ลูกสายน้ำสาละวินบนแผ่นดินไทย แต่ไร้สัญชาติ

คำขวัญวันเด็กในปีนี้ “เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด” เด็กทุกคนตระหนักถึงข้อความนี้ดีแต่เด็กไร้สัญชาติทั้งจำทั้งปฏิบัติมานานยังคงขาดการสนับสนุนและปล่อยให้เป็นปัญหาสัญชาติเรื้อรังต่อไปขณะที่ความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการทำได้ในข้อจำกัดทางกฏหมาย นำเรื่องบัตรสี่เหลี่ยมมาเป็นตัวตั้งเขาเหล่านั้นจึงถูกจำกัดสิทธิทางการศึกษา บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค การเดินทางและจิปาถะที่ต้องต่อสู้ ตามกระบวนการกฎหมายไทย

ยามเช้าตะวันส่องสายสาละวินไหลเอื่อย แต่หมุนวนอย่างน่ากลัว ขณะที่เด็กน้อยริมสาละวินทั้ง 3 หมู่บ้านนั่งเรือมาพบกัน มองไปบนฝั่งถนนอีก 15 หมู่บ้าน พาเด็กๆมาสมทบใน งานวันเด็กไร้สัญชาติ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2548ณ โรงเรียนบ้านแม่สามแลบ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่เป็นเวทีเสียงคนไร้สัญชาติอีกรอบปีหนึ่ง มีเด็กและผู้ปกครองเข้าร่วมงานถึง 1,500 คนนับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่องค์กรฯเครือข่ายสมาชิกได้ร่วมกันจัดงานเพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน ชุมชนที่อยู่ห่างไกล ทุรกันดาร โดยเฉพาะเด็กเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนบนพื้นที่สูงที่ไม่มีโอกาสเข้าร่วมงานวันเด็กแห่งชาติที่จัดโดยหน่วยงานต่าง ๆ ทุกภาคของประเทศไทยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน สภาทนายความ ตำรวจ ทหาร โรงเรียน องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) และเจ้าหน้าที่จากอำเภอ

ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เราได้เห็นภาพ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นั่งฟังเด็กยากจนเรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ อ่านบทความในใจแล้วทำให้นายกฯถึงกับน้ำตาคลอเบ้า นั่นคือ ฉากชีวิตเด็กไทยทุกข์ยากกับการศึกษาที่พบเห็นในสังคมอยู่ทุกสมัยและต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลชุดนี้อย่างจริงจังมองย้อนเข้าไปในหุบดอยใกล้ชายแดนไทย-พม่า หนูน้อยตาใสแป๋วนั่งฝันถึงความมั่นคงของชีวิตใต้ร่มธงไทย เขาเหล่านั้น คือ เด็กไร้สัญชาติ ที่ตกอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ไร้สถานะแม้ส่วนใหญ่ได้รับการยกระดับจากกรมการปกครองให้มีสถานะบุคคลตามกฎหมายโดยถือบัตรบุคคลสีต่าง ๆ แต่บางคนยังไม่มีบัตรอะไรเลย เพราะตกสำรวจ เขาจึงไม่มีที่อยู่อาศัยไม่มีสิทธิเสรีภาพและต้องยอมจำนนต่อกฎหมายที่สร้างขึ้นมาแล้วทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเอง

บุคคลซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของเด็กไร้สัญชาติปีนี้ คือ มึดา นาวานารถ เยาวชนเผ่ากะเหรี่ยงวัย18 ปี เธอเติบโตในชุมชนบ้านท่าเรือ ตำบลสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอนเหตุที่ต้องกล่าวถึงเด็กหญิงคนนี้เพราะเธอโชคดีกว่าคนอื่น ๆ มีที่พักพิงในชุมชนเล็ก ๆ ริมน้ำ ได้รับการศึกษา โดยความช่วยเหลือจากศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชนและเธอได้รับบัตรประจำตัว สีเขียวขอบแดง ซึ่งระบุว่า “เผ่าพม่า”เธอ กล่าวว่า “สัญชาติเป็นเรื่องกฏหมาย ส่วนใหญ่กฏหมายจะเอื้อประโยชน์กับคดีอื่น ๆ แต่กฏหมายสัญชาติมีคนรู้น้อยมากและมีแต่แนวทางไม่มีปฏิบัติเพื่อคลี่คลายปัญหาหนูจึงอยากเป็น ดร.นักกฏหมาย อาจไร้สัญชาติ แต่ก็ภูมิใจ เพราะเป็นตัวอย่างให้กับคนที่ขาดความหวังและสร้างกำลังใจให้ลุกขึ้นสู้

นางสาวทิพยมณี บอกความในใจว่า “ตอนที่เกิดสงครามพม่ากับกะเหรี่ยงมีระเบิดมาตกใกล้บ้านจนพ่อแม่พากันอพยพมาที่บ้านแม่สามแลบ จังหวัดแม่ฮ่องสอนพ่อต้องทำงานแบกของส่งให้ฉันเรียน ฉันประสบปัญหาในการเรียนต่อในระดับชั้น ม.3 ทางอาจารย์ขอเลข 13 หลักและหลักฐานทะเบียนบ้าน ดิฉันก็ตอบไปตามความจริงว่าไม่มี “ทิพยมณีเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีปัญหาของการสำรวจจากทางราชการ เธอเดินทางไปขอเลข 13 หลักและรับบัตรเพื่อเป็นหลักฐานการเรียนต่อ ทางอำเภอกลับให้คำตอบว่า “แค่ไปสำรวจ”ปัญหาต่อมา คือ การเดินทางไปเรียน กศน.นอกพื้นที่ไม่ได้รับความสะดวก การไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลต้องจ่ายมากเพราะการไม่มีบัตรแสดงสถานะบุคคล “หนูมีปัญหาด้านสำเนาทะเบียนบ้านกับบัตรประจำตัว ต้องการใช้เพื่ออนาคตข้างหน้าในการศึกษาและอยากเรียนจบปริญญาเพื่อมาเป็นครูสอนน้องกับชาวบ้านที่ยังขาดความรู้”

สกาวเดือน กล่าวว่า “ หนูอยู่บ้านแม่กองก๊าดที่ส่วนใหญ่เป็นคนไทย ตอนนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจทั้งที่ร้องเรียนไปถึง 3 ครั้ง พ่อหลวงที่นั่นบอกว่าหนูเป็นพม่าไม่มีทางเป็นคนไทยได้หนูอยากเป็น นายกรัฐมนตรี เพราะอยากเห็นทุกคนเป็นไทย ไม่อยากให้ใครไร้สัญชาติ อยากฝากถึงนายกฯทักษิณว่า ขอให้เห็นแก่ประชาชนที่ไร้สัญชาติ อยากให้ท่านเข้ามาสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันรับฟังปัญหาจากชาวบ้านที่นี่ด้วย

ด.ญ.แตน กล่าวว่า “หนูรู้สึกน้อยใจที่ไม่มีสัญชาติไทยเหมือนคนอื่น ทั้งที่หนูเกิดและเติบโตในไทย หนูอยากให้ท่านนายกฯทักษิณ จัดการเรื่องการเรียนและส่งเสริมการศึกษา เพราะฝันว่าอยากเป็นพยาบาล พ่อแม่หนูทำงานหนักมากบางครั้งก็ไม่พอกิน ก่อนนอนจะคิดถึงพ่อกับแม่ที่ทำงานอยู่เชียงใหม่ หากผู้ใหญ่คนไหนช่วยเหลือให้หนูมีความหวังและอนาคตสดใส หนูจะขอบคุณมากๆค่ะ”

ธงชัย กล่าวว่า “ผมรู้สึกด้อยกว่าคนอื่นๆ ไม่ได้รับสิทธิ์ในการแข่งขันกีฬาในระดับเขต เพราะไม่มีทะเบียนบ้าน ผมเคยขอทุนตอนอยู่มัธยม 1 ผมไม่ได้รับทุนการศึกษาเพราะไม่มีทะเบียนบ้านทั้งที่เคยฝันว่าในอนาคตอยากเป็นทหารเพื่อรักษาชาติ เพราะผมอยู่ในประเทศไทยต้องรักชาติ

ศิลปชัย กล่าวว่า “ผมน่าจะได้อยู่ ป.5 หรือ ป.6 แล้วหากตอนนั้นพ่อกับแม่ของผมไม่เสียชีวิต เมื่อมาอาศัยอยู่กับป้าก็ยิ่งรู้ตัวดีว่าคงไม่ได้เรียนเพราะป้ามีภาระส่งเสียลูกๆอีก 3 คนจึงขอคุณป้าไปอยู่วัดท่าสองยางได้ประมาณปีกว่า หลังจากนั้น มีทหารคนหนึ่งรับผมเป็นบุตรบุญธรรมแต่ต้องอดทนแม้ถูกทำร้ายร่างกาย หลังจากผมได้รับการช่วยเหลือจากพี่หลวง(สันติพงษ์ มูลฟอง)ชีวิตผมก็ดีขึ้นอนาคตผมอยากเป็นหมอ เพราะถ้าผมเป็นหมอในตอนนั้นคงช่วยชีวิตพ่อกับแม่ตัวเองได้ ขอให้ท่านนายกฯช่วยให้ผมได้สัญชาติ เพราะผมอยากพัฒนาประเทศ

”ด.ญ.รจนา กล่าวว่า “หนูเกิดที่บ้านแม่สามแลบ รู้สึกเสียใจมาก ๆ ที่ไร้สัญชาติและถูกเรียกว่า เผ่ากะลา พม่า ต่างด้าว เพื่อน ๆ ของหนูได้ยินคำนี้แล้วรู้สึกเสียใจเช่นกันหนูนับถือศาสนาอิสลามไม่ใช่เผ่าอิสลามเหมือนที่ผู้ใหญ่ที่อำเภอเรียกกันหนูอยากเป็นหมอเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านและน้องๆในชุมชน”

ด.ญ.ใหม่ กล่าวว่า “หนูไม่ได้รับการศึกษา ทั้งที่โรงเรียนมีการให้สมัครขอทุน ล่าสุดพ่อพาน้องที่เกิดใหม่ไปแจ้งเกิด แต่มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกว่าถ้าอยากได้สัญชาติไทยต้องจ่ายเงิน 1 ล้านบาทครอบครัวหนูต้องชอกช้ำใจเพราะความไม่รู้และความสนุกปากของเจ้าหน้าที่ตอนไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลไม่มีบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค เนื่องจากไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน อยากขอให้ท่านนายกฯได้เห็นความสำคัญกับเยาวชนบ้างเพราะเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้าที่ร่วมพัฒนาชาติ” (ในบัตรระบุว่าเธอเป็นเผ่าพม่า)

สันติพงษ์ มูลฟอง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน ให้ข้อมูลเรื่องโอกาสทางการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติว่า เป็นสิ่งที่น่ายินดีที่รัฐบาลไทยถอนข้อสงวน เรื่องสิทธิทางการศึกษาของชนกลุ่มต่างๆสามารถดำรงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภาษาและค่านิยมของเด็กตนเองได้ ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540รัฐบาลมองว่า การศึกษาเป็นเรื่องสากลที่เปิดโอกาสดี ๆ สำหรับเด็กทุกคน หลังจากนั้นได้มีระเบียบจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฏร์ของกระทรวงศึกษาธิการทำให้ด็กสามารถเรียนไปถึงระดับภาคบังคับและออกใบสุทธิทางการศึกษาได้ แต่ปัญหาที่ตามมา คือ........เด็กถูกเลือกปฏิบัติเพราะกฎหมายกับระเบียบของแต่ละหน่วยงานยังขัดกันอยู่เช่นเรื่องการศึกษากับการเดินทาง เนื่องจากแม่ฮ่องสอนยังไม่มีระดับอุดมศึกษาซึ่งบ่งชี้ว่ามึดาซึ่งถือบัตรสีเขียวขอบแดงไม่มีสิทธิออกนอกพื้นที่ เว้นแต่มีเหตุอันจำเป็น อย่างการเดินทางไปเรียนที่ ม.พายัพในอนาคต ต้องไปขออนุญาตให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเซ็นอนุมัติได้เพียง 15 วันแต่มึดาต้องเรียนถึง 4 ปี ลองคิดดูว่าต้องขออนุญาตกันกี่ครั้ง“เป็นอุทาหรณ์ที่พี่อยากเตือนน้อง ๆ ว่า น้องที่ยังไม่ได้สัญชาติต้องตั้งใจเรียนให้ดี ไม่ต้องสนใจหรือกังวลว่าจะต้องได้สัญชาติไทย”

หากไม่มีมหาวิทยาลัยเอกชนรองรับเด็กไร้สัญชาติ พวกเขาต้องไปสมัครเรียนของภาครัฐเพียงก้าวแรกก็ถูกกีดกัน เนื่องจากสมัครเอ็นทรานซ์ไม่ได้พราะไม่มีเลข 13 หลักเป็นบาร์โค๊ดประจำตัวแต่ถ้าเลี่ยงไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนปัญหาที่ตามมาอีก คือ ไม่สามารถกู้เงินจากรัฐได้หรือ ถ้าหากพวกเธอเรียนจบขึ้นมาก็ถูกกระบวนการกีดกันจากบริษัทอีกเพราะมีการสงวนไว้เพื่อคนไทยและเขาเหล่านั้นถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ไร้สัญชาติ ต้องทำงานก่อสร้าง งานบริการชั้นต่ำและภาคเกษตรที่สังคมไทยเริ่มเมินกันไปแล้ว





ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

11 มกราคม 2548