ความรู้มีชีวิต 7 ชุดภูมิปัญญาชุมชน

คุณเชื่อหรือไม่?ว่าความรู้มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง คน มีชีวิตอยู่ได้เพราะการเรียนรู้ผ่านการปรับตัวเข้ากับธรรมชาติเพื่อมีชีวิตอยู่รอด การเรียนรู้ซ้ำ ๆ ก่อเกิดประสบการณ์กลายเป็นฐานทางภูมิปัญญาผูกพันผ่านความเชื่อประเพณี วัฒนธรรม แอบแฝงอยู่ในวิถีชีวิตของ…คน…ของชุมชน หากเพียงไม่นานผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจตามอย่างตะวันตก นับจากนั้น ความรู้ถูกจำกัดอยู่ภายใต้กรอบของการดึงทรัพยากรมาใช้อย่างไม่ปราณี

ห้องเรียนไม่มีรั้ว ความรู้ไม่มีกำแพง งานมหกรรมห้องเรียนชุมชน คือ มหกรรมรวมความรู้มีชีวิตจาก 7 ห้องเรียนชุมชน ภายใต้การจัดการของวิทยาลัยการจัดการทางสังคม http://www.thaiknowledge.org 1-3 เมษายน เป็นการทลายกรอบของความรู้สร้างมาตรฐานใหม่ผ่านคำพูดที่ว่า ”ที่ไหนมีความชีวิต ที่นั่นมีความรู้ ที่ไหนมีชุมชน ที่นั่นมีห้องเรียน”

การเสวนา ห้องเรียนชุมชน แหล่งภูมิปัญญามีชีวิต ผ่านความคิดเห็นของประยงค์ รณงรงค์ ซึ่งทำหน้าที่ กล่าวถึงชุดความรู้ผ่านการศึกษาในชุมชนไม้เรียงว่า ”ความจริงผมไม่สันทัดเรื่องการศึกษาในระบบมากมายนัก การเรียนรู้ที่ผ่านมาเป็นการสรุปบทเรียนจากการลงปฏิบัติจริง สิ่งที่พบอย่างหนึ่งคือว่า การศึกษาจะทำให้คนสามารถแก้ไขปัญหาแต่จำเป็นต้องกลับมาเน้นเรื่องการเรียนรู้อันไม่ได้หมายความเพียงแค่ห้องเรียน ไม่ได้หมายถึงโรงเรียน เชื่อไหมว่า เด็กวันนี้เบื่อและกลัวว่าโรงเรียนจะเปิดเทอม ผมทดลอง นำเด็กในโรงเรียนเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกับชุมชนเด็กสนุกมากกว่าเพียงแต่เราต้องสร้างให้เด็กรู้ว่า ความรู้มีอยู่ในชุมชน”

“ห้องเรียนชุมชนไม่ได้หมายเฉพาะว่าเป็นอาคาร เป็นตึกสูง ๆ ทุก ๆ ที่สามารถเรียนรู้ได้ไม่ว่าในเมืองหรือชนบท การเรียนรู้ต้องประกอบด้วยองค์ความรู้ผู้ถ่ายทอดและผู้เรียนรู้ องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้เกิดการทำความเข้าใจไม่ว่าจะใต้โคนต้นไม้หรือทุ่งนา นั่นคือ ความหมายของห้องเรียนชุมชน ปัญหาใหญ่ คือ จะทำอย่างไรจึงจะทำให้คนอยากเรียนรู้ ทันทีที่ถูกดึงออกไปสู่โลกภายนอกความรู้จะผูกขาดเรื่องราวจนเป็นเรื่องเฉพาะทาง เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ เราต้องเริ่มด้วยการนำปัญหามากองแล้วนั่งล้อมวงวิเคราะห์หาวิธีเพื่อแก้ไขปัญหา”

“สิ่งใดที่ไม่มีความรู้หรือไม่เข้าใจเพียงพอ เราก็สร้างกระบวนการเรียนรู้เพิ่มเติมประยุกต์ใช้จากภูมิรู้จากภายนอกควบคู่กับความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน เราทำเรื่องโรงเรียนเกษตรกร พัฒนาหลักสูตรการเรียนเรื่องเกษตร ไม่จมอยู่กับการปลูกพืชเพื่อขาย พึ่งพา-พึ่งพิงตนเองเป็นหลัก อันจะเป็นแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาของตนเอง วิถีทางปัญญาเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องสร้างสรุปให้กลายเป็นชุดความรู้ที่สามารถเชื่อมประสานของคนระหว่างรุ่นให้ได้”

ทางด้าน พัฒน์ อภัยมูล จากห้องเรียนแม่ทา จ.เชียงใหม่ ระบุถึง ความหมายของห้องเรียนชุมชนว่า “หลายชุมชนมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ผ่านการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งชีวิตและจิตวิญญาณ ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานทำให้ชีวิตของคนพื้นถิ่นผูกพัน แม่ทาเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น อดีตที่ผ่านมา ผู้คนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จนมาถึงยุคนี้ที่ระบบเศรษฐกิจแบบเกษตรเชิงเดี่ยวรุกเข้ามาทำให้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป ปัญหาเกิดขึ้นเยอะ ทั้งเรื่องการแข่งขันและการถูกเอาเปรียบจากกลุ่มทุนที่เข้ามารับซื้อผลิตผล ทั้งที่เรามีป่าและวัฒนธรรมที่สอดคล้องและอุดมสมบูรณ์มาก”

“วัฒนธรรม คือ ทุกสิ่งตั้งแต่เกิดจนตาย เรียกว่า วิถีทางวัฒนธรรมทั้งสิ้น มีการสร้างฝายน้ำ ประเด็น คือ สามารถทำให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมได้ด้วยการทำให้คนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยการพูดถึงสายน้ำและพูดถึงเรื่องเหมืองฝายว่าเป็นอย่างไร เด็ก ๆ จะรู้ว่า เครื่องมือของการทำงาน คือ การระบายน้ำไม้ที่สร้างไว้จะสลายไปตามเวลา เมื่อการปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่อาจจะทำให้คนในชุมชนอยู่ได้ด้วยการพึ่งพิงตนเอง การฟื้นฟูวิถีเก่าจึงเป็นเรื่องที่คนในชุมชนแม่ทาให้ความสำคัญ เด็ก ๆ จะเรียนรู้จากการทำเกษตรจริง การปลูกพืชผักผลไม้เป็นอย่างไร รับรู้ถึงความยากลำบากในวัฒนธรรมการผลิต ตั้งแต่การปลูกไปจนถึงการขาย เด็กจะเริ่มเรียนรู้และตั้งคำถาม ชุมชนและวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่แยกไม่ออกจะชุมชน”

“เมื่อเรียนรู้ได้ระดับหนึ่ง เราพบว่า เยาวชนจำนวนหนึ่งหายออกไปจากหมู่บ้าน เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ เรากำลังยื้อแย่งกับทุนภายนอก แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป เรา จึงเน้น สองส่วนใหญ่ คือ การเรียนรู้เรื่องรากของเราเองและการเรียนรู้กระแสพัฒนาของโลกเรียนรู้กันระหว่างรุ่น คนในชุมชนจะคิดถามและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน”

พรมมา สุวรรณศรี จากห้องเรียนชุมชน แม่วงก์ นครสวรรค์ กล่าวถึงประสบการณ์การเรียนรู้ในห้องเรียนห้องนี้ว่า “เรามีการเรียนรู้ผ่านเวทีสัญจรระหว่างผู้คนในชุมชนกันเอง บ้านนี้ไปเรียนรับความรู้จากอีกบ้าน ทำให้ความคิดเห็นของคนแตกออกไปในแนวทางที่หลากหลายและร่วมกันรักษาและดูแลป่าชุมชนผ่านการมีส่วนร่วมคิดเห็น”

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องการเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องป่าไม้ และความสูญเสียที่เกิดจากการรุกเข้ามาของทุนขนาดใหญ่ ภายใต้เงื่อนไขทางสังคมและพื้นฐานความคิดที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ ความรู้ เกิดจากการแก้ไขปัญหา การจัดการหรือการใช้ทรัพยากรเป็นเรื่องใหญ่ ป่าลดน้ำน้อย คนมากขึ้น เราต้องจัดสรรให้แก่ทุกคนอย่างเท่ากัน สิ่งสำคัญ คือ ทำอย่างไรที่จะปลูกป่าทดแทนและลดการพึ่งพิงป่าให้มากที่สุด จนในที่สุดเราค้นพบชุดความรู้ชุดใหม่ผ่านการการเรียนรู้ร่วมกันจนขยายออกจากกลุ่มบ้าน”

บุปผาทิพย์ แช่มนิล จากห้องเรียนรักษ์เขาชะเมา จ. ระยอง กล่าวว่า “แท้ที่จริงแล้ว การเรียนรู้เป็นเรื่องที่ต้องสืบผ่านมาจากรุ่นสู่รุ่น บทเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป ภายใต้ความทันสมัยที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของคน ทุกวันนี้ควาย การเอาแรงดำนา หรือการนวดข้าวกลายเป็นเรื่องราวที่ไม่มีให้เห็นอีกต่อไป ในวันที่ เรา ยังเป็นคนตัวเล็ก มาก ๆ การศึกษาทำให้เรามองไม่ออกว่าเราจะรักษาวิธีการเหล่านี้เอาไว้เพื่ออะไร เพราะเราไม่ได้เข้าเรียนเพื่อจบออกมาทำการเกษตร สภาพเมืองและชนบทที่แตกต่างกันมากทำให้เราเริ่มงานที่บ้านด้วยการทำร้านหนังสือน้ำใจจนเกิดเป็นกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องราวในชุมชน นำเด็กมาสู่ค่าย จนวันนี้ เราเป็นแกนหลักในการเข้าไปเรียนรู้ชุมชน”


“เด็กทุกวันนี้ ขาดเพื่อน
การรวมกลุ่มกันของคนในชนบทกลับถูกถ่างออกจากกันเพราะหลายองค์ประกอบ การศึกษาเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ทุกคนอยู่ได้แต่ก็กลายเป็นเรื่องตัวใครตัวมัน ทันทีที่เรารับเอาความทันสมัยเข้ามาไว้ในความคิดและการพัฒนากระแสหลักความเป็นชนบทที่แนบแน่นก็เริ่มหายไป การทำงานที่ผ่านมาสรุปอะไรให้เราหลายอย่าง การเรียนรู้ภูมิปัญญาของคนในหมู่บ้านเกิดจากความอยากรู้อยากเข้าใจเรื่องของตนเอง นั่นคือ การเรียนรู้ผ่านห้องเรียนชุมชนผ่านภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่”

ครูนิวัตน์ โฮ้เต้กิ้ม กล่าวว่า “การเรียนนอกจากจะศึกษาเรื่องราวทางวิชาการแล้ว การเรียนรู้เพื่อสงบรำงับกับพระก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำให้เกิดขึ้น เราเรียนรู้กับคุณครูที่โรงเรียน จากการทำกิจกรรมตามคำสั่งของครูเพียงเท่านั้น เราจึงเน้นกิจกรรมที่เด็ก ๆ มีบทบาทมากขึ้น การทำกิจกรรมนักเรียนซึ่งตอนนั้นมีครูเป็นส่วนสำคัญในการทำเราก็เน้นให้เด็กได้เข้าไปมีส่วนร่วมซึ่งในระดับต่อมาเกิดการเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหาจริงร่วมกับผู้ใหญ่ในชุมชนถือเป็นเรื่องใหม่ตามความคิดเห็นของใครหลายคน จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม เราได้นำนักเรียนเข้าทำการค้นคว้าศึกษาเรียนรู้ เราไปดูงานที่ภาคเหนือและร่วมการเคลื่อนไหวรณรงค์เพื่อประสานการแก้ปัญหากับนโยบายรัฐเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนรับรู้ปัญหาและเข้าทำการแก้ไขปัญหา จนเกิดกระบวนการเรียนรู้เชิงสังคม อย่างได้ผลเต็มที่ จนนำไปสู่การศึกษาเรื่องคลองในจังหวัดสุราษฎร์ อย่างลึกซึ้ง”

และสุดท้าย พะตีจอนิ โอโดเชา สรุปถึง ความรู้ของคนว่า “คนในชนบทจะเรียนรู้ว่าที่แห่งไหนทำนา ปลูกพืชผักชนิดใดได้ เราตัดต้นไม้ต้นสองต้น คนเมืองก็มองว่า เราทำลายป่าแต่ในเมืองกลับไม่มีต้นไม้เหลือไว้สักต้น เราจะแบ่งป่าออกเป็นส่วน ๆ แห่งนี้ใช้ได้ จุดนี้ใช้ไม่ได้ ที่นี้เป็นป่าสะดือ จุดนี้เป็นป่าต้นน้ำ เราก็รักษาป่าของได้มาหลายชั่วอายุคน มากกว่ากรมป่าไม้เสียอีก”



ถ่ายทอด จากรุ่นสู่รุ่น


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

5 เมษายน 2547