บ้านไม้หลังป้อมมหากาฬ "เราอยู่ที่นี่"

ท่าเรือผ่านฟ้า หลังกำแพงสูง ชาวชุมชนป้อมมหากาฬร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากรและกรุงเทพมหานครร่วมกันจัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ "ชุมชนบ้านไม้โบราณ ป้อมมหากาฬ" 7 ธันวาคม 2548 ณ ลานวัฒนธรรมชุมชนป้อมมหากาฬ พร้อมทำการลงนามร่วม 3 ฝ่าย ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูขนบจารีตดั้งเดิมและระงับแผนการพัฒนาชุมชนเมืองด้วยการไล่-รื้อเปลี่ยนพื้นที่ชุมชนเป็นพื้นที่สีเขียว(ปราศจากผู้คน) ให้เป็นแหล่งข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมหรือพิพิธภัณฑ์ของชุมชนเมืองที่เต็มไปด้วยชีวิต

โครงการชุมชนบ้านไม้โบราณ "ป้อมมหากาฬ" กลางกรุงเทพมหานคร โดย สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร เกิดขึ้นเพื่อเรียกความร่วมมือในการพัฒนาชุมชนเมืองแนวทางใหม่เพราะหากนับย้อนเวลาแรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้ขุดคลองเพื่อใช้เป็นคูพระนครและเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณป้อมมหากาฬ เรียกว่า "ชานพระนคร" จนเป็นจุดสัญจรสำคัญรอบเกาะรัตนโกสินทร์ , รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯให้สร้างวัดราชนัดดาและวัดเทพธิดารามบริเวณพระนครแถบป้อมมหากาฬและมอบที่ดินให้ข้าราชบริพารเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย, รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานที่ดินให้ข้าราชการบริพารเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่ม, ส่วนในรัชกาลที่ 6 เรื่อยมามีประชา-ข้าราชบริพารเข้าไปปลูกสร้างบ้านเรือนขยายกลายเป็นชุมชนอีกเป็นจำนวนมาก

ความสำคัญนับย้อนเวลาไปถึงสมัยเริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ทำให้ชุมชนชานกำแพงพระนครหลังป้อมมหากาฬคึกคักเต็มไปด้วยผู้คนและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์กับวัฒนธรรมที่ซ้อนทับกันมาอย่างไม่ขาดสาย แม้ว่า ชุมชนบ้านไม้กลางป่าคอนกรีตภายในชุมชนป้อมมหากาฬในปัจจุบันจะถูกมองในลักษณะไม่ดีตามกรอบเกณฑ์การพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ที่เน้นความเจริญเติบโตทางวัตถุ ถนน, ทางด่วนและสวนสาธารณะ (ที่ไม่มีคนใช้) หากประวัติศาสตร์และความมีอยู่จริงของวิถีชีวิตผู้คนหลังป้อมมหากาฬกลับเป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจจะปฎิเสธ

โครงการชุมชนบ้านไม้โบราณ "ป้อมมหากาฬ" จึงถูกคิดค้นเพื่อย้ำและปรับเปลี่ยนแนวการพัฒนาใหม่ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้ระบุถึงเป้าหมายสำคัญของกรุงเทพมหานครในงานแถลงข่าวครั้งนี้ว่า "สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้แนวทางพัฒนาแบบใหม่เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันภายใต้กระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับตัวแทนชุมชนป้อมมหากาฬ นักวิชาการและบุคคลหลาย ๆ ฝ่ายทำให้คิดว่างานวันนี้เป็นจุดหมายที่ดีในการจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อหาทางออกให้คนในชุมชนได้อาศัยอยู่ในที่เดิมไม่ใช่พัฒนาให้เป็นสวนสาธารณะแต่ไร้ผู้อยู่อาศัยเช่นที่เคยกำหนดไว้ในห้วงเวลาที่ผ่านมา

การได้พูดคุยกับพี่น้องในชุมชนป้อมมหากาฬทำให้เราได้เห็นถึงความเชื่อมโยงของวิถีชีวิตและวิถีประวัติศาสตร์ซึ่งจากโครงการชุมชนบ้านไม้โบราณ "ป้อมมหากาฬ" โดยทางมหาวิทยาลัยศิลปากรกับกรุงเทพมหานครและชุมชนป้อมมหากาฬศึกษาวิจัยถึงความเป็นไปได้ผ่านแนวทางการพัฒนาชุมชนเมืองโดยการนำวิถีทางวัฒนธรรมมาเป็นแกนกลางภายใต้วัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ

1. เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
2. ชุมชนสามารถดำรงอยู่คู่กับพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนและเป็นส่วนสำคัญในการดูแลพื้นที่
3. เป็นสถานที่พักผ่อนและท่องเที่ยวของคนเมือง
4. ตอบสนองแผนพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์ในภาพรวม ไม่ได้หมายถึง การรักษาโบราณสถาน อาคารเพียงเท่านั้น หากหมายถึงการยอมรับการมีอยู่จริงของคนหลังป้อมมหากาฬ"

ทางด้าน รศ.ดร.วิวัฒน์ชัย อัตถากร อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งได้ให้เกีรยติมาเป็นสักขีพยานงานแถลงข่าวครั้งนี้ กล่าวว่า "การพัฒนาพื้นที่ชุมชนป้อมมหากาฬในอดีตมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ภายใต้ความเชื่อที่ว่าการสร้างสวนสาธารณะเชิงอนุรักษ์เป็นแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้องและจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กรุงเทพมหานคร ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้รับการพูดกันในหลายแง่มุม คำถามใหญ่ คือ การสร้างสวนสาธารณะที่ไม่มีคนอยู่อาศัยเป็นแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม จริงหรือ การอนุรักษ์โบราณสถานแล้วไม่มีผู้คนอาศัยกลายเป็นเรื่องมองต่างมุมที่ต้องการการหาทางออกร่วมกัน ในการรักษาแหล่งศึกษาทางประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างมีชีวิตชีวา ท่ามกลางความทันสมัยเราจะทำอย่างไรให้คุณค่าทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตชุมชนไปด้วยกันให้ได้นับว่าเป็นคำถามที่ยากกว่า"

ในส่วนของ อ.ดร.สุพรรณี ฉายะบุตร ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา ผู้จัดการศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ ซึ่งมีส่วนในโครงการศึกษาวิจัยนี้โดยตรง กล่าวถึงแนวทางการศึกษาวิจัยว่า "จะรับฟังทุกฝ่ายและมุ่งให้ทุกฝ่ายได้แสดงทัศนะความคิดเห็นภายใต้กรอบความคิดของแผนพัฒนาชุมชนเมืองของกรุงเทพมหานครที่ชุมชนสามารถอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืนในกรอบกติกาของการอยู่ร่วมกัน"

สุดท้าย ตัวแทนชุมชนป้อมมหากาฬ ธวัชชัย วรมหาคุณ กล่าวทั้งน้ำตาซึมว่า "กว่าชุมชนป้อมมหากาฬจะต่อสู้มาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ ปัญหาเรื่องปาก-เรื่องท้อง ถึงวันนี้ทำอย่างไรให้ขบวนพี่น้องป้อมมหากาฬมีความคิดเห็นร่วมกันพัฒนาชุมชนจากพื้นที่รอบ ๆ ที่เต็มไปด้วยอาคารตึกสูงทันสมัยอย่างก้าวไปให้ทัน ก้าวไปร่วมกัน สิ่งที่พวกเราคำนึงถึงมาตลอด คือ เรามีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ "บ้านไม้โบราณ เปรียบเสมือนคุณค่าของพวกเรา" และพี่น้องชุมชนป้อมมหากาฬพร้อมแล้วที่จะทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร"

ทั้งนี้ นายธวัชชัย ตัวแทนชาวบ้านกล่าวต่อว่า "ชาวชุมชนซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งที่หลาย ๆ ฝ่ายให้ความสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร สิ่งที่พี่น้องชุมชนป้อมหากาฬเคยนำเสนอเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาชุมชนรอบเกาะรัตนโกสินทร์มาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นกลไกการอยู่ร่วมกัน ปาก-ท้องกับการพัฒนาสังคม การพัฒนาที่อยู่อาศัยใช้พื้นที่อย่างไรให้เกิดคุณค่าอันเป็นต้นทุนที่เรามีอยู่ซึ่งคงต้องขอบคุณบุคคลหลาย ๆ ฝ่ายที่ให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายพี่น้องสลัม 4 ภาค , เครือข่ายชุมชนเมืองรอบปริมณฑลและฝั่งพระนคร ความร่วมมือกันในครั้งนี้จะทำให้เกิดการศึกษาแนวทางพัฒนาชุมชนเมืองรูปแบบใหม่"

นอกจากนี้ข้อมูลบางส่วนระบุถึงปัญหาของกรอบคิดการพัฒนาชุมชนป้อมมหากาฬในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมาโดยสรุปเป็น 4 กรอบคิด 1.กรอบคิดแบบกรุงเทพมหานครเป็นกรอบคิดแบบเดียวกับแบบคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ คือ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว วัดวาอาราม โบราณสถานแต่ไร้ชีวิต 2.กรอบคิดแบบเน้นชุมชนที่มุ่งความสำคัญไปที่วิถีชีวิตผู้คน ชุมชนเข้มแข็ง ทำให้ขาดลักษณะทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ 3.กรอบคิดแบบนักประวัติศาสตร์และนักอนุรักษ์จะเน้นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย ทั้งประวัติศาสตร์ชุมชน ประวัติศาสตร์นอกระบบราชการ ประวัติศาสตร์ของคนเล็กคนน้อย ทำให้ขาดรูปธรรมที่ชัดเจน 4.กรอบคิดแบบสถาปนิกหรือนักออกแบบชุมชนเมืองซึ่งแนวคิดโดยทั่วไปเน้นการปรับปรุงสภาพทางกายภาพของพื้นที่ให้มีศักยภาพในการใช้งาน มุ่งความสวยงามขาดพื้นฐานความรู้ทางประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นสำคัญ

โครงการชุมชนบ้านไม้โบราณ "ป้อมมหากาฬ" จึงเป็นความพยายามชี้ให้เห็นถึงจุดร่วมบางประการของกรอบคิดทั้ง 4ข้างต้นโดยมุ่งไปที่การใช้มิติทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชนมาผสมผสานอย่างเป็นแกนกลางในการพัฒนาให้เกิดเป็นความสอดคล้องสมบูรณ์ที่ไม่ได้หมายถึง ความเก่าแก่ดั้งเดิม ความสวยงามสะอาดตาหรือความอลังการของวัดวาอาคาร โบราณสถานหรือบ้านเรือนเพียงเท่านั้น หากหมายถึง ความสมบูรณ์ในแง่การแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการการอยู่อาศัยของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไล่ทันตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของสังคมเกิดเป็นการพัฒนาชุมชนเมืองรูปแบบใหม่ที่มีชีวิตชีวา และรากทางวัฒนธรรมที่เป็นจริง


 

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

8 ธันวาคม 2548