ธรณีสูบ จากเกลือสู่เหมืองโปแตซ

คำว่า “เกลือ ปลา ข้าว” คือ ปัจจัยการดำรงชีพหลักของชาวอีสาน ประมาณเดือนธันวาคม-มกราคมของทุกปีช่วงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวเริ่มต้นฤดูแล้งเราจะเห็นดินปนทรายมีคราบขาวบนพื้นดิน คือ ดินเอียดหรือเกลือบนผิวดินที่ปรากฏไปทั่วภาคอีสาน ชาวบ้านจะขูดเกลือเหล่านี้มากรองน้ำแล้วต้มจนตกเป็นผลึกเกลือไว้ใช้ในครัวเรือนการทำเกลือแบบนี้เริ่มพบตั้งแต่การก่อตั้งหมู่บ้าน ดังนั้นการทำเกลือนาข้าวและการหาปลาจึงมีความสัมพันธ์ตามวิถีคนอีสานปัญหาอยู่ที่การทำเกลืออุตสาหกรรมเป็นที่มาของนาเกลือแบบภาคกลางทำให้พื้นที่แถบอีสานเป็นน้ำเค็มดินเค็มและเกิด ‘ธรณีสูบ’

หลังจากวิกฤตการณ์เกลือทะเลแพงในปี พ.ศ.2514 เนื่องจากน้ำเข้าท่วมโกดังเก็บเกลือทะเลส่งผลให้ราคาเกลือถีบตัวจากตันละ 100บาท เป็น 900-1,000 บาท ตรงจุดนี้ทำให้มีการย้ายฐานการผลิตจากอ่าวไทยสู่แดนอีสาน อ.บรบือ จ.มหาสารคาม คือ ช่วงต้นในการเข้ามาของกลุ่มทุนเกลือขณะนั้นทางกรมทรัพยากรธรณีขุดสำรวจน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภคแต่ได้น้ำเกลือบริสุทธิ์ 95-99 เปอร์เซ็น (เค็มมาก) โดยเฉพาะที่เขต ต้นน้ำเสียว อ.บรบือ จ.มหาสารคาม มีการนำน้ำเกลือมาต้มก็พบว่าได้เกลือสินเธาว์คุณภาพดี จึงมีการขุดเจาะน้ำเกลือมาต้มกันอย่างแพร่หลาย ผลที่เกิด คือ น้ำเสียวพังทั้งลุ่มน้ำ หลังจากนั้นกลุ่มทุนจึงย้ายกระจายไปทั่วภาคอีสานสู่บ้านดุง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี มีผู้ผลิต 183 ราย และการรวมตัวกันของ 4 ตำบลที่ผลิตเกลือ คือ ตำบลโพนสูงบ้านชัยศรีสุทโธและบ้านดุงที่มีการผลิตมากที่สุดบนเนื้อที่ 5 พันกว่าไร่ กำลังการผลิตเกลือตากที่บ้านดุงในปัจจุบันประมาณ 2-3 แสนตัน เกลือต้ม 5-6 หมื่นตันและส่งขายทั่วประเทศ

บนพื้นโลกมีแหล่งน้ำและสายน้ำมากมายไหลผ่าน เหมือนกับใต้ดินอีสานที่มีน้ำไหลผ่านและเค็มมากเพราะมีชั้นหินเกลือรองรับ ด้วยเหตุนี้การขุดน้ำเกลือแบบบ่อบาดาลมาใช้ส่งผลให้เกิดแผ่นดินยุบตัวหรือชาวบ้านพูดตามความเชื่อว่า ธรณีสูบ อย่างกรณีตำบลหนองกวั่ง อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร ที่ยุบตัวลงแตกเป็นทางยาวใกล้กับนาเกลือ นางหอง แสนพิบุน ชาวบ้าน กล่าวว่า“กรมทรัพยากรธรณีแจ้งให้ย้ายออกจากพื้นที่ภายในเดือนเมษายนนี้บางจุดที่ยุบตัวลงไปมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตรขึ้นไปและมีการนำดินมาถม 200 กว่าครั้งก็จมหายไปหมดบางครั้งมีน้ำพุ่งขึ้นมาจากหลุมยุบ แม่เห็นมันพุ่งแตกยอดสวยเหมือนพญานาคพ่นน้ำเลย”

อีกจุดหนึ่งที่ใหญ่มาก คือ บ้านกุดเรือคำ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ดินยุบตัวลงเองในที่ทำนาเกลือเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เมตรลึก 20 เมตรลงไปทำให้เห็นชั้นดินจนถึงแหล่งน้ำเกลือแต่ชาวนาเกลือเหล่านั้นยังคงทำงานอยู่ภายใต้ความเสี่ยงเหมือนเดิมหลุมยุบ คือ ภัยพิบัติที่ร้ายแรง เช่นกรณีของเหตุการณ์สึนามิหรือแม้กระทั่งกรุงเทพมหานครฝั่งปากน้ำที่ยุบลง 1-3 เซนติเมตร ทุกๆปี เพียงแต่ลักษณะการยุบตัวทางภาคอีสานจะเป็นการพังทลายของชั้นดินลงไปเพราะมีแต่ดินปนทรายไม่ยึดเป็นแผ่นเดียวกัน การสูบน้ำเกลือออกจากโพรงใต้ดินจึงทำให้ดินยุบตัวเหมือนกับการใช้น้ำบาดาล การทำเหมืองละลายเกลือของบริษัทไทยอาซาฮีโซดาไฟ จำกัด มีส่วนในการทำให้แผ่นดินยุบตัวมากเพราะมีกรรมวิธีโดยการเจาะชั้นดินลงไปจนถึงแหล่งเกลือหินวางท่อสองชั้นเพื่ออัดฉีดน้ำลงไปใต้ดินเพื่อละลายเกลือแล้วอัดน้ำเกลือเข้มข้นสูงกลับขึ้นมาตากในนาที่เตรียมไว้

เนื่องจากกำลังการผลิต แบบการต้มและการตากเกลือนั้นไม่เพียงพอกับความต้องการเกลือในอุตสาหกรรมเคมี เพราะอุปสรรคของผลกระทบที่แพร่กระจายอย่างรุนแรงลงไปในที่นาข้าวแหล่งน้ำผิวดินและใต้ดินจึงได้มีการพัฒนาการผลิตเกลือแบบเหมืองละลายอย่าง ไทยอาซาฮี ทำให้มีกำลังการผลิตได้ถึง 1.1 ล้านตันในระบบปิดอุโมงค์ใต้ดินไม่เปิดพื้นที่หน้าดินรบกวนนาข้าวและแหล่งน้ำผิวดิน เกลือที่ได้มีความบริสุทธิ์ถึงร้อยละ 99.9 แต่เป็นเกลือในอุตสาหกรรมเคมี ร้อยละ 80-90 เช่น การผลิตโซดาไฟ อุตสาหกรรมแก้ว พลาสติก สบู่ ผงซักฟอก คลอรีนใช้ผลิตยางและพลาสติกสังเคราะห์ ยาฆ่าแมลง น้ำประปา กรดเกลือในอุตสาหกรรมเหล็กและรถยนต์เป็นต้นส่วนที่เหลือนำมาเติมไอโอดีนใช้ในการบริโภคทุกครัวเรือน

ทิศทางเกลือโลกอนาคตของอีสาน จะเกิดการขยายตัวในการใช้เกลือเป็นวัตถุดิบภาคอุตสาหกรรมเคมีซึ่งนโยบายแผนงานและโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเกลือของประเทศไทย มีอำนาจครอบงำทิศทางการพัฒนาชาติมีการวางแผนการทำเหมืองแร่โปแตซ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 จังหวัด คือ ชัยภูมิ อุดรธานี สกลนคร ขอนแก่นและมหาสารคาม มาตั้งแต่ 20 ปีที่ ผ่านมาแล้วความเป็นจริงการนำโปแตซขึ้นมาทำปุ๋ยเคมี คือ หนึ่งในเส้นทางเกลือที่มีวิวัฒนาการตั้งแต่การต้มพื้นบ้านสู่การตากการทำเหมืองและสุดท้าย คือ โลกอนาคตใต้ผิวดินเหมืองโปแตซอาเซียน ที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ที่ดำเนินการมาแล้ว 10 ปี กำลังผนวกกับเหมืองโปแตซอุดรใต้ที่ อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งในขณะนี้เกิดการต่อต้านโรงงานอย่างเข้มข้นทั้งสองโรงสามารถทำเกลือได้มากถึง 6 ล้านตันเกินความต้องการใช้เกลือในประเทศ 3 เท่า ปัจจุบันเมื่อรวมการผลิตของการทำนาเกลือและเหมืองเกลือจะได้กำลังการผลิตประมาณ 1.6 ล้านตัน/ปี รวมเกลือทะเลอีก 4 แสนตันก็จะได้กำลังการผลิตทั้งหมดประมาณ 2 ล้านตัน/ปี ถือว่าเป็นกำลังการผลิตพอดีกับความต้องการใช้ในประเทศ

การเกิดเหมืองแร่โปแตซ ถือเป็นตัวขจัดการผลิตเกลือแบบการต้มและการตากในนาให้หมดสิ้นไปเอง เนื่องจากเกลือที่ได้จากการทำเหมืองโปแตซมีตลาดและคุณภาพระดับเดียวกัน อีกเหตุผลหนึ่ง คือ เกลือที่ได้จากโปแตซมีปริมาณที่ล้นเกินความต้องการ จึงมีการคิดต่อไปว่า เกลือที่ยังเหลืออีกมากกว่า 5 ล้านตันส่งขายต่างประเทศ และนำเข้าสู่วงจรอุตสาหกรรมเคมีต่อเนื่องภายในประเทศโดยตั้งโรงงานอยู่ในแหล่งวัตถุดิบเพราะไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าขนส่งวัตถุดิบสู่นิคมอุตสาหกรรมทางชายฝั่งตะวันออกถึงจะมีการนำเกลือไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องแล้วก็ตามปริมาณเกลือที่ตกอยู่ราว 2-3 ล้านตัน/ปียังเหลือทิ้งไว้เปล่าๆ บนผิวดิน ผลที่ตามมาคือ นอกจากการแก้ไขปัญหาแผ่นดินยุบแล้วต้องมาตามแก้ปัญหาน้ำเค็ม ดินเค็มอีกด้วย

กระบวนการขุดแต่งแร่แยกแร่ ของโครงการเหมืองโปแตซของบริษัท เอเชีย แปซิฟิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC)เป็นการทำเหมืองแร่เขตชุมชนโดยขุดลึกเป็นอุโมงค์ชอนไชลงไปใต้ดินมากกว่า 300 เมตร กินอาณาบริเวณหลายหมื่นไร่ในขณะที่บนผิวดินกลับไม่ใช่ที่รกร้างว่างเปล่า แต่เป็นไร่นา ที่ดินการเกษตร หมู่บ้าน ทางหลวง วัด สถานีอนามัย ทางรถไฟ เขตทหาร สถานที่ราชการและเอกชนอื่นๆในหลายประเด็นยังเป็นที่หวาดวิตกกันว่าอาจเกิดการทรุดตัวของพื้นดินเหมือนกับบ้านกุดเรือคำ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร เฉพาะในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA ฉบับเก่า) ประมาณการว่าผิวหน้าดินจะทรุดลง 70 เซนติเมตร เป็นบริเวณกว้าง 25 ตารางกิโลเมตร ตลอดช่วง 22 ปีของการทำเหมืองแร่แต่การทรุดตัวและการพังทลายของดินยังคงเกิดอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาน้ำเกลือ เกิดจากกระบวนการแต่งแร่ประมาณ 5,240 ตัน/วัน การใช้น้ำดิบจำนวนมากจะเกิดการแพร่กระจายน้ำเกลือจากกระบวนการแต่งแร่ลงสู่ที่ดินและแหล่งน้ำของชุมชน นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องเศษหางเกลือ 14,000 ตัน ที่นำไปเก็บยังลานกองเกลือกลางแจ้งไม่มีหลังคาปกคลุมกันฝนและลมและอยู่บนผิวดินไปถึง 50 ปี ถูกปล่อยเข้าสู่สภาวะแวดล้อมที่เป็นนาข้าว ป่า หนองน้ำ ลำน้ำและหนองหาน กุมภวาปี

บริเวณที่ก่อสร้างโรงงานโปแตซ ตั้งอยู่ใกล้กับหนองนาตาลหรือหนองไผ่บนเนื้อที่ 2 พันกว่าไร่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 280 เมตร แต่การขุดแร่กินพื้นที่ 2 หมื่นกว่าไร่ใต้ดินและหนองนาตาลเป็นแหล่งน้ำจืดสนิท ที่คาดว่า ใช้สำหรับการถลุงแร่เป็นพื้นที่สูงและมีแหล่งน้ำสายเล็กๆไหลผ่านไปรวมกัน จุดต่ำสุดที่หนองหานพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ โพรงน้ำใต้ดินเหล่านี้เกิดการปนเปื้อนอย่างแน่นอนในขณะที่ผิวดินก็สามารถปนเปื้อนในช่วงฝนตกน้ำหลากเพราะโครงการยังไม่มีมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อม ผลสุดท้าย พื้นที่ลุ่มน้ำทั้งภาคอีสานจะกร่อยและเค็มคนที่เดือนร้อนไม่ใช่เฉพาะชาวไร่ชาวนาอีกต่อไป แต่ขยายวงกว้างสู่ภาคการผลิตน้ำประปาให้คนเมืองใช้ด้วย

ทุกวันนี้ทางภาคอีสาน เกลือ คือ ปัญหาใหญ่ที่เข้ากลบปัญหาอื่น ๆ เกือบทั้งหมด นับจากรัฐริเริ่มโครงการสร้างฝายและอ่างเก็บน้ำถึงปัญหาของนาข้าวที่เกิดจากนาเกลือหรือคนหาปลาที่หาได้เฉพาะช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมก็เจอภาวะปลา จำนวนมากลอยตายเนื่องจากภัยแล้ง น้ำน้อยทำให้ปริมาณความเข้มข้นของเกลือสูง ส่วน นาเกลือ เองกำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนใหญ่ที่นำเข้าเทคโนโลยีชั้นสูงและพร้อมจะผูกขาดการผลิต ปัญหา เรื่องนาข้าว นาเกลือ ถึงการทำเหมืองใต้ดินจะกลายเป็นปัญหาหนักหน่วงโยงไปสู่สิ่งที่น่ากลัวที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ธรณีสูบ ได้ นับว่า มันไม่ใช่ความเพ้อฝันแต่เป็นภัยพิบัติขนาดใหญ่ระดับภูมิภาคที่พร้อมจะเกิดขึ้นแล้ว


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

12 เมษายน 2548