|
เปิด..วิจัยสาละวิน
ก่อนปลายักษ์นอนขวางลำน้ำ?
กล่าวกันว่า
แม่น้ำสาละวินไม่อาจหยั่งวัดถึงเนื่องจากสายน้ำไหลเชี่ยวแรงและหมุนวน
งานเปิดตัวผลวิจัย ปกากญอ-สาละวิน
วิถีแม่น้ำ-วิถีป่า ยาแอะ-โคโหล่โก ฉัน(เรา)รักสาละวิน
ริมฝั่งหาดทรายขาวบ้านสบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน 4-6 พฤศจิกายน
2548 ได้รับการตอบรับจากบรรดาสื่อมวลชน นักวิชาการ และคนลุ่มน้ำจากหลายที่
อาทิ เครือข่ายนักวิจัยไทบ้าน-ปากมูน , ราษีไศล , เชียงของ ,
แก่งเสือเต้น และลุ่มน้ำสงคราม-นครพนม รวมๆ แล้วกว่า 200 ชีวิต
สืบเนื่องแรงบันดาลใจจากวิจัยไทบ้าน-ปากมูนและสำหรับระยะเวลาเกือบ
3 ปี งานวิจัยปกากญอ-สาละวิน (2546-2548) ถอดประสบการณ์ตรงของ
"คนปกากญอ-คนหาปลาแห่งลุ่มน้ำสาละวิน"
จาก 50 หย่อมบ้าน ริมชายแดนไทย-พม่า ครอบคลุมพื้นที่ศึกษาตามแนวพรมแดนจากสบเมย-แม่สะเรียง
แบ่งประเด็นเป็นพันธุ์ปลา , เครื่องมือหาปลาพื้นบ้าน , การเกษตร
, พรรณพืชในป่าและสังคม-วัฒนธรรม ของชาวปกากญอ เพื่ออธิบายระบบนิเวศอันสลับซับซ้อน
ด้วยวิธีการวิจัยผสมผสานทั้งประชุมกลุ่มนักวิจัย , งานสำรวจภาคสนาม
, การสัมภาษณ์-ให้ข้อมูล และการสังเกตุการณ์แบบมีส่วนร่วม

หัวข้อวิจัยแรก คือ ระบบนิเวศแม่น้ำสาละวินและลำน้ำสาขา
กล่าวถึงความหลากหลายของภูมินิเวศ นับระยะทาง 118 กิโลเมตร จากผาตั้งสุดทางที่บ้านสบเมย
ความสลับซับซ้อน ณ จุดนี้ สามารถแยกย่อยออกได้ถึง 18 ระบบ นับจาก
เก-เก้หรือแก่ง , กุย-กุ้ยหรือทีเกว่อ (วังน้ำ) , ทีลอจอหรือน้ำตกที่ตกลงมาเป็นหยด
, นออูหรู่-น้ำซับ , ทีหนึ-น้ำมุด , แมหมื่อโขว่-หาดหิน , แมวาโขว่-หาดทราย
, โหน่-หนองน้ำ , ทีสะเหน่อ-แอ่งน้ำเว้าเล็ก , ทีวอ-แอ่งน้ำเว้าใหญ่
, เลอกะปา-แนวหินริมฝั่ง , ทีลอซู-น้ำตก , โค , ทีโยนขุ่ยอะแล
, ทีกะติ-น้ำแคบ , เว่ยจี-น้ำวนใหญ่ , ที้นีทิ-ริมตลิ่ง , สุดท้ายทีถะหรือที้ท่า-ปากห้วย
หมายถึง การมีอยู่ของพรรณพืชและจำนวนปลาอันหลากหลาย
ซิกอท่า - วังกุ้งแห่งสาละวิน คือ อีกส่วนบนความมหัศจรรย์แห่งภูมินิเวศแถบนี้บริเวณฝั่งรัฐกะเหรี่ยง
ที่ต้องนั่งเรือจากบ้านแม่ดึ๊ (หมู่บ้านหนึ่งที่ร่วมงานวิจัย-สาละวิน)
ออกไป 10 นาที งานวิจัยระบุต่อมาว่า "ณ.ริมผาหินจะมีรูกุ้ง
2 รู จะจมอยู่ใต้น้ำตลอดปี 1 รู ถึงฤดูฝนต้นพฤษภาคม น้ำสาละวินจะเริ่มขุ่นและค่อย
ๆ เอ่อท้นตลิ่งจนท่วมปากรู เมื่อน้ำทรงตัว ประมาณ 1 อาทิตย์
กุ้งขนาดหัวแม่มือจะออกจากรูให้คนริมฝั่งจับมานานหลายสิบปี ไม่เคยหมด"
หัวข้อที่สอง
สายพันธุ์ปลา-สายพันธุ์ชีวิตในลุ่มน้ำสาละวิน พบว่ามีพันธุ์ปลาที่ชาวบ้านจับเป็นอาหารถึง
70 ชนิด แบ่งเป็นปลาหนัง 22 ชนิด ปลาเกร็ด 48 ชนิด ทั้งนี้ งานวิจัยระบุว่า
ปลาในลุ่มน้ำสาละวินและลุ่มน้ำสาขามีมากไม่ต่ำกว่า 100 ชนิดและกะเหรี่ยง-สาละวินมีเอกลักษณ์ในการหาปลาและใช้เครื่องมือหาปลาแตกต่างกันออกไปผ่านคำให้สัมภาษณ์ของพ่อหลวงชวลิต
คงเพชรศักดิ์ ที่ระบุเอาไว้ในงานวิจัย ถึง "หยะเหล่อ"
หรือปลาขนาดใหญ่หนักมากกว่าร้อยกิโลกรัมที่เคยจับได้และ "ซูแมท่า"
จุดบรรจบแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวิน คือ จุดหนึ่งที่มีจำนวนปลามากที่สุด
นิทานโบราณปกากญอ-สาละวินเล่าต่อ ๆ กันมาถึงปลายักษ์ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ใน
โคโหล่โกล เป็นที่เกรงขามของผู้สัญจรไปมาบนลำน้ำสายนี้ อยู่มาวันหนึ่ง
มีคนเห็นปลายักษ์ตัวนี้นอนขวางลำน้ำสาละวิน ส่วนหัวเกยฝั่งทางด้านประเทศพม่า-ส่วนหางหันมาทางด้านประเทศไทย
ปกากญอ-สาละวิน บอกต่อกันมายาวนานให้ระวังเจ้าปลายักษ์ตัวนี้ให้ดี
หากเมื่อใดที่มันนอนขวางลำน้ำเมื่อนั้นสาละวินจะผันแปรนำฝันร้ายมาสู่รุ่นลูก-หลาน
อะไร คือ ปลายักษ์ นิทานเชิงสัญญะที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นปู่ย่า
คือ ความน่าเชื่อถือถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นบน
สาละวิน สายน้ำนานาชาติ สายนี้
สำหรับหัวข้อ เครื่องมือหาปลา ภูมิปัญญาแห่งสายน้ำ
เทคโนโลยีระดับชาวบ้านที่ไม่ได้มีความหมายเป็นแต่เพียงเครื่องมือทำมาหากิน
หากยัง หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ของคนกับระบบภูมินิเวศอันเป็นรากทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อเนื่องยาวนานซึ่งจากผลการศึกษา
ระบุว่า เครื่องมือหาปลาพื้นบ้านถูกแบ่งออกได้ 19 ชนิด 4 ประเภท
ประเภทดัก
เรียก จิ-โพงพาง , เบอ-ไซ , เบอแช-ไซลั่น , จา-ตาข่ายตักปลา
, ฮอลอหยะเร้อจ้อปู-ยอ , ตะแควแซหน่อ-กระบอกดักปลา , อุ๊ปอ-กระบอกดักตะพาบ
ประเภทล่อ เรียก ตะเหม่ออะหย่ะหรือตะแหม่ที้-ใช้ด้วงไม้ไผ่มัดติดปลายไม้ไผ่เหลาเรียว
ล่อปลา , ตะแคว้-เบ็ดธรรมดา , ตะแคว้โช-เบ็ดราว , ตะแคว้แช้-เบ็ดคันยาว
, ตะแคว้โพ้/แป้-เบ็ดเล็กปักตามคันนา , ตะแคว้โฉะ-เบ็ดปักริมน้ำ
, ตะแคว้เจ่อ-เบ็ดสายใหญ่ , ตะแคว้ลิ-เบ็ดฝรั่ง ประเภทจับ เรียก
ปกะ-แห , ทาคาหย่ะ-ปืนยิงปลา , ส่วย-สวิง ประเภทไม่ใช้เครื่องมือ
เรียก มาอ่อปัวะหรือมาอ่อปกว่า-ใช้วิธีกั้นลำห้วย เกละ-ไม้เมา
เกษตรปกากญอ วิถีริมน้ำ วิถีแห่งดอยและหุบเขา อีกหัวข้อวิจัยที่ทำให้เรารู้ว่าธรรมชาติได้ประทานความสมบูรณ์แสนวิเศษมาให้มนุษย์
ซึ่งผลงานวิจัยระบุถึงระบบเกษตร 3 ระบบ ตาสู่-ตาพลา หรือเกษตรริมน้ำสาละวิน
"เมื่อหมดฝนย่างเข้าฤดูหนาว แม่น้ำสาละวินเริ่มลดระดับลงพื้นที่ริมแม่น้ำที่จมอยู่ใต้น้ำตลอดฤดูฝนจะค่อย
ๆ โผล่พ้นน้ำเห็นเป็นหาดทรายขาวยาวตลอดริมฝั่ง พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุที่ถูกพัดพามากับสายน้ำเหล่านี้
คือ แปลงเกษตรของชาวบ้านริมฝั่งน้ำ" มาคึ หรือไร่หมุนเวียนบนดอย
ระบบผลิตหลักของชุมชนสาละวินซึ่งในแต่ละครอบครัวจะเวียนรอบกลับมาทำไร่ในจุดเดิมจุดละ
5-7 ปี มาจิ หรือทุ่งนาในหุบเขา
ทั้งนี้ งานวิจัยยังระบุถึงความเชื่อที่ผูกพันกับนาไร่ เช่น
พิธีเลี้ยงผีนา เรียก บ้อจิ , เลี้ยงผีฝาย เรียก ลื้อทีบอหรือหลื่อทีบอโกะ
, พิธีคาเก๊ จะทำระหว่างช่วงการทำนา , พิธีตีข้าว เรียก แส่เอาะบื้อซ้าหรือแสะเถาะบื้อสะ
, ทำขวัญข้าว เรียก บี้ท้อบือ , พิธีแสะบื้อโขะ จะทำระหว่างกินข้าวไปแล้วครึ่งปี
หัวข้อ
พรรณพืชอาหารและสมุนไพร จากป่าสาละวิน ป่าสาละวิน
คือ ส่วนหนึ่งของเทือกเขาถนนธงชัยตะวันตก จากลักษณะเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนประกอบไปด้วย
ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง ป่าเต็งรังผสมสนและเป็นแหล่งกำเนิดไม้สักขนาดใหญ่
ปกากญอ-สาละวิน จึงเป็นผู้ชำนาญการเรื่องพืชพรรณสมุนไพรใช้สอยประโยชน์จากผืนป่าดิบเป็นปัจจัยแห่งการดำรงชีพทั้งอาหาร
, ที่อยู่อาศัย , เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค
งานวิจัยได้แบ่งพรรณพืชออกเป็น 3 ชนิด หลักตามลักษณะพืช 5
ประเภท ชนิดพืชอาหาร 39 ชนิด เป็นไม้ยืนต้น 5 ชนิด เป็นไม้กอ
13 ชนิด ไม้พุ่ม 4 ชนิด ไม้เครือหรือไม้เลื้อย 6 ชนิด เห็ด 11
ชนิด ชนิดพืชสมุนไพร 77 ชนิด เป็นไม้ยืนต้น 27 ชนิด ไม้กอ 16
ชนิด ไม้พุ่ม 16 ชนิด ไม้เครือหรือไม้เลื้อย 18 ชนิด ชนิดพืชที่เป็นทั้งอาหารและสมุนไพร
23 ชนิด เป็นไม้ยืนต้น 9 ชนิด ไม้กอ 5 ชนิด ไม้พุ่ม 1 ชนิด ไม้เครือหรือไม้เลื้อย
8 ชนิด การแยกแยะระหว่างพรรณพืชที่กินได้และกินไม่ได้เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะที่ไม่มีใครเหมือน
ป่าสาละวินจึงเป็นความมั่นคงทางด้านฐานทรัพยากรที่สมบูรณ์
สุดท้ายหัวข้อ สัตว์ป่า โป่ง การอนุรักษ์ทรัพยากรของชุมชน
ป่าอุดมเพราะคนรักษา ปกากญอ-สาละวินสะสมชุดความรู้ในการรักษาป่ามาเนิ่นนาน
ความเชื่อเหล่านี้ผูกพันเข้าเป็นความเชื่อให้คนเห็นคุณค่าของผืนป่าและสายน้ำ
รักษาทรัพยากรเอาไว้อย่างเคร่งครัด โป่ง-ม้อ เป็นวิถีความเชื่ออย่างหนึ่งของปกากญอ-สาละวิน
งานวิจัยระบุว่า "บริเวณชายแดนไทย-พม่ามีสัตว์ป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
ทั้ง เค้จิโปะ-เสือดาว , เบาะโสะโอะ พะโดะ-เสือโคร่ง , เค้เหมะ-เสือไฟ
, กุ้ยมี-หมาป่า , ต่าซู้-หมี , ด่าโดะ-กระทิง , ต่าโฮ-เก้ง
สัตว์ป่าเหล่านี้จะลงมากินโป่งหรือบริเวณที่เป็นแหล่งแร่ธาตุ
ชาวปกากญอ-สาละวิน เชื่อว่า โป่งเหล่านี้ที่กระจัดกระจายหลายแห่งทั่วป่าสาละวินเกิดขึ้นมาพร้อม
ๆ กับแผ่นดิน" แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โป่งแห้ง-ม้อเค้และโป่งน้ำ-ม้อที้
โป่งเป็นเขตหวงห้ามและมีอาถรรพ์ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะไม่ไปยิงหรือล่าสัตว์บริเวณโป่ง
"ยิงได้
แต่คนยิงจะไม่ได้กิน สัตว์ตาย คนตาย" คำสัมภาษณ์ของพ่อหลวงนุ
ชำนาญคีรีไพร บ้านแม่ก๋อนระบุในงานวิจัยถึงอาถรรพ์ของพื้นที่โป่ง
"เขตโป่งถือเป็นเขตหวงห้าม สร้างบ้านใกล้ไม่ได้ เคยมีพระจากแม่สะเรียงไปสร้างกุฎิใกล้กับโป่งแม่สะบา
(โป่งน้ำ-บ้านแม่สะบา) ไม่นานพระล้มเจ็บ" พ่อหลวงนุเล่าต่อว่า
"อดีต เคยมีชาวบ้านบางรายไปห้างซุ่มยิงสัตว์ที่โป่งแม่สะบา
ตกกลางคืน มองเห็นงูเลื้อยมาบนห้าง ชาวบ้านคนนั้นเอามีดฟันลงไป
ปรากฏว่าเป็นตอกไม้ไผ่ที่ใช้มัดห้างถึงกับตกลงมาตาย บางรายเห็นเป็นหญิงสาวเดินวนเวียนใต้ห้าง
ร้องเรียกชวนให้ลงมากินหมาก เขาไม่ลง รุ่งเช้า ลงมาข้างล่างเห็นเป็นรอยเท้าเสือเดินวนไปเวียนมา
จนรายสุดท้าย ขณะกำลังเฝ้าห้าง ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเรียกให้กลับบ้านถึง
2 ครั้งบอกว่าลูกและเมียตายแล้ว เขาไม่เชื่อ ไม่ยอมลงจากห้าง
สักครู่ใหญ่ ๆ มองเห็นชาย 4 คนหามแคร่ใส่ศพลูกและเมียเดินมาบอกให้ลงมาดูแต่เขาไม่ยอมเชื่อและยิงไปยังแคร่หาม
กลายเป็นเสือ ชาย 4 คน คือ ขา 4 ข้าง" จนวันนี้ พ่อหลวงนุบอกว่าไม่มีชาวบ้านคนไหนไปเฝ้าห้างยิงสัตว์อีกเลย
นอกจากนี้งานวิจัยยังระบุถึงชนิดสัตว์ป่าที่ห้ามยิง อย่างเช่น
โกยูปก่า-ชะนี เพราะไม่ทำลายข้าวหรือพืชผักที่ชาวบ้านปลูกเอาไว้
, ค่าง เชื่อว่าจะคลอดลูกยาก , โถะโก๊ะ-นกเงือก ใครยิงนกเงือกจะทำให้ผืนป่าเศร้าทั้งผืน
, โถะจีแกว-เป็นนกทนายที่ทำคุณประโยชน์แก่ปวงสัตว์ , โถะสะปอ-
นกเหลืองขมิ้น , โถะฉิ-สัตว์ตระกูลอีเห็น , โถะลุยขะ-นกชนิดหนึ่งที่หากฆ่าแล้วจะเกิดการวิวาทบาดหมางกันทั้งหมู่บ้าน
, สะเหนะที้-หนูชนิดหนึ่งหางยาว เป็นสัตว์ใจดี ชาวบ้านจึงละเว้น
, เดะกว่า-คางคกไม่ฆ่าเพราะเชื่อว่ากินไปแล้วจะทำให้เป็นคนนิสัยไม่ดี

หลายคนคงคิดไม่ถึงว่า ปกากญอหาปลา !!! วิถีแม่น้ำ วิถีป่า
ปกากญอ-สาละวิน คือ หนึ่งในบทสรุปชีวิตของคนริมเขตแดนที่ถูกบันทึกเอาไว้ในงานวิจัยปกากญอ-สาละวิน
แสดงถึงความสมบูรณ์แห่งลำน้ำ ชีวิตคนและระบบเศรษฐกิจแบบศีลธรรมที่ชาวบ้านสอนลูกสอนหลานต่อ
ๆ กันมาว่า "อ่อกูอ่อ ลอเหลอะเอล้อ
อ่อสะโกโกวเหมาะ-หาเพียงพอกิน เหลือจึงแบ่งปัน" ผูกพันเข้าสู่ความคิดจิตใจสวนทางกระแสโลก-กระแสทุนที่มุ่งทำกำไรสูงสุดจากทรัพยากรธรรมชาติ
สายน้ำสาละวินเชี่ยวแรงกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น
เชื่อว่า คงไม่มีใครต้องการให้ปลายักษ์นอนขวางลำน้ำ..?
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
16 พฤศจิกายน 2548
|