
ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ศูนย์ที่บางเขน ชาวบ้านก็เข้าไม่ถึงข้อมูลว่าทำประโยชน์ได้จริง
หรือมากน้อยแค่ไหน..ใครดูแลรับผิดชอบ ..ต้องหาข้อมูลเอาเอง..
สถานะการณ์บ้านเมือง
ณ เวลานี้เป็นวิกฤติการณ์อย่างหนึ่ง เนื่องจาก ทางซีกรัฐบาลสามารถกุมเสียงข้างมากในรัฐสภาและกุมหัวใจชาวประชาได้กว่าครึ่งประเทศ
บวกกับประสบการณ์จากในทุก ๆ เหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างชาวบ้านและรัฐ
ที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มชาวบ้านที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง
บวกกับรัฐอำนาจ ณ วันนี้ไม่ต้องการเห็นใครก็ตามออกมาแสดงความคิดเห็นขัดแย้ง..จะใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง
มีการเหยียบหน้าอก ทุบตีเยาวชน ป้ายสี โยนบาปให้ประชาชนรังเกียจม็อบ
รังเกียจองค์กรพัฒนาเอกชน ครูจรัญ และขบวนชาวบ้าน วันนี้ ต้องคิดรอบคอบกว่าเดิม
หมายถึงการเคลื่อนไหวในขั้นต่อไป เดินหน้าแสดงหลักฐาน ข้อมูลเพื่อคัดค้านโครงการ..
อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งก็ยังมีความหวังว่า
เราจะไม่แพ้ ..เรายืนยันว่า เราทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อลูกหลาน..
สำคัญกว่านั้น คือ ชาวองครักษ์และประชาชนทั่วประเทศจะต้องหันมาให้ความสนใจและจับตาต่อเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
.นิวเคลียร์ เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่จะให้ใครในสังคมนี้เป็นฝ่ายตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
..ครู จรัญ ย้ำในขั้นสุดท้าย..
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
25 พฤศจิกายน 2546
|