|
อาลัย สำเนา
ศรีสงคราม นักสู้เพื่อลำน้ำพอง
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 ที่ผ่านมา
เป็นวันครบรอบหนึ่งปีในการเสียชีวิตของนายสำเนา ศรีสงคราม ประธานชมรมอนุรักษ์และฟื้นฟูลำน้ำพอง
จังหวัดขอนแก่น ที่ร่วมกันเคลื่อนไหวต่อสู้กับชาวบ้านในพื้นที่
เรื่องผลกระทบจากลำน้ำพองเน่าเสียจากโรงงาน ฟีนิกซ์ พัลพ แอนด์
เปเปอร์ จำกัด มาตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปัจจุบัน
นักอนุรักษ์ลำน้ำพองผู้นี้
ได้ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมที่เถียงนาใกล้บ้าน ที่บ้านคำบงพัฒนา
ต.โคกสูง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2546
ภายหลังจากนั้นไม่กี่วัน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้จับกุม นายสมบัติ
ทองสมัคร มือปืนผู้ลงมือฆ่านายสำเนา ศรีสงคราม และได้ให้การซัดทอดถึงนาย
สมพงษ์ นารี กำนันในตำบลโคกสูง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น
ว่าเป็นผู้จ้างวานฆ่า นายสมพงษ์ นารี ได้ให้การปฎิเสธทุกข้อหาและยืนยันจะให้ปากคำในชั้นศาลเท่านั้น
ทั้งนี้ กำนันคนดังกล่าว ได้ทำงานรับเหมา ให้กับบริษัทฟินิคซ์
รวมทั้งเป็นนายหน้าหาที่ดินของชาวบ้านให้กับบริษัทฟีนิคซ์ในการกว้านซื้อที่ในพื้นที่กว่า
4000 พันไร่ รอบโรงงานที่จะใช้ที่ทำเป็นโครงการโปรเจคกรีน เพื่อนำน้ำเสียที่ได้จากกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษซึ่งเป็นพิษต่อน้ำ
สัตว์น้ำ พืช และมนุษย์ มารดต้นยูคาลิปตัสแทนที่จะทิ้งน้ำเสียจากกระบวนการผลิตลงน้ำพองแบบเดิมๆที่ทำมา
เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย ซึ่งถือเป็นชนวนเหตุสำคัญในการเสียชีวิตของ
นายสำเนา ศรีสงคราม โดยมีสาเหตุเกี่ยวข้องในเรื่องของการต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้ยุติโครงการที่ปล่อยมลพิษลงลำน้ำพอง
หนึ่งปีผ่านไป
ท่ามกลางความหวาดกลัวของชาวบ้านในพื้นที่ และความเดือดร้อนที่ได้รับยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้นจากผลกระทบจากการปล่อยน้ำเสียของโรงงานฟีนิกซ์
พื้นที่ไร่นา ปลูกข้าว ปลูกอ้อยไม่ได้ ต้นไม้ตายยืนต้น ดินเป็นดินเกลือแข็งมีสีเหลือง
แม้แต่หญ้าก็ขึ้นไม่ได้ เพราะพื้นที่โครงการโปรเจคกรีนอยู่สูงกว่าที่นาของชาวบ้าน
น้ำจากโครงการไหลลงมาทำให้เกิด ผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรและไหลลงห้วยโจด
ตลอดจนกลิ่นเหม็นที่รบกวนจากกระบวนการผลิต จนชาวบ้านในพื้นที่ทนไม่ได้ต้องจำยอมขายที่ให้กับโรงงานฟีนิคซฯ
หรือแลกเปลี่ยนที่กับทางโรงงานตามข้อเสนอที่ทางโรงงานได้ยื่นให้กับชาวบ้าน
เพราะไม่มีใครคอยเป็นหูเป็นตา เฝ้าระวัง และกล้าประกาศความเดือดร้อนเหมือนตอนที่นายสำเนายังอยู่
นางมยุรี
ศรีสงคราม ภรรยานายสำเนา ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ในพื้นที่
ในตอนนี้ว่า ตั้งแต่สำเนาตาย ชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนที่ และขายที่
ให้กับบริษัทฟีนีคซ์ เพราะว่าไม่มีใครสู้เท่ากับนายสำเนาแล้ว
ชาวบ้านล้า และกลัว ขายที่เกือบหมด แม้แต่ที่นาของครอบครัวตนเองก็ขายให้กับโรงงานฟีนิคซ์
แล้วเช่นกัน เพราะญาติพี่น้องทั้งหมดก็กลัว โดยขายไป ในราคาไร่ละ
55,000 บาท แล้วไปซื้อที่นา ใหม่ที่บ้านหนองผือ ไร่ละ 42,000
บาท ชาวบ้านบางคนก็ไปเปลี่ยนที่ การแลกเปลี่ยนพื้นที่ คือพื้นที่โปรเจคกรีนบริเวณใกล้ๆ
นิคมอุตสาหกรรมเนื่องจากบริษัทไม่สามารถ ต่อท่อน้ำเสียเพื่อไปรดยูคาได้เพราะอาจเกิดน้ำไหลรั่วซึมเข้าไปในสถานที่ราชการ
บริษัทจึงอยากแลกเปลี่ยนที่กับชาวบ้าน
ไม่มีใครคนไหนเขาอยากเปลี่ยนที่กับบริษัทหรอก เพราะที่ เดิมที่ได้มาตั้งแต่สมัยปู่ย่า
ตายาย มันดีอยู่แล้ว แต่ที่เปลี่ยนเพราะที่ทำอะไรไม่ได้แล้ว
ก็เลยต้องเปลี่ยน ที่ของชาวบ้านมันพื้นที่ลุ่มดินเสียหมดแล้ว
ทำอะไรไม่ได้เขาปล่อยน้ำอยู่บนเนิน พอเปลี่ยนเขาก็ปล่อยน้ำเสียได้สะดวก
ฟินิกซ์ซื้อที่ สี่พันไร่ ถ้าเขาซื้อหมดก็ปล่อยน้ำเสียได้อย่างถูกต้อง
แต่สร้างผลกระทบเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าเขาไม่ให้ปล่อยลงห้วยโจดแต่น้ำมันซึมได้
เพราะเขาปล่อยน้ำทั้งวันทั้งคืน เลี้ยงวัวก็เห็นเขาปล่อย เขาทำเป็นคลองรองน้ำฝนอ้อมบ้านของเราเอาไว้
แต่ๆจริงๆ แล้วเขาปล่อยน้ำลงมาตลอดไหลลงมาตามร่องน้ำฝน ไหลงลงลำห้วยโจด
ตอนนี้ปล่อยก็ไม่มีใครไปร้องเรียน ชาวบ้านไม่กล้า เขาบอกว่าเรื่องไม่ทันจบก็ยังไม่มีใครกล้า
หน่วยงานราชการก็ไม่ได้แวะเวียนมาเหมือนเมื่อก่อน
ในส่วนของความคืบหน้าของคดีนั้น นายคุ้มพงษ์
ภูมิภูเขียว ตัวแทนทนายความจากสภาทนายความ
เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีการนัดสืบพยานโจทย์
นัดแรก ซึ่งทางฝ่ายที่เป็นตัวแทนของรัฐคืออัยการ ในส่วนของมยุรี
ภรรยาของนายสำเนา ในฐานะผู้เสียหายมีสิทธิในการที่จะขอเข้าเป็นโจทย์ร่วม
คดีนี้เป็นคดีซับซ้อน อุกฉกรรจ์ พยานหลักฐานมีมาก สำหรับกำนันสมพงษ์
เป็นตัวแทนผู้รักษาผลประโยชน์ให้กับโรงงานฟีนิคซ์ ซึ่งมีสาเหตุมาโดยตรงกับการที่สำเนาไปต่อสู้เรียกร้อง
คัดค้านเรื่องฟีนิกซ์ที่ก่อเกิดมลภาวะต่างๆ เป็นเหมือนตัวแทนนายหน้าของโรงงานฟีนิคซ์
สำหรับแนวโน้มของคดีและในส่วนของโรงงานฟินิคซฯ ที่เป็นปัญหาเริ่มต้นความเดือดร้อนนั้น
นายคุ้มพงษ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เรามีพยานหลักฐานทุกอย่าง และมีความมั่นใจในข้อเท็จจริง
จำเลยจะต้องได้รับการพิจารณา ส่วนทางโรงงานฟีนิคซ์ ยังไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน
ว่าจะเกี่ยวข้อง แต่ปัญหาเริ่มต้นความเดือดร้อนนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
ในส่วนของโรงงานฟีนิคซ์ เองก็ไม่เป็นผลดีต่อโรงงานมากนักเพราะปกติก็เสียหายอยู่แล้ว
ยิ่งตอนนี้ขบวนการชาวบ้านในพื้นที่ เกรงกลัวอำนาจอิทธิพลของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในทางคดีและในปัญหาเรื่องนี้
ในขณะที่ นางสุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนภาคอีสาน ( กป.อพช.อีสาน)
และหนึ่งในคณะทำงานติดตามคดีสำเนา ศรีสงคราม เปิดเผยว่า การเสียชีวิตของสำเนา
ศรีสงคราม ต้องเปิดเผยออกมาว่าใครอยู่บื้องหลังในเรื่องนี้ สำเนา
ต้องไม่เสียชีวิตฟรี เพราะเขาเป็นคนดี ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมและเพื่อสังคม
ตนคิดว่าคนทำความผิดต้องได้รับการลงโทษในกระบวนการยุติธรรม ถึงแม้ว่าในวันนี้
สำเนาจะเสียชีวิตแต่เราก็ยังอยากให้กำลังใจชาวบ้านต่อ น้ำพองเป็นเส้นชีวิตไม่ใช่แค่ของชาวบ้านในพื้นที่ตรงนั้นแต่เป็นของคนทั้งขอนแก่น
ที่นำมาใช้ประโยชน์ เราก็คงต้องร่วมแรงร่วมใจกันการช่วยกันทำงานในการอนุรักษ์ลำน้ำพองต่อไป
สำเนา
ศรีสงคราม ไม่ใช่คนแรกที่ต้องจบชีวิตเพราะความขัดแย้งในเรื่องของผลประโยชน์เพื่อปกป้องรักษาทรัพยากรท้องถิ่นที่ถูกรุกราน
การเสียชีวิตของเขาเป็นการย้ำเตือนและระลึกถึงการสังหารผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในทุกหย่อมย่านในสังคมของเรา
สิ่งที่เขาทำอยู่ทุกวันยามที่ยังมีชีวิตอยู่ คือการเดินหน้าพิสูจน์เพื่อให้ความจริงที่คนในชุมชนได้รับความเดือดร้อนได้ปรากฎทุกวิถีทาง
ให้พวกเขาได้มีที่ทำมาหากินโดยไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำเสียของโรงงาน
เห็นคุณค่าและเคารพในวิถีชีวิตที่เขาเลือก ไม่ใช่บีบบังคับ กดดัน
รังแกชาวบ้านให้เขาทิ้งพื้นที่หาอยู่หากิน เพื่อที่โรงงานจะได้พ้นตราบาป
รวมทั้งประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายในการฟื้นฟูลำน้ำพอง ทั้งในส่วนของบริษัท
และส่วนราชการ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมาตลอดในเวลาเกือบสิบปี
เราหวังเพียงโลกนี้จะยังคงมีความยุติธรรม
เพื่อให้คนข้างหลังได้มีแรงที่จะทำงานต่อไปในการพลิกฟื้นเส้นชีวิตของลำน้ำพอง
อันเป็นเส้นเลือดของคนขอนแก่นให้กลับคืนมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นความหวังของสำเนานักสู้เพื่อลำน้ำพองผู้นี้
ที่มัก พูดอยู่เสมอๆ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ว่า ตนอยากให้ทางโรงงานออกมายอมรับว่าปล่อยน้ำเสียแล้วหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง
เพราะชาวบ้านที่มีปัญหาความเดือดร้อน ที่ได้รับผลกระทบจากการปล่อยน้ำเสียของโรงงานเขาก็จะได้รับการแก้ไขปัญหาด้วยเช่นกัน
*
รายละเอียดเพิ่มเติม : ความตายของสายน้ำ
สำเนา ศรีสงคราม :
Click ที่นี่ *
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
|