|
5 รางวัลป่างาม-น้ำใสฯ (ครั้งที่ 3) "ชวนคนเมืองรักษ์ป่า"
สังคมอุตสาหกรรมเร่งให้คนเข้าสู่วงจรของการเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ใช่หรือไม่ว่า เพราะวิถีชีวิตที่ฉีกออกไปจากการพึ่งพาธรรมชาติทางตรงทำให้ระบบสำนึกเชิงคุณค่าในเรื่องสิ่งแวดล้อมของคนเมืองลดลง
จนอาจกล่าวได้ว่า 'คน' วันนี้ยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเพียงพอ

มูลนิธิกองทุนไทย
ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์
จำกัด(มหาชน) จัดกิจกรรม
ป่างามน้ำใส ร่วมใจรักษ์ (3) บริเวณหอประชุมมหิศร
ธนาคารไทยพาณิชย์ 25-28 ตุลาฯ 3 ครั้ง นับจากปี 2546-2548 คือ
การสร้างระบบความสัมพันธ์เชิงอนุรักษ์ เปิดมุมมองและปิดช่องว่างเรื่องสิ่งแวดล้อมระหว่างคนในชนบทกับคนในเมือง
ให้เกิดความเข้าใจร่วมด้วยการมอบรางวัล 5 โครงการอนุรักษ์ดีเด่น
กรรชิต
สุขใจมิตร ผู้อำนวยการมูลนิธิกองทุนไทย กล่าวเปิดถึงที่มาที่ไปของการจัดกิจกรรมว่า
"คนทุกภาคส่วนในสังคมไทยจำเป็นจะต้องมีส่วนในการพัฒนาสังคมร่วมกัน
การสนับสนุนกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนขนาดเล็กซึ่งทำงานกับคนในชุมชนระดับรากหญ้าจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง"
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการมูลนิธิกองทุนไทย ย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติว่า
จะต้องมาจากความร่วมมือของคนในทุกภาคส่วนสังคมไทย
สำหรับโครงการที่ผ่านการพิจารณาทั้ง 5 โครงการ จะได้รับการสนับสนุนเป็นเงินรางวัลโครงการละ
50,000 บาท ซึ่งทั้ง 5 โครงการที่ผ่านการพิจารณา ล้วนแล้วแต่เป็นองค์กรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์
และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมมายาวนาน
พิชาญ ทิพวงษ์ จาก
โครงการสร้างฝายชะลอความชื้น ผู้ประสานงานกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำ
ภูกระแต อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น กล่าวถึงประเด็นหลักของการดำเนินโครงการว่า
"ฝายชะลอความชื้นจะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการกักเก็บน้ำยามหน้าแล้งสำหรับดับไฟป่าและแหล่งสำรองน้ำจืดเอาไว้ใช้ในทุก
ๆ ด้าน" ทั้งนี้ ยังเป็นแหล่งเพาะ-ขยายพันธุ์ปลาในธรรมชาติที่ยั่งยืน
กลุ่มอนุรักษ์ภูถ้ำ-ภูกระแต
คือ องค์กรชุมชนที่ประกอบด้วยคนทุกเพศวัยจากเด็กจนถึงคนหนุ่มคนสาวและผู้สูงอายุใน
11 หมู่บ้าน ที่รวมตัวกันทำงานมานับตั้งแต่ ปี 2541 ทั้งนี้
ป่าภูถ้ำ-ภูกระแต เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูระงำ ทั้งยังเป็นแหล่งต้นน้ำของบึงละหานนาและลุ่มน้ำชี
แหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สำคัญทางภาคอีสาน จากการทำงานมายาวนาน พิชาญย้ำว่า
"ได้ทำให้ชาวบ้านตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลรักษาป่า
สิ่งที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ คือ จำนวนอาหารในป่าที่เพิ่มมากขึ้น"
ผู้ประสานงานย้ำว่าต่อไปจะเน้นการขยายงานไปยังพื้นที่อื่น
ๆ
โครงการอนุรักษ์-ฟื้นฟูลุ่มน้ำแม่ละอุป ต.แจ่มหลวง
อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ การรวมตัวของชุมชนกะเหรี่ยงนักอนุรักษ์
เดชา มหรรณพนทีไพร จากองค์กรเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุปเล่าถึงที่มาที่ไปของโครงการให้ฟังว่า
"โครงการอนุรักษ์-ฟื้นฟูลุ่มน้ำแม่ละอุปเกิดจากการมองปัญหาป่าไม้และให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ซึ่งปัญหาใหญ่ในวันนี้
คือ การบุกรุกป่า" จุดกำเนิดของลุ่มน้ำแม่ละอุปอยู่บนภูเขาสูงและป่าทึบใน
อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เดชาบอกว่า
"หากป่าหมด คนอยู่ไม่ได้"
ในปัจจุบันมีการบุกรุกป่าขยายพื้นที่ทำมาหากินเพิ่มมากขึ้น
ขณะพื้นที่ป่ามีจำนวนจำกัด เพราะตระหนักถึงปัญหา เดชาบอกว่า
ชาวบ้านจาก 4 หมู่บ้านบริเวณลุ่มน้ำแม่ละอุปนี้จึงรวมตัวตั้งเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป
ในปี 2546 "ดูแลอนุรักษ์ตั้งกฎการใช้ทรัพยากรป่า
จัดเวรยามตรวจป่า ปลูกป่าเสริม ทำฝายดักตะกอน แบ่งเป็นป่าอนุรักษ์
58,000 ไร่ ป่าต้นน้ำ 13,000 ไร่ ป่าใช้สอย 14,000ไร่ และพื้นที่ป่าอื่น
ๆ 10,040 ไร่" พร้อมกับฟื้นฟูพิธีกรรมดั้งเดิมของชุมชนกะเหรี่ยงจนป่าเริ่มคืนความสมบูรณ์
และได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (UNDP)
บำเพ็ญ
ไชยรักษ์ จากโครงการสนับสนุนชุมชนฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า
ผู้ประสานงานชมรมอนุรักษ์-ฟื้นฟู ลุ่มน้ำสงคราม อ.กุสุมาลย์
จ.สกลนคร ปฎิบัติการที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวิถีชีวิต เธอกล่าวว่า
"40 ปีที่ผ่านมาป่าบุ่ง-ป่าทามบริเวณลุ่มน้ำสงครามสูญเสียไปมากมาย
ผลมาจากการไม่มีการศึกษาเพื่อผลเชิงอนุรักษ์อีกทั้งยังเกิดการรุกทำลายป่าของนายทุนในพื้นที่"
เพราะฉะนั้น การฟื้นฟูป่าบุ่ง-ป่าทามลุ่มน้ำสงครามถือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน
เธอย้ำ
ลักษณะพิเศษของป่าบุ่ง-ป่าทาม คือ น้ำจะท่วมเจิ่งในฤดูฝนและจะแห้งเป็นที่ลุ่มอุดมสมบูรณ์ในฤดูแล้ง
การตัดทำลายป่าบุ่ง-ป่าทามในรอบ 40 ปี ส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง
เธอบอกต่อว่า "การออกสัมปทานป่า
จับจองพื้นที่ตัดทำลายเพื่อเผาถ่านทำให้บุ่ง-ทามตลอดลุ่มน้ำสงครามตกอยู่ในสภาพป่าเสื่อมโทรม
จนปี 2539 ชาวบ้านกว่า 10 หมู่บ้านรวมตัวกันตั้งชมรมและสนับสนุนการทำงานเชิงอนุรักษ์-ฟื้นฟู
จัดตั้งธนาคารพันธุ์ไม้และฟื้นฟูป่าบุ่ง-ป่าทามด้วยการปลูกป่าในพื้นที่สาธารณะ"
การทำงานสอดประสานงานอนุรักษ์ให้แก่ชาวบ้านเป็นสิ่งสำคัญ เธอย้ำ
สำหรับ กลุ่มป่าชุมชนร่องท่อน ต.ชมพู อ.เนินมะปราง
อรวรรณ คล่ำดิษฐ์
ผู้ประสานงานโครงการ ฟื้นฟูวิถีท้องถิ่นพึ่งพิงธรรมชาติ
ระบุอย่างมีนัยสำคัญถึงการทำงานอนุรักษ์ว่า "การออกสัมปทานในปี
2525 ส่งผลให้เกิดการบุกเบิกพื้นที่ป่าเพื่อทำมาหากินขนานใหญ่
ชาวบ้านต้องกลับมาทบทวนถึงความสำคัญของงานเชิงอนุรักษ์ จัดกิจกรรมคืนป่าสักทองและทำแนวกันไฟ
จัดระบบประปาภูเขา ประสานความร่วมมือทำงานเชิงอนุรักษ์ระหว่าง
วัด-ป่า-ชุมชนเข้าด้วยกัน" เป็นความลงตัวในการสร้างเครือข่ายการทำงาน
การหมดไปของทรัพยากรป่าไม้ทำให้ชีวิตชาวร่องท่อนเป็นไปอย่างยากลำบาก
กลุ่มป่าชุมชนร่องท่อนจึงถูกจัดตั้งในปี 2540 ถือเป็นการสรุปบทเรียนครั้งใหญ่"
อรวรรณสรุปก่อนจะอธิบายต่อมาว่า "การทำงานเน้นส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทร่วมในการดูแลรักษาป่าโดยเริ่มต้นจากป่าชุมชนที่เหลืออยู่
130 ไร่ จัดกระบวนการสร้างกติกาการเรียนรู้รักษาป่าอย่างยั่งยืน"
อรวรรณ ระบุต่อมาว่าต่อไปมีแผนขยายพื้นที่ป่าเพิ่มเติมเป็น 175
ไร่
สุดท้าย
โครงการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มเยาวชนเพื่ออนุรักษ์ป่าชุมชนต้นน้ำพอง
จ.เพชรบูรณ์ ผลจากการให้สัมปทานและส่งเสริมการปลูกข้าวโพด พืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว
ทำให้ป่าบริเวณต้นน้ำพองสูญหาย
จิระศักดิ์ ตรีเดช เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน
กลุ่มเยาวชนรักษ์ป่าชุมชนต้นน้ำพอง เปิดเรื่องว่า
"ป่าชุมชนในเขต อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ คือ ความสำคัญของระบบนิเวศน์และความยั่งยืนของน้ำพองทั้งลุ่ม
ผืนป่าต้นน้ำเหล่านี้ช่วยซับและกักเก็บน้ำที่ไหลหล่อเลี้ยงแม่น้ำพอง
แม่น้ำแห่งชีวิตของคนนับล้านในภาคอีสาน"
"ป่าผืนนี้ยังเป็นแหล่งอาหาร สมุนไพรซึ่งสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ป่า
เพราะฉะนั้น ผลจากการสัมปทานป่าในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมาและการปลูกพืชเศรษฐกิจ
ข้าวโพดเพียงชนิดเดียวทำให้พื้นที่ป่าแถบนี้ลดลงอย่างรวดเร็ว"
โครงการขยายความร่วมมือเชิงอนุรักษ์ ลุ่มน้ำพอง จึงให้ความสำคัญกับ
'ป่า' ซึ่งเป็นแหล่งความมั่นคงทางด้านอาหาร การทำงานเชิงเครือข่ายจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคน
จิระศักดิ์ ระบุว่า "เริ่มง่าย ๆ
เราทำค่ายสร้างเครือข่ายอนุรักษ์จนเกิดพัฒนาการมีการอนุรักษ์วังปลาตลอดลำน้ำพองและลุ่มน้ำสาขา"
คืนความมั่นคงทางด้านอาหารสู่ชุมชนพื้นที่
ธรรมชาติเป็นสิ่งเกี่ยวเนื่องต่อกันและแผนต่อไป จิระศักดิ์
ระบุว่า ต้องปลูกป่าให้ได้มากกว่า 5,000 ต้น นำความอุดมสมบูรณ์กลับคืน
เพิ่มปริมาณอาหารในธรรมชาติ สังคมวันนี้บีบรัดเสียจนคนไม่สนใจสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างสำนึกใหม่ในการมองธรรมชาติ
การทำงานระบบเครือข่ายสร้างความร่วมมือถือเป็นเรื่องที่สำคัญ
เขาสรุป
 
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
31 ตุลาคม 2548
|