การเมืองสมานฉันท์..ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นกำลังแบ่งประชาชนออกเป็น 2 ฝ่าย อย่างมีเจตนาชัดเจน-ชี้ขาดถึงความไม่ชอบธรรมของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยการแบ่งข้าง-แยกขั้ว ตัดสินผลแพ้-ชนะกันด้วยการวัดพลังทางสังคมจนเกิดการแยกยื้อมวลชนและ/หรือกดดันด้วยพลังต่า ๆ ฝ่ายหนึ่งยืนยันว่าเมื่อทำตามกติกาไม่ได้ก็ต้อง 'ไล่ออกโดยพลังประชาชนบนท้องถนน' ขณะอีกฝ่ายย้ำและประกาศชัดว่าตนถูกต้องและยังมีความชอบธรรมยัน 'ขออยู่ทำงานต่อไปเพื่อชาติ' พร้อมจัดกำลังหนุนเตรียมพร้อม ขณะคนไทยกำลังจับตา 3 ทางลงของรัฐบาลทำงานต่อไป , ลาออกหรือ , ยุบสภา

ความรู้สึกคนไทยถูกสั่นคลอนตกอยู่ในภาวะบีบคั้นให้เลือกข้าง ถึงแม้ว่ากลุ่มองค์กรทางสังคม-การเมือง (ทั้ง2ฝ่าย) หลากหลายกลุ่มจะเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจถึงหนทางที่เป็นไปได้ และนำเสนอทางออกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายหลายทางก็ตาม นับจาก แก้ไขรัฐธรรมนูญ (บางข้อ) สร้างระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งไปจนถึงคิดวิธีการว่า "จะทำอย่างไรกับเงินจำนวน73,000ล้าน" หาก ณ ันนี้ จุดหนึ่งอันเป็นเป้าหมายเดียวกัน คือ การลาออกของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร

ถึงกระนั้น ไม่มีใครอยากเห็นเหตุการณ์รุนแรงบานปลาย แนวทางการเมืองสันติ-สมานฉันท์ โดย อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม หนึ่งในเอ็นจีโอที่ปวารณาตัวว่าเป็นเอ็นจีโอสายกลาง (http://www.thaingo.org/man_ngo/paiboon.htm) ย้ำเหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้จำเป็นต้องมีคนกลางเข้าช่วยไกล่เกลี่ยและมั่นใจว่า "บุคคลอันเป็นที่น่าเชื่อถือได้ในเมืองไทยมีอยู่ด้วยกันหลายคน"

แนวคิดใหม่ การเมืองสมานฉันท์

แนวคิดหลัก คือ การสวนกระแสการเมืองแบบเก่า สังคมโดยส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการเมืองเป็นเรื่องของการขัดแย้ง โต้แย้งและใช้พลังอำนาจทางสังคมในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อเอาชนะคะคาน ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องทำเช่นนั้น การเมืองเป็นเรื่องของการบริหารจัดการและการตรวจสอบการใช้อำนาจ การเมืองเป็นเรื่องการจัดการเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข การเมืองเป็นการจัดการการใช้อำนาจบริหารจัดการไม่ใช่ต่อสู้แย่งชิง การเมืองสมานฉันท์เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์การเมืองไทยแต่อาจจะไม่ได้รับการบันทึกเอาไว้ สังคมมักจะไม่จดจำเรื่องราวดีดีถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย การเมืองไทยในรอบ 80 ปีที่ผ่านมาเป็นเรื่องของความขัดแย้งแก่งแย่งทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องที่ไม่ดีในสายตาของคนทั่วไป การเมืองในสังคมไทยไม่มีนิติภาวะมากเพียงพอที่จะสร้างแบบอย่างที่ดีงามหรือกระทั่ง ณ.วินาทีนี้ที่เราบอกว่าเรามีประชาธิปไตยเต็มใบหรือมีรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด (เท่าที่เคยมีมา) แต่จะเห็นได้ว่ากระบวนการทางการเมืองของเรายังอยู่ในลักษณะแบ่งแยกขัดแย้ง ไม่ว่าจะอย่างไร รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ถือว่าเป็นกระบวนการที่ได้มาอย่างราบรื่นสันติ-สมานฉันท์ การบริหารจัดการหลังจากบังคับใช้รัฐธรรมนูญถือเป็นการจัดการบนแนวทางสันติ-สมานฉันท์ ทั้งนี้ ในส่วนการเมืองท้องถิ่น กระบวนการจัดสรรหรือสรรหาคณะทำงานเพื่อเข้าสู่ระบบอำนาจทางการบริหารก็มีการจัดการบนแนวทางสันติ-สมานฉันท์หรือในระดับสากลการสรรหาสันตะปาปาผู้นำทางศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกใช้กระบวนการสร้างฉันทามติกันนานพอสมควรหรือการสรรหาผู้นำ WTO มีการสร้างกระบวนการทางฉันทามติเพื่อขจัดความขัดแย้งนำไปสู่ทางออก ความคิดเห็นต่างไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยความขัดแย้งหรือมีผู้แพ้-ผู้ชนะ การเมืองแนวทางสมานฉันท์ คือ การตั้งคำถามกับระบบการเมืองแบบมีแพ้มีชนะ แพ้-ชนะ ที่วัดเอาจากระบบการลงคะแนนเสียง การเมืองสมานฉันท์จะใช้ระบบฉันทามติสร้างบทสรุปที่ตกลงกันได้สำหรับกระบวนการจัดการการเมืองในระดับย่อยต่าง ๆ ตั้งแต่นายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหรือคณบดีหลายแห่งใช้ระบบฉันทามติปรึกษาหารือเพื่อลงความเห็นร่วมกันว่าอะไร ใคร หรือมีประเด็นใดที่เหมาะสมก่อนเข้าสู่กระบวนการทางกฏหมายและกระบวนการทางสังคมจนเกิดเป็นความเห็นพ้องอย่างไม่มีการแบ่งฝักฝ่าย หรือแพ้-ชนะหรือในระดับท้องถิ่นในรูปแบบของ 'องค์กรชุมชน'

การเมืองสมานฉันท์รูปแบบการขจัดความขัดแย้ง

การเมืองสมานฉันท์เกิดเป็นจริงได้ในสองกรณี หนึ่ง คนหรือกลุ่มคนในสังคมมีเป้าประสงค์ต้องการเห็นการร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ สอง คือ สังคมมุ่งเป้าเข้าสู่ความสุขไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การครอบครองอำนาจโดยใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้มองอำนาจเป็นเป้าหมายแต่มองความสุขสมบูรณ์ของสังคมร่วมกันเป็นเป้าหมาย หากสังคมยังมองเรื่องอำนาจเป็นเป้าหมายจะเป็นเชื้อปะทุของความขัดแย้งเลยเถิดไปถึงการสร้างวิธีการใดก็ตามเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจแทนที่จะสร้างสังคมที่ดีเป็นสังคมการเมืองสมานฉันท์ การเมืองบนแนวทางสมานฉันท์ต้องค่อย ๆ สร้าง ตั้งแต่ระดับ ครอบครัว ระดับชุมชน ระดับองค์กร เป็นกระบวนการการจัดการสร้างแห่งสันติ-สมานฉันท์ซึ่งในระดับย่อยสร้างได้ง่ายกว่าระดับชาติ สร้างในระดับย่อยเพื่อขยายผลไปในระดับชาติ หากการเมืองในระดับย่อยยังแบ่งแยก แย่งชิง เราจะไปหวังให้การเมืองในระดับชาติเป็นการเมืองแนวสมานฉันท์คงลำบาก ต้องเริ่มแนวทางสมานฉันท์ในระบบการเมืองระดับย่อยก่อน มุ่งหมายและส่งเสริมการเมืองแบบประชาชนมีส่วนร่วม มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ในการใช้อำนาจ ในการตรวจสอบอำนาจ ในการติดตามประเมินผล ในการแสดงความคิดเห็น ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฎิบัติได้ในบางเรื่อง ร่วมติดตามประเมินผล ร่วมเรียนรู้ ร่วมปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องออกเป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนอนุวัติตามมาตรา 59 และ 76 การมีส่วนร่วมที่ดี หมายถึง การเปิดโอกาสให้คนจากหลาย ๆ ฝ่ายได้เข้ามาทำงานร่วมกัน ร่วมกันคิดใช้เหตุผลและคุณธรรมจากข้อมูลกรองไปสู่การเห็นพ้องต้องกัน สร้างทัศนะคติเชิงสันติ-สร้างสรรค์-สมานฉันท์ ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมการคิด-การพูด-การทำเชิงสมานฉันท์เกิดเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง-การปกครองซึ่งเป็นวิธีการป้องกันและจัดการกับความขัดแย้งที่ได้ผลดีที่สุดแต่ความขัดแย้งไม่ได้เป็นเรื่องที่เสียหาย ความแตกต่างในเรื่องความคิดเห็นเป็นเรื่องปกติสำหรับสังคมประชาธิปไตยแต่ต้องไม่นำไปสู่ความรุนแรงจนเกิดความบาดหมางเคียดแค้น การเมืองในประเทศไทยกำลังพัฒนายังไม่ถึงไหนยังพอมีเวลา

ยุติทัศนะทางการเมืองเพื่อการแย่งชิง

กระบวนการการแย่งชิงในการเมืองระดับชาติมีอยู่มากและกำลังระบาดไปถึงการเมืองในระดับท้องถิ่น แต่ไม่ได้หมายความว่าระดับการเมืองบนแนวทางสมานฉันท์จะไม่มีอาจจะมีน้อยเป็นจำนวนน้อยที่มีศักยภาพ เป็นความหวังในการดำเนินการเพื่อเข้าสู่หนทางการเมืองแนวสมานฉันท์ ที่จะแปรเปลี่ยนการเมืองเชิงขัดแย้งแย่งชิงให้หมดไปอาจจะเป็นเรื่องที่พูดได้ง่ายกว่าการกระทำ โดยเฉพาะสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่ความขัดแย้งต่อสู้ช่วงชิงแบ่งฝักแบ่งฝ่ายได้ขยายตัวออกไปอันเป็นภาวะที่เราคงต้องมาทำความเข้าใจถึงเหตุและผลของเหตุการณ์ ตามหลัก 'อิทัปปัจจยตา' ความเป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องซึ่งกันและกันหรือตาม 'หลักทฤษฎีระบบ' หลายสิ่งหลายอย่างเกาะเกี่ยวเป็นปฎิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เกิดอะไรขึ้นอย่างหนึ่งจะเกิดเหตุกระทบกันไปเป็นลูกโซ่ สภาพการเมืองไทยในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ยากต่อการแก้ไข โดยเฉพาะการใช้แนวทางสันติ-สมานฉันท์แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ ในระดับของความขัดแย้งจนกระทั่งใช้อาวุธรบราฆ่าฟันยังไม่มีกรณีใดที่พูดได้ว่าสายเกินไปที่จะใช้กระบวนการสันติ-สมานฉันท์ ในบางประเทศต่อสู้กันด้วยอาวุธยังสามารถมานั่งโต๊ะเจรจากันได้ระบบการเมืองของประเทศไทยยังไม่สายเกินไปที่จะนำการเมืองแนวสันติ-สมานฉันท์มาใช้หรือ กระบวนการสันติวิธี หรือ กระบวนการจัดการความขัดแย้ง,แก้ปัญหาความขัดแย้ง,แปรเปลี่ยนความขัดแย้ง มาใช้แต่ต้องมีคนกลางทำหน้าที่จัดกระบวนการให้คู่ขัดแย้งได้มาคุยกัน ทั้งที่ในความเป็นจริงหากคู่กรณีคุยกันเองได้จะดีที่สุดแต่สถานการณ์ความขัดแย้งขณะนี้เห็นทีจะยาก

ทางเลือกของรัฐบาลต้องไม่ใช่ข้อใดข้อหนึ่ง

ขณะนี้ ทางเลือกของรัฐบาลมีเพียงสองทาง ฝ่ายหนึ่งบอกให้ลาออกอีกฝ่ายหนึ่งบอกให้ทำงานต่อได้ การยื่นเงื่อนไขอย่างนี้เป็นเรื่องยากที่จะหาทางขจัดข้อขัดแย้งจะเกิดฝ่ายที่ชนะฝ่ายที่แพ้จนเป็นเหตุของความเคียดแค้นเป็นบทสรุปที่ไม่นำเข้าสู่การเห็นพ้องต้องกันต้องคิดให้กว้างถึงทางออกที่จะนำไปสู่ความพอใจร่วมกัน ช้า ๆ ค่อย ๆ ศึกษาสร้างมาตรการในการสร้างข้อตกลงร่วมกันซึ่งในเรื่องนี้คนที่ทำหน้าที่คนกลางจะเป็นผู้จัดกระบวนการสร้างวิธีการสอดคล้องกับกระบวนการการเมืองบนแนวทางสมานฉันท์ สำหรับบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่คนกลางเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาต้องมีความจริงใจเชี่ยวชาญในการจัดกระบวนการ เป็นที่น่าเชื่อถือและไว้เนื้อเชื่อใจของคู่ขัดแย้ง การจะบอกว่าใครจริงใจ หรือไม่ อาจจะดูยากแต่คนกลางต้องสามารถทำให้กระบวนการเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นนำไปสู่บทสรุปและเกิดการปฎิบัติที่เป็นจริงภายใต้กลไกควบคุมเพื่อให้ผลในทางปฎิบัติ

การเมืองสมานฉันท์เป็นการจัดการทางสังคมรูปแบบหนึ่งที่มุ่ง

เป็นการจัดการความสัมพันธ์ของบุคคลเชิงโครงสร้างเพื่อหาข้อยุตินำไปสู่ผลซึ่งเป็นความพอใจร่วมกัน การเมืองเชิงสมานฉันท์หรือการเมืองเชิงสันติ-สมานฉันท์ต้องใช้กระบวนการทางสังคมเข้าไปร่วมเกิดขึ้นได้ทั้งในสภาและนอกสภา ไม่ใช่กระบวนการเชิงกฏหมายหรือกระบวนการในระบบสภาเพียงเท่านั้นหรือเป็นส่วนหนุนกระบวนการทางกฏหมายให้เกิดเป็นภาวะยืดหยุ่นและอยู่ร่วมกันได้ การเมืองเกี่ยวข้องกับการจัดการเชิงอำนาจที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ระบบสภาหรือกฏหมาย หากต้องเกิดจากระบบอำนาจทางสังคมเข้าไปจัดการร่วมกันทั้งสังคม ยกตัวอย่าง เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ความวิกฤติรุนแรงจบลงด้วยการจัดการเชิงสมานฉันท์อันเกิดจากมหาบุคคลทำหน้าที่คนกลางจนเกิดข้อตกลงร่วมกันได้ ลักษณะคนกลางต้องเป็นบุคคลที่คู่กรณีให้การยอมรับ กรณีเหตุการณ์พฤษภาคม2535คนกลางเป็นที่ยอมรับ สำหรับเหตุการณ์การเมืองที่กำลังเกิดขึ้นหากมีคนกลางที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ก็อาจจะสร้างความสันติ-สมานฉันท์ได้แต่คงไม่ใช่ว่ายอมรับเงื่อนไขของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ทั้งนี้ อ.ไพบูลย์ ระบุว่า หากทั้งฝ่ายเห็นด้วยกับแนวทางการเมืองสมานฉันท์และยอมให้เป็นคนกลางก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้และยังเชื่อว่ามีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่น ๆ อีกมากในสังคมที่มีความเหมาะสม "ผมคิดว่าในเมืองไทยมีอีกหลายคนที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย" โดยส่วนตัวแล้วไม่มีความเห็นเรื่องการถอดถอนหรือยื่นเงื่อนไขให้นายกรัฐมนตรีลาออก เพราะแนวทางการเมืองแบบสมานฉันท์จะต้องไม่เริ่มที่การให้ใครต้องทำอย่างนั้น หรือต้องทำอย่างนี้จำเป็นต้องคลี่คลายหนทางแต่เน้นไปที่จุดประสงค์สูงสุดของเป้าหมายว่า คืออะไร

"เป้าหมายที่สูงกว่าการลาออกหรือไม่ลาออกคืออะไร ขณะนี้ เราไปให้ความสำคัญกับการลาออกหรือไม่ลาออกของตัวนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นเพียงวิธีการ ไม่ใช่เป้า การลาออกหรือไม่ลาออกของนายกไม่ได้หมายความว่าสังคมจะดีขึ้น ยกตัวอย่าง หากร่างกายเราป่วย วิธีการ คือ กินยาชนิดใด เป้าหมาย คือ ร่างกายเราเป็นปกติ หายป่วย แต่มียาให้เลือกเพียงสองขนานแล้วมาเถียงกันว่าขนานไหนจะทำให้ร่างกายหายป่วย อย่างนี้มันเถียงกันไม่จบสิ้นเกิดความขัดแย้ง มีทางเลือกอื่น ๆ อีกหรือไม่"

"เรื่องลาออก-ไม่ลาออก ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ ความขัดแย้งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่ายถือเป็นเรื่องที่ไม่ดี โต้กันไปโต้กันมาแล้วเกิดอะไรขึ้น ขณะนี้เราไม่ได้ใช้กระบวนการสันติ-สมานฉันท์ เรากำลังใช้กระบวนการการต่อสู้-เรียกร้องเป็นการคิดวิธีการเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่มีการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ร่วมคิดวิธีการแก้ไข เป็นการยื่นเงื่อนไขเพียงข้างเดียว "นายกฯต้องลาออก ขณะฝ่ายนายกยืนกรานว่ายังไงก็ไม่ออก" ลาออกแล้วทำอย่างไร ทำอย่างไรต่อไปยังไม่ชัดเจนแล้วจะให้ลาออกทำไม"

"การมานั่งคุยกันอาจจะยังทำไม่ได้ จุดนี้เป็นหน้าที่ของคนกลาง คนกลางเข้าไปพูดกับฝ่ายหนึ่งแล้วไกล่เกลี่ยอีกฝ่ายหนึ่ง อาจจะต้องทำหลาย ๆ รอบจนได้รับความไว้วางใจ เมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสมจึงจับทั้งสองฝ่ายมานั่งคุยกันหรือคนกลางอาจจะต้องทำการพูดคุยผ่านคนกลางก่อน ฝ่ายนี้คิดอย่างไรอีกฝ่ายคิดอย่างไร หาบทสรุปบนฐานของจุดยืนที่ไม่ขัดแย้งกัน ออกหรือไม่ออก คือ เงื่อนไขที่สร้างความขัดแย้ง แพ้-ชนะกันไปข้างหนึ่งซึ่งไม่ใช่กระบวนการเจรจาหาข้อยุติร่วม หากเป็นกระบวนการการตัดสิน ความจริงทางเลือกใหญ่ของรัฐบาลวันนี้มีด้วยกัน 3 ทาง คือ อยู่บริหารงานต่อไป ลาออกและยุบสภา หากเลือกทางหนึ่งทางใดใน3ทางนี้จะเกิดความขัดแย้งขนาดใหญ่จากความไม่พอใจของฝ่ายที่แพ้"


สร้างชุดความเข้าใจในเงื่อนไขต่าง ๆ หากให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อไปจะเพิ่มเงื่อนไขอะไรหรือลาออกจะต้องมีเงื่อนไขใดหรือหากเลือกยุบสภาจะทำอย่างไรให้เกิดกระบวนการที่แต่ละฝ่ายรับได้ อย่างนี้ คือ ความเข้าใจบนแนวทางการเมืองสมานฉันท์ ซึ่ง อ.ไพบูลย์ ย้ำเอาไว้ในบรรทัดถัดมาว่า "ทั้งสองฝ่ายต้องสมัครใจให้เกิดการไกล่เกลี่ย 'คนกลาง' ถึงจะเกิดได้ หากทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการคงไม่มีใครจะเข้าไปทำเพราะทำไม่ได้" พร้อมยกตัวอย่างกรณีไกล่เกลี่ยข้อพิพาทการวางท่อก๊าซไทย-พม่า จ.กาญจนบุรี ที่ตนเองและคุณหมอวันชัย วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ไปช่วยเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยว่า "ต้องใช้เวลาพอสมควรในการทำงานโดยไม่ตั้งเงื่อนไขว่าจะวางหรือไม่วางท่อ อย่างนี้ เรียกว่า ละวางจุดยืนของแต่ละฝ่ายลงแล้วมานั่งคุยกันเพื่อยุติข้อขัดแย้ง" อ.ไพบูลย์ สรุป


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

2 มีนาคม 2549